เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะยังคงแกว่งตัว Sideways to Sideways Up โดยมีแรวรับจิตวิทยาที่ 1,200 จุด และแนวต้านหลัก 1,230 จุด โดยตลาดยังคงคาดหวังผลการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯในเชิงบวก หลังจากสัปดาห์ก่อนมีการพูดคุยผ่าน Video Conference ซึ่งไทยมีการยื่นข้อเสนอภาษี 0% สินค้าสหรัฐฯหลายหมื่นรายการเพื่อแลกกับการลดภาษีสินค้าไทย โดยหากสามารถปรับลดจาก 36% เหลือระดับ 18-20% เรามองว่าตลาดจะตอบรับเป็นกลางถึงบวกอ่อนๆเนื่องจากใกล้เคียงกับระดับที่ตลาดคาดหวัง อย่างไรก็ตามหากอัตราภาษีสูงกว่า 20% อาจทำให้มีแรงขายออกมากดดันบ้างเนื่องจากจะเป็นอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง อาจส่งผลถึงความสามารถในการแข่งขัน
ด้านปัจจัยในประเทศเราคาดว่าตลาดจะเริ่มจับตาที่การประกาศผลการดำเนินงาน 2Q25 มากขึ้นหลังกลุ่มธนาคารจะรายงานกำไรทั้งหมดวันนี้ เราเชื่อว่าเชื่อว่าคาดการณ์กำไรในไตรมาสนี้ของตลาดจะค่อนไปในทาง Conservative ตามภาพเศรษฐกิจที่ชะลอ แต่โฟกัสจะอยู่ที่ Outlook ช่วง 2H25 จากผู้บริหารว่าจะมองผลกระทบจากภาษีทรัมป์มากน้อยเพียงใด ซึ่งคาดนำมาสู่การปรับประมาณการ EPS จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 89 บาท ในเชิงกลยุทธ์เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่ยัง Laggard ดัชนีในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีโอกาสที่จะ Outperform ระยะนี้
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 2Q25 แข็งแกร่ง มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : NSL
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 45 บาท
• เราคาดกำไร 2Q25 ที่ 165 ลบ. –3% q-q, +26% y-y โดยรายได้เติบโตแข็งแกร่ง +21% y-y โดยเฉพาะในเดือน เม.ย.-พ.ค. ก่อนจะชะลอตัวในเดือน มิ.ย. ตามภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมส่งออกและการเข้าลงทุนใน PNF
• หากกำไร 2Q25 ออกมาตามคาดจะคิดเป็น 51% ของประมาณการทั้งปีที่ 663 ลบ. +22% y-y การเติบโตระยะยายาวยังแข็งแรงจากแผนขยายกำลังการผลิตในช่วง 5 ปีข้างหน้าโดยกำลังการผลิตขนมปังแซนวิชจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว
• แนวรับ 32//31-30.50 บาท แนวต้าน 33.50-34//36 บาท
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,190 – 1,120 แนวต้าน 1,210 – 1,220 คาดดัชนียังอยู่ในแนวโน้ม Sideway Up ระหว่างรอผลการเจรจาการค้าสหรัฐ – ไทย ซึ่งคาดมีโอกาสได้ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัว กลุ่มไฟแนนท์ TIDLOR, MTC, NCAP, BAM จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงใน 2H/68 / กลุ่ม China Play SCC,SCGP,PTTGC,IVL คาดได้แรงหนุนจาก ม.กระตุ้นเศรษฐกิจจีน
IVL* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 24.10 บาท) เป็นหุ้นในกลุ่ม China Play มี sentiment บวกจากการความคาดหวังรัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหลังตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมายังไม่ค่อยดี ในแง่ผลประกอบการแนวโน้ม 2Q68 คาดฟื้นตัวได้ QoQ, YoY โดยปริมาณขายจากธุรกิจ CPET จะเพิ่มขึ้นเพราะผ่านการปิดซ่อมบำรุง ขณะที่ Integrated PET Spread ทยอยฟื้นตัว ส่วนผลประกอบการในปี 68 ตลาดคาดพลิกเป็นกำไรสุทธิ 7.7 พันล้านบาท จากปี 67 ที่ขาดทุน 1.9 หมื่นล้านบาท หลังผ่านการทำ asset optimization ปิดโรงงานที่ไม่ทำกำไรทำให้ค่าใช้จ่ายคงที่ลดลง โดยใน 2H68 คาดกำไรมีเสถียรภาพมากขึ้นและได้ประโยชน์จากธุรกิจในอเมริกาเหนือจากปริมาณขาย แม้เผชิญกับอุปทานส่วนเกินจากจีนและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
