ยอดหญิงสองแคว้น ทวงแค้นสองภพ
ข้อมูลเบื้องต้น
ยอดหญิงสองแคว้น ทวงแค้นสองภพ
进击的王妃
ผู้เขียน จี๋ว์จือเมี่ยนเถียว 桔子面条
ผู้แปล หนินอี
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Camellia Novel
*ลงรายตอนจนจบที่MaReads.com
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นาง…เป็นทั้งขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่และเป็นทั้งฮองเฮาแห่งแคว้นวั่งเย่ว์
เพื่อปกป้องแคว้นแล้ว นางอุ้มครรภ์สิบเดือนเข้าสนามรบร่วมศึกกับกองทัพหนึ่งแสนนายตระกูลกู้ ต่อสู้กับศัตรูโดยไม่ลังเล
แต่ผลคือบุตรถูกสังหาร ตนเองตายอย่างอนาถในศาลเจ้าร้าง
ทั้งหมดเป็นฝีมือของฮ่องเต้แห่งวั่งเย่ว์ สามีสุดที่รักกับน้องสาวคนดีของนาง
รวมทั้งอวิ๋นอ๋องแห่งแคว้นซั่วอวิ๋น…กงซุนอี้
เมื่อได้โอกาสกลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง แม้จะอยู่ร่างใหม่ แม้จะอยู่ท่ามกลางแคว้นศัตรู
แต่หากผู้ใดกล้ารังแกนาง นางจะทำลายให้สิ้น!
นางจะเอาเลือดจากหัวใจของพวกเขามาเซ่นไหว้กองทัพตระกูลกู้ที่ต้องสิ้นชีพไปเพื่อนาง
เหล่าคนที่เคยทำร้ายนางในชาติก่อน นางจะค่อยๆ เอาคืนทีละนิด
เริ่มจากถลกหนัง แล่เนื้อทีละชิ้น แล้วโยนลงกระทะ!
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Camellia Novel
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
《进击的王妃》
Author: 桔子面条 Ju Zi Mian Tiao
Copyright ⓒ 2021 by COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Thai (language) Translation Copyright ⓒ 2023 by Amarin Printing and Publishing Public Co., Ltd.
This Thai edition is published by arrangement with COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Arranged through Beijing Wenxin Wenchuang Technology Co., Ltd. (北京文心文创科技有限公司) & Pelican Media
Agency Ltd., Taiwan All rights reserved
Ebook จะทยอยออกหลังจากลงรายตอนค่ะ
ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Camellia Novel
ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ
ศึกหลังชนฝา
แคว้นวั่งเย่ว์และแคว้นซั่วอวิ๋นเป็นสองแคว้นที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินใหญ่
ตำบลเทียนชิงเป็นรอยต่อของสองแคว้น เดิมทีเป็นตำบลเล็กๆ เงียบสงบ ทว่าตอนนี้บนพื้นกลับนองด้วยโลหิต เสียงร้องระงมถ้วนทั่ว
ตะวันยามอัสดงแดงฉานครึ่งขอบฟ้า
วัดร้างตั้งโดดเดี่ยวอยู่ที่นั่น กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสะอิดสะเอียนแผ่คลุมทุกหนแห่ง สตรีตัวสวมเกราะแดงนอนอยู่บนพื้น ผมดำสยายแผ่ยุ่งเหยิง ที่สะดุดตาคนที่สุดเป็นท้องนูนสูงของนาง ดูจากสภาพนูนตั้งนั่น เด็กในท้องคงใกล้คลอดเต็มที
สตรีลูบท้องตน ผมดำขับเน้นสีหน้านางจนดูซีดขาวดุจกระดาษ ดูอเนจอนาถอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านแม่ทัพ!” ทหารเกราะดำเดินเข้ามา
กู้เทียนหลานลืมตา ในแววตาฉายแววมีความหวังสายหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้นางดูมีชีวิตขึ้นมาบ้าง “เสบียงกับกองทัพหนุนมาถึงแล้วรึ”
แคว้นวั่งเย่ว์และแคว้นซั่วอวิ๋นรบกัน ณ ที่แห่งนี้ กู้เทียนหลานเป็นแม่ทัพชนะศึกบ่อยของแคว้นวั่งเย่ว์ แพ้ศึกน้อยมาก เดิมทีครั้งนี้ควรชนะ ทว่าเพราะขาดเสบียง เมื่อทหารท้องหิวจึงสูญเสียกำลังรบ ซ้ำกำลังหนุนยังล่าช้ามาไม่ถึงจึงตกเข้าสู่ทางตัน ทัพใหญ่หนึ่งแสนถูกฆ่าสังหารติดต่อกัน นางกับลูกของเขาถูกล้อมอยู่ที่นี่ ความหิวและความทรมานเคี่ยวกรำนาง สุดท้ายค่อยๆ หลงเหลือเพียงความสิ้นหวัง
“ฝ่าบาทเสด็จแล้ว”
ใบหน้าที่เดิมสิ้นหวังของกู้เทียนหลานพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา “เขามาแล้ว ข้ารู้อยู่แล้ว เขาไม่มีทางทิ้งข้า ไม่มีทางทอดทิ้งทหารตระกูลกู้…”
ในแววตาของคนตอบฉายแววติดขัด ถึงขั้นมีความเห็นใจอยู่สายหนึ่ง ทว่ากู้เทียนหลานไม่ทันสังเกตเห็น
กู้เทียนหลานเห็นคนสองคนเข้ามาทางปากประตู หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี ทั้งสองใส่ชุดคลุมสีดำ บนศีรษะสวมหมวกคลุม บุรุษร่างสูงใหญ่ ฝั่งสตรีร่างกายเล็กบอบบางอ้อนแอ้น
บุรุษปลดผ้าคลุมออก พอกู้เทียนหลานเห็นใบหน้าหล่อเหลาน่าเกรงขามนั่น ในใจพลันยินดี
“ฝ่าบาท พระองค์มาแล้ว”
ผู้ที่มาก็เป็นฮ่องเต้วั่งเย่ว์ สามีนาง หลี่เย่จิ่น
นางคิดไม่ถึงว่าหลี่เย่จิ่นจะมาส่งเสบียงด้วยตนเอง ความสงสัยในใจนางพลันมลายหาย มองบุรุษหล่อเหลาตรงหน้า ในใจเกิดความหวานหอบหนึ่ง
ฝีเท้าหลี่เย่จิ่นหยุดชะงัก ก้มมองกู้เทียนหลานที่อยู่บนพื้น กู้เทียนหลานมองสีหน้าเขา ไร้ซึ่งความอบอุ่นในกาลก่อน ความเย็นชาไร้เยื่อใยนั่นทำให้กู้เทียนหลานเกิดความกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ฝ่าบาท…” นางเอ่ยเรียก “เสบียงถึงแล้วหรือเพคะ ฝ่าบาท ให้เวลาหม่อมฉันอีกสิบวัน หม่อมฉันต้องไล่โจรชั่วซั่วอวิ๋นออกไปได้แน่” นางเอ่ยอย่างหมายมั่น
“ไม่ต้องแล้ว” หลี่เย่จิ่นเอ่ยปากในที่สุด “กู้เทียนหลาน เจ้ารั้งอยู่ที่นี่เถอะ อยู่ฝังพร้อมทัพหนึ่งแสนตระกูลกู้”
