โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เคล็ดลับลดกรดไหลย้อน

Health Daily

เผยแพร่ 21 ต.ค. 2565 เวลา 07.00 น.

เคล็ดลับลดกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน เป็นโรคที่คนไทยเกินครึ่งเคยประสบพบเจอ สาเหตุเกิดมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทานอาหารปริมาณมากภายในมื้อเดียว เข้านอนทันทีหลังทานอาหาร ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ได้ หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคหลอดอาหารอักเสบได้ ก่อนอื่นมาลอง Check กันก่อนว่าอาการที่คุณกำลังเป็นนั้นใช่กรดไหลย้อนหรือไม่

อาการกรดไหลย้อน

มักเกิดขึ้นหลังจากที่เคี้ยวอาหารและกลืนอาหารลงคอไปแล้ว จากนั้นกรดในกระเพาะอาหารจะไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารและลำคอ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณหลอดอาหาร คอ กล่องเสียงอักเสบได้ สำหรับอาการกรดไหลย้อนขึ้นคอ ได้แก่

  • กลืนอาหารลำบาก
  • มีเสมหะ
  • ขมคอ เปรี้ยวในปาก
  • แสบร้อนที่คอ
  • เสียงแหบ กล่องเสียงอักเสบ
  • เรอบ่อยๆ
  • ไอเรื้อรัง
  • แน่นหน้าอก

และในวันนี้ สุขภาพดีดี.com เรามี “เคล็ดลับลดกรดไหลย้อน” มาแนะนำให้ทุกคนได้ลองทำตามกันดูค่ะ

9 เคล็ดลับลดกรดไหลย้อน

1.ลดน้ำหนัก

ปัญหาน้ำหนักเกิน ถือเป็นสาเหตุหลักและสำคัญมากที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากการที่เรามีน้ำหนักตัวเกิน อ้วนสะสมหรือลงพุง จะทำให้มีความดันในช่องท้องสูงขึ้น

และถ้าหากความดันในช่องท้องสูงขึ้นก็จะทำให้กระเพาะอาหารแคบลง และทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น ดังนั้นในข้อแรกของวิธีการป้องกันอาการกรดไหลย้อนนี้ก็คือการลดน้ำหนักให้ถูกวิธี โดยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อท้อง

2. ทานแล้วห้ามนอนทันที

เนื่องจากกระเพาะอาหารของเราต้องใช้เวลาในการย่อยอาหารประมาณ 2 – 4 ชั่วโมง ยิ่งถ้าเป็นอาหารมื้อใหญ่ๆ ต้องมีการย่อยอย่างน้อยๆ 4 ชั่วโมง

เมื่อเราทานอาหารมื้อเย็นหรือมื้อดึกแล้วรีบเข้านอนเลย ยังไม่ทันได้ย่อยอาหาร อาหารเหล่านั้นก็จะขย้อนขึ้นมาที่หน้าอกของเราและทำให้เรารู้สึกแสบท้องได้

3. แบ่งทานอาหารมื้อเล็กๆ

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยลดกรดไหลย้อนได้คือการแบ่งทานอาหารมื้อเล็กๆ แต่ทานบ่อยๆ เพราะอาการกรดไหลย้อนจะยิ่งเป็นมากขึ้นเมื่อกระเพาะเต็มไปด้วยอาหาร

เมื่อไหร่ก็ตามที่ในกระเพาะของเราไม่ค่อยมีอาหาร น้ำย่อยก็จะอยู่ในกระเพาะไม่ไหลย้อนขึ้นมาที่บริเวณทรวงอกหรือบริเวณหลอดอาหารของเรา

หรือเลือกทานอาหารที่มีส่วนช่วยลดอาการกรดไหลย้อน เช่น Probiotics และสาหร่ายเกลียวทอง

4. งดอาหารทอดและมัน

อาหารทอด อาหารมัน จะทำให้เรามีอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น มีภาวะท้องอืดมากขึ้น ย่อยยาก น้ำกรดไหลย้อนออกมาที่บริเวณทรวงอกมากขึ้น

การลดการทานของที่ไม่มีประโยชน์ก็จะทำให้ น้ำหนักโดยรวมของเราก็จะลดลงเช่นเดียวกัน เมื่อน้ำหนักลดลงอาการกรดไหลย้อนก็ยิ่งลดลงมากขึ้น

5. งดดื่ม / งดสูบ

การดื่มและการสูบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายอยู่แล้วทั้งระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ยังทำให้เรานอนดึก กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์

พฤติกรรมแบบนี้ยิ่งกระตุ้นให้อาการกรดไหลย้อนไม่จบไม่สิ้น เริ่มลดแอลกอฮอล์เป็นอย่างแรก ก็จะทำให้อาการกรดไหลย้อนลดลงอย่างรวดเร็ว

6. นอนหลับให้เพียงพอ

การพักผ่อนเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากต่อร่างกาย ถ้าหากนอนหลับไม่เพียงพอ จะทำให้ระบบสมดุลในร่างกายผิดเพี้ยนไปด้วย

จะทำให้ย่อยยากขึ้น ขับถ่ายยากขึ้น และทำให้ระบบอื่นๆรวนไปอีกเช่นเดียวกันค่ะ

7. นอนหมอนให้สูงขึ้น

เลือกหมอนที่สูงขึ้นหรือเพิ่มหมอนเพื่อให้เวลานอนศรีษะของเราสูงขึ้นค่ะ โดยให้สูงสักประมาณ 6 นิ้วหรือประมาณสัก 20 องศา

เพราะการที่เรานอนศรีษะสูง จะทำให้กรดไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ยาก อาการจะลดลง รวมถึงการนอนให้ตรงเวลาด้วย จะทำให้อาการดีขึ้นอีกด้วยค่ะ

8. หลีกเลี่ยงความเครียด

รู้หรือไม่การที่เรามีความเครียดสะสมนั้นจะทำให้เรานั้นสามารถย่อยอาหารได้ลำบากมากขึ้น และระบบย่อยอาหารจะถูกรบกวนอย่างรุนแรง

ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เนื่องจากการหลั่งฮอร์โมนต่างๆในร่างกายเกิดความผิดปกติ รวมไปถึงน้ำย่อยที่ช่วยย่อยอาหารด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้นความเครียดเป็นปัจจัยที่ห้ามมองข้ามเลยนะคะ

9. ออกกำลังกายเป็นประจำ

ควรเลือกออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อมากขึัน ให้ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ที่มาข้อมูล : https://women.trueid.net/

https://www.bolttech.co.th/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...