TIDLOR* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 19.50 บาท) คาดกำไร 2Q68 โตต่อเนื่องทั้ง YoY และ QoQ จากสินเชื่อที่คาดว่าจะขยายตัวได้ตามฤดูกาลและยังมีรายได้เสริมจากธุรกิจประกัน NIM มีแนวโน้มเชิงบวกจากการลดดอกเบี้ยของธปท.ตามธ.กลางหลักๆของโลก(และคาดว่ามีโอกาสสูงขึ้นในช่วง 2H68 หลังได้ผู้ว่าธปท.ท่านใหม่) credit cost มีแนวโน้มลดลงขณะที่ NPL ยังคุมได้ต่ำกว่า 2% มี upside เติบโตจากการขยายสาขาต่อเนื่อง IAA consensus คาดกำไรปี 68 ที่ 4.74 พันลบ. +12%YoY
ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ตลาดยังมีแรงซื้อ แต่การขึ้น-ลง จะอิงผลการการเจรจาการค้า โดยตลาดหุ้นไทย ทิศทางตลาดจะอิงการผลเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ที่น่าจะทราบในสัปดาห์นี้ หากออกมาดี หุ้นก็พร้อมขึ้นต่อ และเข้าสู่ช่วงของการรายงานผลประกอบการ 2Q โดยหุ้นธนาคารจะส่งงบครบทุกตัวในสัปดาห์นี้ด้วย มองเป้าดัชนีฯ รอบนี้ไว้ที่ 1220-1250 จุด
• ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ฤดูรายงานกำไร ส่วนใหญ่ถูกคาดการณ์ว่าจะออกมาดี (ยกว้นหุ้นกลุ่มน้ำมัน) กำไรของบริษัทใน S&P-500 จะขยายตัวราว 5% เราคาดว่า บริษัทส่วนใหญ่จะเริ่มถูกผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปีมากกว่า …. ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯในวันศุกร์ ปรับตัวลดลง ตลาดให้ความสนใจกับ นโยบายการค้าสหรัฐฯกับอียู ตลาดหุ้นอื่นๆ จะล้อไปกับสหรัฐฯ คาดสัปดาห์นี้ จะมีความผันผวนต่อ
• Trump เตรียมใช้ “industry-specific tariffs” ร่วมกับภาษีรายประเทศ เริ่มภายใน 2 สัปดาห์
• จีนเพิ่มการส่งออกผลิตภัณฑ์แรร์เอิร์ธหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมช่วงสงครามการค้า ขณะที่สหรัฐฯ เตรียมผ่อนคลายการขาย Chip ให้จีน …… เรามองเป็นข่าวบวกต่อหุ้น Tech ทั่วโลก รวมไปถึงผลบวกต่อตลาดหุ้นจีนด้วย
• Fitch Ratings ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราภาษีศุลกากรที่แท้จริง (ETR) ของสหรัฐฯ เป็น 19.4% จากเดิม 14.1% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2025 ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เปลี่ยนแปลงไป ….. Fitch เตือนว่า ETR อาจเพิ่มขึ้นอีกเป็น 23.7% หากมีการเก็บภาษีเพิ่มเติม 25% กับสินค้าเซมิคอนดักเตอร์และยา
• ดีลการค้าไทย-สหรัฐฯ ใกล้จบ ไทยเสนอข้อตกลงต่อ USTR แล้ว เชื่อสหรัฐฯ พอใจ คาดตัวเลขออกมาใกล้เคียงหรืออยู่ในระดับเดียวกับ ASEAN ช่วง 18-20% คาดข้อเสนอยังคงผลประโยชน์ของภาคเกษตรไทยไว้ จะช่วยลดส่วนเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ลงได้ 70% ภายใน 3 ปี และทำให้การค้าสมดุลภายใน 5 ปี
• Fed เข้าสู่ช่วง Blackout Period เตรียมการประชุม FOMC ในสัปดาห์หน้า (29-30 ก.ค.) โดยจาก Dot Plot ในการประชุมเดือน มิ.ย. ชี้ให้เห็นว่ากรรมการ Fed มองดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมของปีนี้ควรอยู่ในช่วง 3.75-4.00% คาดมีการปรับลดลงประมาณ 0.5% ภายในสิ้นปีนี้
• DAOL ประเมินกำไรตลาด 2Q/25 ไว้อยู่ในช่วง 2.1-2.3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 1Q/25 ที่ 2.82 แสนล้านบาท …. โดยประเมินกำไรกลุ่มธนาคาร ที่จะส่งงบครบทั้งหมดในสัปดาห์นี้ ไว้ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท -2% yoy ; -10 qoq ใกล้เคียงกับ Bloomberg Survey ที่คาดไว้ที่ -4% YoY และ -10% qoq ….. หุ้นธนาคาร จะมีการประกาศจ่ายเงินปันผลงวดแรก หลังส่งงบ จะหนุนให้ราคาหุ้นช่วงนี้ยังแข็งแรงอยู่
• Event สัปดาห์นี้ : ผลประกอบการกลุ่มธนาคาร, ส่งออกไทย เดือนมิ.ย.
Technical : BCH, KAMART
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้