กู้เทียนหลานนิ่งอึ้งไป “ฝ่าบาท พระองค์กำลังตรัสสิ่งใด”
“ตรัสสิ่งใดรึ พี่หญิง แต่ไหนแต่ไรมาท่านมักปราดเปรื่อง ตอนนี้แม้แต่ดำริของฝ่าบาทก็ยังฟังไม่เข้าใจแล้วรึ ความหมายของฝ่าบาทคือให้ท่านตาย” สตรีบอบบางข้างกายเขาปลดหมวกคลุมออก เผยใบหน้างามล้ำ คนผู้นี้ไม่ใช่ผู้ใดอื่น กู้เทียนชิงน้องสาวแท้ๆ ของกู้เทียนหลาน และยังเป็นพระสนมชิงกุ้ยเฟยในวังหลวง ยศศักดิ์เป็นรองเพียงกู้เทียนหลานนางผู้เป็นฮองเฮาคนนี้เท่านนั้น
หากบอกว่าหลี่เย่จิ่นมาส่งเสบียงที่นี่ด้วยตนเอง เช่นนั้นการพาสตรีอ่อนแอไร้กำลังอย่างกู้เทียนชิงมาด้วยคงไม่อาจกล่าวอธิบายได้แล้ว
กู้เทียนหลานยังคงไม่เข้าใจ นางเกิดในตระกูลขุนศึกอย่างตระกูลกู้ ตระกูลกู้ไร้บุตรชาย นางที่เป็นบุตรสาวสายตรงจึงเข้าสู่สนามรบตั้งแต่อายุยังน้อย อายุเพียงสิบหกก็มีผลงานมากมายแล้ว อายุสิบเจ็ดปีนั้น นางแต่งกับหลี่เย่จิ่นที่เป็นสหายกันมาตั้งแต่เล็ก กลายเป็นฮองเฮาวั่งเย่ว์ สตรีที่ทั้งแคว้นวั่งเย่ว์เคารพศรัทธาที่สุด
แคว้นซั่วอวิ๋นจับจ้องมาโดยตลอด แต่ติดที่ชื่อเสียงนางจึงไม่กล้าบุกเข้ามา การที่กู้เทียนหลานตั้งครรภ์สิบเดือนกล่าวแล้วถือเป็นโอกาสดีของซั่วอวิ๋น อาศัยช่วงที่นางตั้งครรภ์ได้สิบเดือน แคว้นซั่วอวิ๋นบุกตีแคว้นวั่งเย่ว์กะทันหัน ยังส่งกงซุนอี้อวิ๋นอ๋องผู้โหดเหี้ยมไม่เป็นรองผู้ใดมา ใต้อาณัติกงซุนอี้มีแต่เสือสิงห์ทั้งนั้น แคว้นวั่งเย่ว์จะขวางกั้นได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ฮองเฮาวั่งเย่ว์ที่ตั้งครรภ์ทายาทได้เก้าเดือนจึงต้องสวมเกราะเข้ารบกับซั่วอวิ๋นอย่างเสียไม่ได้
ก่อนสวมเกราะออกจากเมืองหลวง บุรุษตรงหน้านี้กอดนางไว้ในอก ลูบท้องที่นูนสูงของนาง สายตาอาลัยอาวรณ์ยิ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ‘หลันเอ๋อร์ ข้าจะรอเจ้ากับรัชทายาทกลับมา เจ้าต้องรักษาตัวให้ดี ในใต้หล้านี้เจ้ากับรัชทายาทเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับข้า หากพวกเจ้าเป็นอะไรไป ข้าคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ลำพังในโลกใบนี้ได้อีก’
บุรุษอ่อนโยนขนาดนั้น ตอนนี้เหมือนเปลี่ยนปากและใบหน้าใหม่ นางไม่เข้าใจเลยสักนิด หากว่าร่างกายนางยังอนุญาต นางนั้นชิงชังจนอยากเข้าไปทึ้งใบหน้าคนตรงหน้านี้นัก ดูว่าเขาใช่ผู้อื่นปลอมตัวมาหรือไม่
แต่นางกับเขาโตมาด้วยกัน ร่วมเตียงเคียงหมอนสองปี รู้อยู่แล้วว่าเขาคือเขา ไม่มีทางพลาดได้
ลำคอกู้เทียนหลานเหมือนถูกบีบรัดก็ไม่ปาน “เพราะอะไร”
หลี่เย่จิ่นไม่ได้เอ่ยวาจา ทว่ากู้เทียนชิงกับเอ่ยหัวเราะหยันขึ้น “พี่หญิงที่รักของข้า ท่านผิดต่อชื่อเสียงปราดเปรื่องของท่านเสียจริง สาเหตุก็เป็นเพราะไม่มีคนอยากให้ท่านมีชีวิตอยู่อย่างไรเล่า”
ร่างเพรียวบางของกู้เทียนชิงขดเข้าไปในอกหลี่เย่จิ่น ในแววตาฉายแววหยามหยันและชิงชัง ไหนเลยจะยังเป็นน้องสาวผู้ว่าง่ายและขี้อายนางนั้น
“พี่หญิง ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงแต่งท่าน ที่ฝ่าบาทรักเห็นชัดว่าเป็นข้า ทว่าไม่อาจไม่แต่งสตรีที่มือเต็มไปด้วยเลือดอย่างท่าน ก็เพราะท่านเป็นแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แคว้น เพราะในมือท่านมีทัพพิทักษ์แคว้นเรือนแสนของตระกูลกู้อยู่”
คำกล่าวของกู้เทียนชิงดุจมีดบาดกรีดหัวใจของกู้เทียนหลานก็ไม่ปาน
กู้เทียนหลานหน้าเปลี่ยนสีทันใด “ไม่ใช่เช่นนั้นแน่!”
เทียนหลาน เจ้าเป็นสตรีที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ข้าเคยพบในใต้หล้านี้ ข้ารอเจ้าเติบใหญ่มาโดยตลอด ในที่สุดตอนนี้เจ้าก็เป็นฮองเฮาของข้าแล้ว
คืนวันแต่งงาน สามีนางเอ่ยเช่นนี้กับนาง
ผู้คนเห็นเพียงเกียรติยศในตอนนี้ของนาง ไม่รู้ว่านางผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างไรบ้าง นางไม่ได้ชอบคมดาบคมกระบี่ ยิ่งไม่ชอบความรู้สึกตอนเลือดเปรอะเปื้อนกาย นางเองยังอิจฉาบรรดาน้องๆ ที่ได้ร่ายรำเล่นดนตรีอยู่ในบ้าน นางสวมเกราะศึก ไม่เพียงเพราะนางเป็นบุตรสาวสายตรงตระกูลกู้ แต่นางยังอยากจะปกป้องบุรุษผู้นั้น ทุกครั้งที่นางปลิดชีวิตคน ล้วนแต่นึกถึงความยินดีและความชื่นชมเวลาได้เห็นชัยชนะของเขา
ทว่ายามนี้ กลับมีคนบอกนางว่าบุรุษที่นางรัก บุรุษที่สาบานว่าจะปกป้องรังเกียจนางที่มือเปื้อนเลือดมากเกินไป
“ตระกูลกู้เองก็อยากให้ท่านตาย” คำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากแดงสดของกู้เทียนชิงอำมหิตหาใดเปรียบ “หลังจากท่านเป็นฮองเฮาแล้ว เอาแต่ขัดขวางอิทธิพลของตระกูลอยู่ตลอด แค่พี่ชายในตระกูลฆ่าหญิงคณิกา ท่านถึงกับปลิดชีพเขา คนทั้งตระกูลล้วนไม่พอใจท่านยิ่ง ชิงชังอยากให้ท่านไปตาย ท่านรู้หรือไม่ว่าคนตระกูลกู้พูดลับหลังท่านว่าอย่างไร ตระกูลกู้มีฮองเฮาเช่นนี้เหมือนดวงซวยมาแปดชาติภพ”
กู้เทียนหลานจำเรื่องนี้ได้ พี่ชายในตระกูลนางผู้นั้นฆ่าหญิงคณิกาที่ใดกัน เขาข่มเหงหญิงชาวบ้านต่อหน้าธารกำนัลต่างหาก ทำให้หญิงนางนั้นโขกกำแพงตาย เพื่อผลักความรับผิดชอบพี่ชายในตระกูลป้ายสีว่าหญิงนางนั้นเป็นคณิกา บอกว่านางจงใจล่อลวงเขา ไม่รู้ว่าหญิงนางนั้นเป็นหญิงชาวธรรมดา พี่ชายในตระกูลผู้นั้นของนางเป็นขุนนางคุมประพฤติ คำกล่าวของขุนนางคุมประพฤติฆ่าคนได้มาแต่ไหนแต่ไร เดิมทีตระกูลกู้โดดเด่นเกินไป ฝ่าบาทไม่พอพระทัยตระกูลกู้นานแล้ว อยากหาโอกาสทำลายตระกูลกู้มาโดยตลอด เรื่องนี้อาจกลายเป็นไฟลามทุ่ง ทำลายทั้งตระกูลกู้ได้ เพื่อปกป้องตระกูลกู้ และเพื่อคลายโทสะของฝ่าบาท กู้เทียนหลานไม่อาจไม่ประทานความตายให้พี่ชายในตระกูล
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดตระกูลถึงให้ข้าแต่งเข้ามาในวังหลวง คืนก่อนที่ข้าจะแต่งให้ฝ่าบาท ผู้นำตระกูลมอบภารกิจสำคัญให้ข้า นั่นคือการหาโอกาสสังหารท่าน แทนที่ท่าน”
เดิมทีทุกอย่างที่นางทำมาก็เพื่อปกป้องตระกูล แต่ตระกูลกลับชิงชังอยากให้นางตาย ตระกูลนางถึงกับมองความปรารถนาดีของนางไม่ออก ช่างโง่เขลาเสียจริง
“ข้าเองก็อยากให้ท่านไปตาย ข้ารู้จักกับฝ่าบาทก่อนท่าน รักใคร่ใจตรงกัน ท่านยังจำการป่วยหนักสองรอบนั่นของข้าได้หรือไม่ ข้าไม่ได้ร่างกายอ่อนแอแต่เกิด แต่เพราะก่อนท่านแต่งเข้าวังหลวง ข้าไม่อาจคลอดบุตรได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงขับลูกของข้ากับฝ่าบาทออกไป” พูดถึงตรงนี้ ในที่สุดบนใบหน้ากู้เทียนชิงก็ปรากฏความเดือดดาลขึ้นมาสายหนึ่ง
ได้ยินถึงจุดนี้ สีหน้ากู้เทียนหลานบิดเบี้ยวนานแล้ว นางช่างโง่เขลา หลี่เย่จิ่นเป็นบุรุษที่นางรักที่สุด กู้เทียนชิงเป็นน้องสาวที่นางเอ็นดู ความฉลาดของนางช่างเปล่าประโยชน์ กลับมองไม่ออกว่าหลี่เย่จิ่นกับกู้เทียนชิงลอบมีสัมพันธ์กันลับหลังนานแล้ว เห็นนางเป็นคนโง่
หลี่เย่จิ่นกอดกู้เทียนชิงไว้ในอกแน่น เอ่ยสีหน้าอาลัย “เทียนชิง ไม่ต้องคิดแล้ว ทุกอย่างผ่านไปแล้ว เจ้าจะกลายเป็นฮองเฮาของข้า ส่วนหญิงต่ำช้านางนี้ก็จะสูญหายไปจากโลกใบนี้”
ร่างกู้เทียนหลานอ่อนยวบลง รู้สึกสิ้นหวังยิ่ง ในตอนที่นางสัมผัสท้องของตน แววตานางพลันฉายแววไม่ยินยอมขึ้น “พระองค์จะฆ่าหม่อมฉัน แต่ว่าในท้องหม่อมฉันก็เป็นบุตรของพระองค์ เด็กคนนี้ใกล้คลอดเต็มที เหตุใดพระองค์ถึงไร้เยื่อใยเพียงนี้”
หลี่เย่จิ่นเดินเข้ามา เท้าเหยียบลงบนท้องกู้เทียนหลานตรงๆ จากนั้นลงน้ำหนัก
กู้เทียนหลานพลันรู้สึกถึงความรวดร้าวที่ท้อง ร้องเสียงหวาดกลัว “ลูกข้า!”
“เจ้ายังคิดว่าเขาเป็นเด็กอยู่อีกรึ กู้เทียนหลาน เด็กในท้องเจ้าเป็นเพียงก้อนเนื้อที่ตายนานแล้ว” หลี่เย่จิ่นเอ่ยขึ้นอย่างไร้เยื่อใย “เจ้ายังจำโอสถที่เจ้าดื่มทุกวันได้หรือไม่”
ไม่ว่าหลี่เย่จิ่นจะยุ่งมากเพียงใด ทุกๆ วันก็มักจะมาต้มโอสถให้นางด้วยตนเอง เดิมทีนางคิดว่าหลี่เย่จิ่นเฝ้ารอลูก ที่แท้คือกำลังคิดสังหารเด็กในท้องนาง ลูกที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดกลับถูกเขาทำร้ายอย่างเชื่องช้า
กู้เทียนหลานกอดท้องตน อยู่ๆ ก็หัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง
นางมันโง่! ช่างโง่เขลายิ่งนัก!
ลูกนางต้องมาตายเพราะความโง่เขลานี้ของนาง
“ลูก ลูกข้า แม่ผิดต่อเจ้า ใต้หล้านี้คนชั่วมากมายนัก แม่ถึงกับมองไม่ออก” กู้เทียนหลานเบิกตากว้าง มองกู้เทียนชิงกับหลี่เย่จิ่นเหี้ยมเกรียม ชิงชังจนอยากกินเลือดเนื้อของพวกเขา
กู้เทียนชิงถูกสายตานางมองจนหนาวยะเยือกบอกไม่ถูก หยิบมีดออกมาจากอก เตรียมแทงไปบนตัวกู้เทียนหลาน ทว่าหลี่เย่จิ่นรั้งนางไว้ก่อน
“เทียนชิง หญิงชั้นต่ำนี้สมควรตาย แต่เจ้าอย่าลืมสัญญาระหว่างพวกเรากับกงซุนอี้”
กู้เทียนชิงสีหน้าพลันสงบลง ใบหน้าเล็กหวาดหวั่น “ฝ่าบาท หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันลืมข้อแลกเปลี่ยนระหว่างฝ่าบาทกับกงซุนอี้ ขอเพียงพวกเราส่งหญิงชั้นต่ำนางนี้ให้กงซุนอี้ ทหารซั่วอวิ๋นก็จะถอยออกจากเขตแดนวั่งเย่ว์ ภายในห้าปีไม่ทำศึกอีก”
เหมือนกู้เทียนชิงจะคิดอะไรได้ ทันใดนั้นก็หัวเราะขึ้นมา “ฝ่าบาท กงซุนอี้ชอบกินเลือดเนื้อมนุษย์ ยังชอบกินเนื้อทารกที่สุด หญิงชั้นต่ำนางนี้ตกอยู่ในมือกงซุนอี้ คิดแล้วก็ช่างสะใจนัก”
“พี่หญิง ประเดี๋ยวกงซุนอี้คงจะกรีดท้องท่าน ปล่อยเลือดท่านจนหมด แล้วก็กินเด็กในท้องของท่าน…”
หลี่เย่จิ่นสะใจเช่นกัน หัวเราะตามขึ้นมา
ทั้งสองคนสวมหมวกคลุม ภายใต้แววตาสังหารคนของกู้เทียนหลาน กุมมือกันเดินออกไปจากวัดร้างแห่งนี้
กู้เทียนหลานชิงชังจนอยากจะพุ่งเข้าไป สังหารคนทั้งสองที่หลอกลวงนาง ทำร้ายลูกของนาง แต่กระนั้น ทั้งตัวนางไร้เรี่ยวแรง ความรวดร้าวลามแผ่ออกมาจากท้อง กระแสอุ่นร้อนไหลนองออกจากท้องด้านล่าง ไอชีวิตรั่วไหลตามไปด้วย
สุดท้าย นางได้ยินเสียงหลี่เย่จิ่นขายนางกับทหารแสนนายของตระกูลกู้ให้กงซุนอี้ดังแว่วมา
ผ่านไปครู่หนึ่งพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น สตินางเริ่มค่อยๆ เลือนหาย
“กู้เทียนหลาน ข้ารับบัญชาอวิ๋นอ๋อง หากเจ้าคลานจากตรงนี้ไปอ้อนวอนท่านอ๋องของพวกเรา บางทีท่านอ๋องของพวกเราอาจจะยอมเมตตา ไว้ชีวิตเจ้า”
กงซุนอี้ กงซุนอี้ นางนึกว่าเขาเป็นคนตรงไปตรงมาน่านับถือ คิดไม่ถึงว่าเขากับคนชั้นต่ำสองคนนั้นจะเป็นสัตว์หน้าขนที่มาจากเขาลูกเดียวกัน นางใกล้ตายแล้ว กงซุนอี้ก็ยังคิดหยามเกียรตินางเช่นนี้!
หลี่เย่จิ่น กู้เทียนชิง กงซุนอี้สามคนนี้ได้ถูกจดจำฝังแน่นอยู่กลางใจนางแล้ว หากว่ามีชาติหน้า นางไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่
ห่างจากวัดร้างสิบลี้ เงาร่างในเกราะศึกสีดำยืนอยู่ภายใต้แสงสลัวยามอัสดง แววตาจับจ้องออกไปยังที่ไกลแสนไกล
“ท่านอ๋อง ทัพหนึ่งแสนตระกูลกู้ถูกทำลายสิ้นแล้ว กู้เทียนหลานอยู่ที่วัดร้าง พวกเราไปจับตัวนางตอนนี้เลยหรือไม่”
บุรุษสวมเกราะศึก ใบหน้าภายใต้แสงอัสดงเดี๋ยวเลือนเดี๋ยวชัด นัยน์ตาคู่นั้นดุจดวงดาราหนาวยะเยือก เขาหมุนคลึงแหวนหยกบนนิ้วโป้ง “รอนางมาอ้อนวอนข้า หากนางมาอ้อนวอนข้า…”
มุมปากบุรุษเหยียดยกขึ้นบางๆ ราวกับนึกถึงเรื่องเบิกบานใจอะไรได้ ในหัวปรากฏเงาร่างสะดุดตาในเกราะศึกสีแดง ผมดำยาวสยาย ใบหน้าเด็กสาวงามล้ำทว่าแฝงความพยศ
หากนางมาอ้อนวอนเขา เขาจะทำอย่างไรดีนะ นึกถึงฉากภาพที่สตรีหยิ่งทระนงถือตัวคุกเข่าแทบเท้าเขา อ้อนวอนเขา กงซุนอี้พลันรู้สึกว่าในใจพรั่งพรูความตื่นเต้นหอบหนึ่ง
เขาจะพานางกลับซั่วอวิ๋น จากนี้ไปวั่งเย่ว์ไม่มีกู้เทียนหลานอีก แต่ในจวนอวิ๋นอ๋องของเขาจักมีอนุคนโปรดเพิ่มมาหนึ่งคน กดหญิงพยศห้าวหาญไว้ใต้กาย เพียงแค่คิด กงซุนอี้ก็รู้สึกคลุ้มคลั่งแล้ว
ดึกมากแล้ว คนที่เขาส่งออกไปกลับมารายงานในที่สุด
“ท่านอ๋อง”
“กู้เทียนหลานยอมอ้อนวอนข้าแล้วรึ” ความยินดีในแววตากงซุนอี้โลดเต้น
“ท่านอ๋อง กู้เทียนหลานตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ได้ยินข่าวนี้ อวิ๋นอ๋องกงซุนอี้สีหน้าพลันเปลี่ยนสี ใบหน้าที่เดิมขี้เล่น ตอนนี้กลับกลายเป็นไม่น่าดูหาใดเปรียบ
ตาย สตรีคลั่งที่บอกว่าจะสังหารเขานางนั้น ตายได้อย่างไร
เกิดใหม่ข้ามกาลเวลา
แคว้นซั่วอวิ๋น จวนอัครมหาเสนาบดี
“ชิงเหลียน วิธีเล่นแบบใหม่อะไรของเจ้า น่าเบื่อที่สุด นางโง่นั่นสู้อาหวงได้ที่ใด” เสียงไพเราะของสตรีแรกรุ่นดังขึ้น
ที่นี่เป็นจวนส่วนหลังของจวนอัครมหาเสนาบดี สตรีแรกรุ่นนางนี้คือกู้ชิงอวี้คุณหนูรองจวนอัครมหาเสนาบดี ส่วนข้างๆ นางคือกู้ชิงเหลียนคุณหนูสามจวนอัครมหาเสนาบดีที่อายุน้อยกว่านางสองปี
คุณหนูสองนางนี้ได้รับความโปรดปรานจากอัครมหาเสนาบดีกู้ที่สุด อยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดีเอาแต่ใจไม่สนผู้ใดหน้าไหน กลั่นแกล้งบ่าวรับใช้ พวกนางเล่นจนเบื่อแล้ว ตอนนี้จึงคิดการละเล่นใหม่ขึ้นมา
พวกนางล้อมรั้วในจวนส่วนหลังบริเวณหนึ่ง ปล่อยสุนัขหลายตัวให้หิวโหยอยู่ในนั้น รอหิวพอประมาณแล้ว ค่อยโยนอาหารเข้าไป สัตว์หิวโซมักกลายเป็นดุร้าย เห็นสุนัขพวกนั้นรุมฟัดกันเลือดตกเพราะกระดูกชิ้นเดียว พวกนางถึงรู้สึกสนุกสมใจ
แต่นานเข้ากลับรู้สึกเบื่ออีกแล้ว
ดังนั้น พวกนางจึงคิดวิธีการใหม่ โยนหญิงสติไม่ดีนั่นเข้าไป
หญิงสติไม่ดีไม่ใช่ผู้ใดอื่น เป็นบุตรสาวสายตรงจวนอัครมหาเสนาบดี พี่สาวสายตรงของพวกนาง กู้สุ่ยเย่ว์
พวกนางทำกับกู้สุ่ยเย่ว์เหมือนที่ทำกับพวกสุนัข ไม่ให้นางกินอะไรสองวัน จากนั้นโยนนางเข้าไปในคอกสุนัข ให้แย่งอาหารกับสุนัขดุร้ายพวกนั้น ดูคนกับสุนัขแย่งชิงอาหาร นึกแล้วคงรู้สึกน่าสะใจที่ได้กลั่นแกล้งคน
ผู้ใดจะคาด กู้สุ่ยเย่ว์ไม่ใช่คู่มือของสุนัขพวกนั้นสักนิด ดูซิ สุนัขแต่ละตัวกัดบนตัวนางได้ แต่นางกลับไม่มีปัญญาโต้กลับ ยังไม่ทันแย่งก็นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไหวติงแล้ว
น่าเบื่อนัก!
เจ็บ เจ็บเหลือประมาณ
กู้สุ่ยเย่ว์ลืมตายากลำบาก ที่เข้าสู่สายตาเป็นก้นสุนัขตัวหนึ่ง นางก้มหน้าลงอย่างยากเย็น พบว่ารอบตัวตนเต็มไปด้วยสุนัข บนตัวนางถูกกัดเป็นรูแผลนับไม่ถ้วน แผลพวกนั้นมีแต่ความเจ็บปวดแสนสาหัส
นางไม่ได้ตายแล้วรึ กู้เทียนหลานยื่นมือไปคลำท้องตนตามสัญชาตญาณ พบว่าท้องนูนแบนราบแล้ว ลูกนาง…ตายแล้ว ส่วนมือนาง ดำ เล็ก ข้างบนยังมีตาปลา ไม่ใช่มือเรียวขาวกุมกระบี่คู่นั้นแล้ว
กู้เทียนหลานหลับตา ข่มความคิดฟุ้งซ่าน ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางพรั่งพรูเข้าสู่สมอง
นางตายแล้วมีชีวิตอีกครั้ง ฐานะนางในตอนนี้ไม่ใช่กู้เทียนหลานจวนแม่ทัพวั่งเย่ว์ แต่เป็นกู้สุ่ยเย่ว์จวนอัครมหาเสนาบดีแคว้นซั่วอวิ๋น
ฮ่า ฮ่า นางหัวเราะเสียงทุ้มต่ำในใจ สวรรค์เห็นนางใช้ชีวิตที่แล้วโง่งมเกินไปจึงไม่อยากให้นางตายรึ ตอนนี้นางตายและมีชีวิตใหม่ จะต้องแก้แค้นให้ลูก แก้แค้นให้ตนเองให้ได้!
หลี่เย่จิ่น กู้เทียนชิง นางจะต้องกลืนกินเลือดเนื้อพวกเขาทั้งเป็น ยังมีกงซุนอี้ นางจะให้เขาตายทั้งเป็น
กู้เทียนหลานสงบสติอารมณ์ลงท่ามกลางความเคียดแค้นหาใดเปรียบ เห็นชัดว่าสถานการณ์นางตอนนี้ย่ำแย่ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนรุกล้ำสมองไม่หยุด
ชื่อร่างกายนี้มีนามว่ากู้สุ่ยเย่ว์ แม้เป็นบุตรสาวสายตรงจวนอัครมหาเสนาบดี แต่กลับเป็นหญิงสมองพิการ ตอนอายุน้อยยังมีมารดาคอยคุ้มครอง ภายหลังมารดาสิ้นใจ นางจึงตกต่ำกลายเป็นของเล่นของเหล่าคุณหนูในจวนอัครมหาเสนาบดี
เวลาพวกนางอารมณ์ดีตกรางวัลเป็นอาหารหนึ่งคำ เวลาพวกนางอารมณ์เสียให้นางกินอาหารกับพวกหมูพวกสุนัข ซึ่งทั้งหมดนี้ บิดานางอัครมหาเสนาบดีกู้รับรู้ดีแต่ไม่เคยสนใจ เดิมทีการมีลูกสมองพิการเป็นการเสียเกียรติมากพอแล้ว หากไม่ใช่ว่าตระกูลมารดานางยังมีคนอยู่ เขาคงโยนนางให้จมบ่อปฏิกูลตายแล้ว
กู้สุ่ยเย่ว์เติบโต้ท่ามกลางการเหยียดหยามต่างๆ นานา ตอนนี้ยิ่งน่าสงสาร ตระกูลกู้ไม่ให้อะไรนางกิน นางอยากกินก็ต้องแย่งสุนัข แลกชีวิตแย่งชิง ทว่าเด็กสาวอ่อนแออย่างนางสู้สุนัขดุร้ายได้ที่ใดกัน
สุนัขพวกนั้นกัดจนนางขยับตัวไม่ได้ เห็นนางไม่แย่งอาหารถึงปล่อยนาง ตะครุบไปหากระดูกพวกนั้นแล้วเล็มแทะ
คุณหนูตระกูลกู้ทั้งสองแยกย้ายจากไป ส่วนกู้สุ่ยเย่ว์ถูกโยนไว้ในคอกสุนัข ให้อยู่กับสุนัขดุร้ายพวกนี้
“เอ๋ ตรงนี้มีสุนัขตัวผู้หลายตัวติดสัดแล้ว โยนสตรีวัยแรกแย้มไว้ข้างใน มันไม่…”
ด้านนอกแว่วเสียงหัวเราะหยาบช้าก่อนเงียบหายไป
สุนัขตัวผู้ติดสัตว์…พวกเขาถึงกับ…คนจวนตระกูลกู้แห่งนี้เห็นนางเป็นสุนัขตัวหนึ่ง ไม่ได้มีความคิดจะเอานางออกไปจากคอกสุนัข
กู้เทียนหลานพลันเข้าใจว่าสถานการณ์ของกู้สุ่ยเย่ว์ในจวนอัครมหาเสนาบดีนั้นเลวร้ายเพียงใด
กู้เทียนหลานขดร่างกายตนเป็นก้อนกลมๆ พยายามขดเข้ามุมสุดกำลัง ไม่ให้สุนัขพวกนางสังเกตเห็นตน ตอนนี้ร่างกายนางไร้เรี่ยวแรง ยิ่งแยกไม่ชัดว่าหิวหรือเจ็บ
“เหตุใดวันนี้พวกคุณหนูถึงไม่เคี่ยวกรำนางพิการนี่กัน”
“เจ้าไม่รู้รึ วันนี้เป็นวันที่อวิ๋นอ๋องคว้าชัยกลับมา ฝ่าบาทไม่ได้บอกว่าจะทดสอบอวิ๋นอ๋องรึ อวิ๋นอ๋องเก่งการศึก ใช้ทหารหนึ่งหมื่นเอาชนะกองทัพหนึ่งแสน ไม่ใช่บอกว่ากู้เทียนหลานแคว้นวั่งเย่ว์นั่นเก่งนักหนาหรือ ใช้ทหารดุจเทพเซียน ตอนนี้ได้ยินแล้วน่าขันนัก กู้เทียนหลานตายแล้ว ทหารหนึ่งแสนยังย่อยยับตาม”
“อวิ๋นอ๋องร้ายกาจขนาดนี้เลยรึ”
“แน่นอนอยู่แล้ว อวิ๋นอ๋องเป็นเทพสงครามแคว้นซั่วอวิ๋นเรา เจ้าไม่ได้ยิน อวิ๋นอ๋องกลับมา พวกชาวบ้านคอยต้อนรับเต็มถนน ฝ่าบาทยังไปรับที่ประตูเมืองด้วยองค์เอง คุณหนูสูงศักดิ์นับไม่ถ้วนพากันจับจองห้องบนหอสุราสองฟากฝั่ง ต่างอยากชื่นชมบารมีอวิ๋นอ๋อง คุณหนูบ้านพวกเราแย่งตำแหน่งหอสุราที่ดีที่สุดไว้ก่อนแล้ว”
ผ่านไปนาน กู้เทียนหลานได้ยินเสียงสาวใช้ชราสองนางดังขึ้นข้างหูนาง
อวิ๋นอ๋อง กงซุนอี้ ฮ่า ฮ่า พวกเขาไม่รู้ นี่เป็นเพียงอุบายอุบายหนึ่ง เกียรติยศในวันนี้ของกงซุนอี้ใช้ชีวิตนางและทหารหนึ่งแสนแลกมา
หนึ่งวันหนึ่งคืน ฟ้าเริ่มมืด สุนัขพวกนั้นหิวอีกแล้ว ไม่มีอาหาร พวกมันเริ่มเคลื่อนไหว สายตาร่วงตกลงบนตัวกู้เทียนหลาน กู้เทียนหลานสัมผัสได้ถึงอันตราย นางฝืนลืมตา ในที่สุดตอนนี้นางเริ่มมีแรงขึ้นมาแล้ว หยัดกายขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก กะเผลกขาไปยังริมคอกสุนัข เปลืองแรงอยู่มากกว่าจะปีนออกจากคอกสุนัขได้
นางเกือบคลานกลับที่พักตนเอง ตามจริงแล้วที่พักกู้สุ่ยเย่ว์ไม่ได้ดีกว่าคอกสุนัขนั่นเท่าไร เป็นเรือนมุงสานหนึ่งคูหา กลิ่นสะอิดสะเอียนต่างๆ คลุ้งโชย นางกลับไปในเรือนมุงสาน ปิดประตู นอนลงบนเตียงปูพื้นดุจน้ำแข็งหนาวเหน็บนั่น
นางหยิบของดำเมี่ยมสองชิ้นจากใต้หมอน ใส่ปากเคี้ยวช้าๆ หลับตาลงนอนหลับไป นอนครั้งนี้ตอนตื่นอีกทีก็เป็นยามค่ำ กู้เทียนหลานลงจากเตียงได้ในที่สุด
นางมองเรือนมุงฟางโล่งว่าง จากนั้นรื้อดูรอบๆ ทว่าหาของที่กินได้ไม่เจอ นางทำได้เพียงไปตักน้ำเย็นข้างนอก กรอกปากรวดเดียว
“อ้ะ คุณหนู ตื่นแล้วรึ” สตรีนางหนึ่งคล้องตะกร้าเดินมา
กู้เทียนหลานนึกฐานะนางได้จากความทรงจำกู้สุ่ยเย่ว์ สตรีนางนี้เป็นแม่ครัวจวนส่วนหลังนามว่าหวังชุนเหนียง
หวังชุนเหนียงเดินเข้ามา ถีบนางขาหนึ่ง “ในเมื่อตื่นแล้วก็อย่าอู้ ตามข้ามาทำงาน”
ในใจกู้เทียนหลานปรากฏความชิงชังและความหวาดกลัวสายหนึ่ง นางรู้ว่านี่เป็นความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม หวังชุนเหนียงบีบคั้นให้นางทำงาน ใช้นางเหมือนทาส หากนางไม่ทำหวังชุนเหนียงก็จะทุบตีนาง หวังชุนเหนียงเป็นสตรีหยาบช้า คนตัวสูงใหญ่ ตีแล้วเจ็บยิ่ง ทุกครั้งหลังถูกตี กู้สุ่ยเย่ว์ต้องนอนโทรมบนเตียงอยู่นาน
กู้เทียนหลานไม่ขยับ หวังชุนเหนียงจึงลากนางไปที่ทางห้องครัว ร่างกายกู้สุ่ยเย่ว์อ่อนแอ ถูกลากฉุดแล้วไม่มีทางขัดขืนไหว หวังชุนเหนียงลากนางตรงไปหน้าเตาไฟ ตนเองนางนั่งข้างๆ หยิบมันเทศหัวหนึ่งขึ้นมากิน “นางพิการ รีบทำงานให้ข้า คุณหนูรองอยากซดน้ำแกงกระดูกหมู หากเจ้าตุ๋นไม่ดีข้าจะถลกหนังเจ้า”
หวังชุนเหนียงอยู่ห้องครัว อยากเอาใจเจ้านาย น่าเสียดายที่ฝีมือครัวนางหยาบโลนเหมือนตัวนาง กระทั่งนางพบคุณหนูสายตรงจวนอัครมหาเสนาบดีที่มีฐานะต่ำต้อยยิ่งกว่าบ่าวรับใช้
กู้สุ่ยเย่ว์สติไม่สมประกอบ แต่ทำงานพวกนี้เป็น ยังทำได้ไม่เลว ไม่นานหวังชุนเหนียงก็โยนงานที่ตนเองได้รับทั้งหมดให้กู้สุ่ยเย่ว์ทำ ส่วนตนเองรับผลงาน หวังชุนเหนียงได้หน้า แต่เงินรางวัลที่ได้แม้แต่หมั่นโถวหนึ่งลูกก็ยังไม่ให้กู้สุ่ยเย่ว์
เหตุใดต้องสนใจนางโง่นี่ด้วย ไม่แน่ว่ายิ่งนางรังแกแรง พวกนายท่านจะยิ่งชมชอบ หวังชุนเหนียงถือว่าการให้กู้สุ่ยเย่ว์ทำงานเป็นเรื่องสมควรแล้ว เรียกใช้เจ้านายได้ เวลากลับไปคุยกับพวกเพื่อนบ้าน ยังเชิดหน้าชูตาได้อีก
กู้เทียนหลานเริ่มจุดไฟ หวังชุนเหนียงเห็นนางเชื่อฟังจึงเอ่ยขึ้น “อีกหนึ่งชั่วยามข้าจะกลับมาเอาน้ำแกง หากตุ๋นได้ไม่ดีข้าจะตีเจ้าให้ตาย”
ในห้องครัวเหลือเพียงแค่กู้เทียนหลานคนเดียว
ก่อนอายุสิบเจ็ด ที่กู้เทียนหลานถือเป็นเพียงดาบกระบี่ ไม่เคยเข้าครัวสักครั้ง ภายหลังได้เป็นฮองเฮา สุขภาพร่างกายของหลี่เย่จิ่นไม่ดี เพื่อบำรุงร่างกายให้เขา กู้เทียนหลานเรียนตุ๋นน้ำแกงกับหมอหลวงโดยเฉพาะ ภายหลังน้ำแกงที่นางตุ๋นกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อในวังหลวง ทว่ามีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่ได้เสพสุข
คิดถึงตรงนี้ กู้เทียนหลานอดขบกรามตนเองไม่ได้ ขบจนฟันส่งเสียงดังกรอดๆ การกระทำโง่งมเหล่านั้นของนาง ตอนนี้นึกแล้วช่างน่าขันนัก
เคี่ยวน้ำแกงหรือ นางจะเคี่ยวให้ดี ในแววตากู้เทียนฉายรอยยิ้มอันตราย หวังชุนเหนียงแกล้งกู้สุ่ยเย่ว์ตามใจได้ แต่ตอนนี้ที่อยู่ในร่างกายนี้เป็นนางกู้เทียนหลาน ตั้งแต่เล็กจนโตนางกู้เทียนหลานไม่เคยถูกรังแกเช่นนี้มาก่อน
นางสู้ชนะหวังชุนเหนียงไม่ได้ แต่นางมีวิธีจัดการอีกฝ่าย แค่สตรีชั่วช้านางหนึ่งเท่านั้น
กู้เทียนหลานล้างกระดูกจนสะอาด หลังต้มในน้ำแล้วกำจัดไขมันออก ล้างให้สะอาดอีกครั้ง ใส่เครื่องเทศดับคาว หลังน้ำเดือดแล้วใส่กระดูกหมูลงไป ที่นางใช้ตอนนี้เป็นฝีมือครัวของฮองเฮาวั่งเย่ว์
หลังทำทั้งหมดเสร็จ นางยืนขึ้น มุ่งไปยังเรือนมุงฟางหลังเล็กของตน นางสาดสายตาไปในตะกร้าที่มุมเรือน ในตะกร้ามีสมุนไพรแห้งจำนวนมาก ของเหล่านี้เป็นของที่กู้ชิงอวี้ กู้ชิงเหลียนใช้แกล้งนาง สมุนไพรในนี้ บางส่วนทำให้คนท้องเสีย บางส่วนทำให้คนตัวคัน พวกนางให้นางกินตอนหิว พอกู้สุ่ยเย่ว์กินแล้ว ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ดีเท่าไร กู้เทียนคว้ากำหนึ่งใส่แขนเสื้อ จากนั้นกลับไปที่ห้องครัว
นางโยนสมุนไพรกำเล็กๆ ลงไป กลิ่นกระดูกหมูเข้มข้นมาก กลบกลิ่นสมุนไพรพวกนี้จนหมด รอเคี่ยวได้พอประมาณแล้ว นางค่อยตักสมุนไพรพวกนั้นออกมา
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม หวังชุนเหนียงเดินด่าว่าคนเข้ามา “นางพิการ เคี่ยวแกงเสร็จรึยัง คุณหนูรองรออยู่นะ”
หวังชุนเหนียงผลักประตูเข้ามาก็เห็นน้ำแกงหม้อหนึ่งตั้งอยู่บนเตาไฟ กลิ่นหอมคละคลุ้งเตะจมูก หวังชุนเหนียงไม่ด่าว่าอีก ลอบกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง เอาน้ำแกงไปส่งให้คุณหนูรองโน่นแล้ว
กู้เทียนหลานยืนอยู่ในมุมมืดของห้องครัว เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มเช่นนี้ไม่มีปรากฏบนตัวหญิงสมองพิการนางหนึ่งได้ และทั้งหมดนี้หวังชุนเหนียงคงไม่มีโอกาสได้เห็น
สั่งสอนบ่าวชั่ว
หวังชุนเหนียงฮัมเพลงกลับห้องตนเอง ในอกยังเก็บเศษเงินไว้ วันนี้คุณหนูรองชอบน้ำแกงที่นางต้มมาก ซดรวดเดียวสองถ้วยใหญ่ๆ ตอนอารมณ์ดีตกรางวัลให้นาง พรุ่งนี้เช้าต้องตื่นแต่เช้า ฝากคนจ่ายตลาดในจวนซื้อผงชาดกลับมาให้นาง
ทว่า เรื่องน่ายินดีไม่ได้คงอยู่นาน หวังชุนเหนียงเพิ่งนอนลงบนเตียง อยู่ๆ ก็มีคนหลายคนพุ่งเข้ามาในห้องนาง ลากนางออกไปจากในห้อง
“บ่าวชั่วใจกล้านัก ถึงกับกล้าปองร้ายคุณหนูรอง!”
หวังชุนเหนียงงุนงนแล้ว “ข้าทำร้ายคุณหนูรองอย่างไรกัน”
“เจ้าวางยาในน้ำแกง หลังคุณหนูรองซดน้ำแกงเจ้า ไม่เพียงตัวขึ้นผื่นแดง ยังท้องเสียอีก”
กู้ชิงอวี้รักโฉมหน้าสวยๆ ของตนที่สุด บนหน้ามีรอยแดงเพียงนิดยังจะเป็นจะตาย ตอนนี้ทั้งตัวนางขึ้นผื่นแดง ทั้งตัวมองแล้วดุจภูตผี กู้ชิงอวี้โมโหจนใกล้เสียสติแล้ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง กู้ชิงอวี้ที่พันปิดหน้าเดินมา แตะใส่หวังชุนเหนียงเท้าหนึ่ง “บ่าวชั่ว เจ้าทำอะไรกับข้า”
“พวกเจ้าโบยนางให้ตายให้ข้า โบยตีจนตายให้ข้า”
เสียงกู้ชิงอวี้จบลง พวกบ่าวรับใช้กรูกันเข้ามา ถือไม้ฟาดตีบนตัวหวังชุนเหนียง ไม่นานนางก็ถูกตีจนเนื้อปริแตก
“น้ำแกง…น้ำแกง” ในที่สุดหวังชุนเหนียงนึกอะไรขึ้นมาได้ “คุณหนู บ่าวถูกใส่ความ ไม่ใช่บ่าวคิดทำร้ายคุณหนู เป็นกู้สุ่ยเย่ว์ กู้สุ่ยเย่ว์ต้องการทำร้ายท่าน”
“นางชั้นต่ำ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับกู้สุ่ยเย่ว์ น้ำแกงนั่นเจ้าเคี่ยวไม่ใช่รึ”
“คุณหนู บ่าวเปล่า เป็นกู้สุ่ยเย่ว์ที่เคี่ยวเจ้าค่ะ”
“นางโง่นั่นจะเคี่ยวน้ำแกงเป็นได้อย่างไร”
เห็นชัดว่ากู้ชิงอวี้ไม่เชื่อ แม้นางจะชิงชังกู้สุ่ยเย่ว์ แต่ไม่ได้เป็นคนโง่
หลิงหลงเป็นสาวใช้ข้างกายก็ชิงอวี้ อาหารการกินของกู้ชิงอวี้เป็นนางที่รับผิดชอบ ทว่าสุดท้ายกลับถูกหวังชุนเหนียงแย่งไป หลิงหลงไม่พอใจมาโดยตลอด ตอนนี้ได้ยินเรื่องนี้ ในใจลอบยินดี รีบเอ่ยขึ้น “คุณหนู ของที่หวังชุนเหนียงเคี่ยวย่ำแย่นัก บ่าวคิดว่าในนี้ต้องมีเงื่อนงำ”
ไม่นานกู้สุ่ยเย่ว์ก็ถูกพาตัวมา
กู้เทียนหลานเห็นหวังชุนเหนียงที่เนื้อปริแตก จากนั้นมองกู้ชิงอวี้ที่พันตัวราวภูตผี รู้ว่าแผนนางสำเร็จแล้ว
“กู้สุ่ยเย่ว์ น้ำแกงนั่นเป็นเจ้าเคี่ยวใช่หรือไม่” หวังชุนเหนียงเหมือนคว้าฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ เอ่ยถาม
กู้เทียนหลานเอ่ย “ใช่”
กู้สุ่ยเย่ว์ถึงกับยอมรับ หวังชุนเหนียงลิงโลด
“นางหญิงชั้นต่ำ ถึงกับคิดทำร้ายข้า ข้าจะตีเข้าให้ตาย” กู้ชิงอวี้เสียสติแล้ว อยากตีนางให้ตายเดี๋ยวนั้น
“คุณหนู ท่านตีนางตายไม่ได้ หากตีนางตาย ลือออกไปแล้วชื่อเสียงไม่น่าฟัง” กู้ชิงอวี้โง่ ทว่าสาวใช้ข้างกายไม่ได้โง่ “ท่านกับคุณชายตระกูลหวังหมั้นหมายกัน ในเมืองหลวงมีคนจับจ้องคุณชายหวังมากมาย หากท่านฆ่านาง คุณหนูบ้านอื่นคงใช้เรื่องนี้ทับถมสีท่าน”
แม่ครัวคิดร้ายต่อคุณหนูรอง กู้ชิงอวี้ตีตายทันทีได้ แต่กู้สุ่ยเย่ว์ไม่เหมือนกัน คุณหนูจวนตระกูลกู้กลั่นแกล้งกู้สุ่ยเย่ว์อย่างไรก็ได้ แต่หากตีนางตาย เล็ดลอดออกไปแล้วคงไม่น่าฟัง กู้ชิงอวี้อวดดีในจวนตระกูลกู้ได้ไม่เพียงเพราะนางได้รับความโปรดปราน ยังเพราะนางมีการหมั้นหมายกับจวนเสนาบดีด้วย
“คุณหนู ท่านข่มกลั้นไว้ ข้าจะไปพาฮูหยินมา” หลิงหลงเอ่ย
ไม่นาน หลินซื่อฮูหยินจวนตระกูลกู้ก็มาถึง หลินซื่อเป็นนายหญิงใหญ่คนปัจจุบันของจวนตระกูลกู้ อยู่ในจวนมีอิทธิพลสูง เรื่องราวในจวนล้วนเป็นนางที่ตัดสิน หากหลินซื่อตัดสินว่ากู้สุ่ยเย่ว์ควรตาย คนอื่นไม่มีทางเอ่ยอะไรได้
“ท่านแม่ กู้สุ่ยเย่ว์ใส่ยาพิษในน้ำแกง คิดฆ่าข้า” กู้ชิงอวี้หันไปคุกเข่าให้หลินซื่อ ถอดสิ่งที่พันใบหน้าออกก็เห็นใบหน้าที่เดิมงามล่มเมืองของนาง ตอนนี้มีตุ่มแดงนับไม่ถ้วน บวมเปล่ง คล้ายหัวหมูอย่างไรอย่างนั้น
หลินซื่อถูกทำให้ตกใจจนตัวโยน กู้ชิงอวี้ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของนาง แต่ได้รับความโปรดปรานจากอัครมหาเสนาบดีกู้ หญิงในหอหน้าตาสะสวยกลายเป็นเช่นนี้ หากอัครมหาเสนาบดีกู้ทราบเข้า…
“กู้สุ่ยเย่ว์ เจ้าทำอะไร” หลินซื่อจับจ้องกู้สุ่ยเย่ว์แววตาแหลมคม
ศีรษะกู้สุ่ยเย่ว์ก้มอยู่ตลอด ในแววตาไร้ความกลัว แต่กลับเจือแววเย็นเยียบหนาวเหน็บสายหนึ่ง รอนางเงยหน้าอีกครั้ง ในแววตากลับเจือแววเลื่อนลอยและไร้เดียงสา นางเอ่ยชี้หวังชุนเหนียง “นางให้ข้าเคี่ยวน้ำแกงให้น้องรอง ข้าจึงเคี่ยวน้ำแกงให้น้องรอง” นางหยิบสมุนไพรกำหนึ่งออกมาจากในอก “ข้าอยากให้น้ำแกงอร่อยเลยเติมของพวกนี้”
หลิงหลงคว้าสมุนไพรในมือกู้สุ่ยเย่ว์ไป “ฮูหยิน นี่คือสลอด กินแล้วทำให้คนท้องเสีย ส่วนสมุนไพรตัวนี้กินแล้วทำให้ผื่นขึ้นตัว เป็นนางจริงๆ ด้วย นางต้องการทำร้ายคุณหนูรอง”
กู้ชิงอวี้กำลังอยากหาคนระบายโทสะ รีบเอ่ยขึ้นตาม “ท่านแม่ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับลูก ลูกกับตระกูลหวังมีการหมั้นหมาย หากว่าแต่งออกไปด้วยสภาพอัปลักษณ์ ชีวิตลูกหลังจากนี้ย่ำแย่คงไม่เป็นไร แต่เกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ระหว่างจวนตระกูลกู้และจวนตระกูลหวัง ลูกมีความผิดสมควรตายยิ่งนัก”
สีหน้าหลินซื่อเปลี่ยนสี เรื่องจวนส่วนหลังกระทบถึงความผาสุกของจวนส่วนหน้า ถือเป็นความรับผิดชอบของนางผู้เป็นนายหญิงใหญ่จวนส่วนหลัง
“กู้สุ่ยเย่ว์ คิดร้ายต่อน้องสาว เจ้าถึงกับทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ออกมาได้ เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่”
หวังชุนเหนียงในใจพลันยินดี ใบหน้ากู้ชิงอวี้ฉายแววสะใจที่ได้แก้แค้น
กู้สุ่ยเย่ว์หน้าฉายแววตกตะลึง “ท้องเสีย คัน…เจ้าหลอกคน เจ้าเป็นพวกต้มตุ๋น สมุนไพรพวกนี้น้องรองให้ข้า น้องรองบอกว่ากินของพวกนี้แล้วหน้าตาดี ข้าอยากให้น้องรองหน้าตาดีเลยเติมของพวกนี้ลงไป”
“ข้าอยากให้น้องรองดูดีเป็นเรื่องผิดด้วยหรือ” กู้สุ่ยเย่ว์พูดแล้วก็ร้องไห้เสียงแผ่ว ใบหน้าท่าทางโง่งม
คนสติไม่ดีไม่มีทางพูดเรื่องโกหก
“กู้ชิงอวี้ เจ้าเอาของพวกนี้ให้นางกินรึ” หลินซื่อถามกู้ชิงอวี้
ยามปกติ ไม่ว่าคุณหนูพวกนี้จะรังแกกู้สุ่ยเย่ว์อย่างไร หลินซื่อไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่ว่าตอนนี้ เรื่องกลับบานปลายมาถึงตรงหน้านาง ฉากหน้านางยังต้องทำตัวเป็นธรรม ไม่เช่นนั้นจะควบคุมจวนส่วนหลังทั้งหมดได้อย่างไร
“น้องรอง หรือว่าเจ้าหลอกข้า กินของพวกนี้แล้วไม่มีทางดูดี” กู้สุ่ยเย่ว์กระชากถามกู้ชิงอวี้
กู้ชิงอวี้ปัดมือนางออก เอ่ยขึ้นใบหน้าเหี้ยมเกรียม “ข้าให้เจ้าแล้วอย่างไร แค่หญิงสติไม่ดีนางหนึ่ง ยังคิดว่าเป็นของดีอะไรได้ วันวันยังเก็บสะสมเอาไว้”
หน้าหลินซื่อฉายแววหยามหยัน สะสมรึ ตอนนี้ไม่ใช่ย้อนกลับใส่ตนเองแล้วหรือ ถูกกรรมตามสนอง สมแล้วที่เป็นลูกอี๋เหนียง[1] โง่งมไร้สมอง เหตุใดอัครมหาเสนาบดีกู้ถึงโปรดปรานพวกหัวหมูเหล่านี้ได้กัน
เรื่องมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่อาจแยกชัดได้ว่าผู้ใดถูกผู้ใดผิดอีก พูดได้แค่ว่ากู้ชิงอวี้กรรมตามสนอง รังแกหญิงสติไม่ดี ทว่าผลลัพธ์กลับตกมาอยู่กับตนเอง
สุดท้ายหลินซื่อตัดสิน “คุณหนูรองไม่ระวังกินของผิดสำแดง อยู่พักรักษาตัวในห้องให้ดี สิบวันนี้ห้ามออกนอกเรือน ส่วนหวังชุนเหนียง หยามเกียรติคุณหนูจวนตระกูลกู้ ทำตัวอุกอาจเช่นนี้ไม่อาจละเว้น โบยตีให้ตาย”
“ท่านแม่ เหตุใดไม่ฆ่ากู้สุ่ยเย่ว์ กู้สุ่ยเย่ว์ทำให้ข้ากลายเป็นเช่นนี้นะเจ้าคะ”
“ฮูหยิน บ่าวผิดไปแล้ว บ่าวผิดไปแล้ว ขอฮูหยินโปรดละเว้นชีวิต”
ชั่วขณะนั้น ทั้งบริเวณสะท้อนเสียงแหลมของคนสองคนดังขึ้น
ส่วนกู้สุ่ยเย่ว์ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ถูกลงโทษอะไรเลยสักนิด ครั้งนี้สำหรับนางแล้ว เป็นการทำหนึ่งได้ถึงสอง ไม่เพียงฆ่าบ่าวชั่วได้ ยังทำให้กู้ชิงอวี้เสียโฉมด้วย
กู้เทียนหลานนั่งในเรือนมุงฟางของตน มุมปากยกยิ้มบางๆ จากตอนนี้ไป นางคือกู้สุ่ยเย่ว์ คนไม่มาล่วงเกินข้า ข้าก็จะไม่ไปยุ่มย่ามกับคน แต่หากคนมาล่วงเกินข้า นางก็จะตอกกลับเป็นสิบเท่า คนที่หยามเกียรตินาง นางจะเอาคืนทีละคน นางจะเหยียบย่ำคนที่ทำให้นางตายพวกนั้นไว้ใต้เท้าในสักวันหนึ่ง
หลี่เย่จิ่น กู้เทียนชิง กงซุนอี้ นางสลักชื่อเหล่านี้ลงบนหัวใจตนทีละมีดทีละมีด จะต้องฝังกลบพวกเขาเซ่นไหว้ลูกนางสักวัน
[1] อี๋เหนียงคือคำเรียกอนุ