ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
[寒門梟士]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท บุ๊คบ็อค จำกัด***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 北川 ผู้แปล : ทีมงาน bookbox
เรื่องย่อ : บนโลกนี้ยังจะมีชีวิตใครบัดซบไปมากกว่า ‘จินเฟิง’ อีก? ชีวิตที่แล้วเขาลำบากลำบนสุด ๆ กว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมามีหน้ามีตาในสังคมได้ ใครจะไปรู้ว่ามีหน้ามีตาอยู่ไม่กี่วันก็จะมาตายเอาง่าย ๆ แบบนี้ แล้วชีวิตที่สองนี่มันอะไร ช่างไม้ผู้ยากจน? นี่เขาหนีจากความจนมาเจอความจนเรอะ ใครจะไปยอม! คอยดูเถอะ ในรัชสมัยต้าคังแห่งนี้ข้าจะมีชีวิตที่ดีและมีภรรยาที่น่ารักให้ได้!
บทที่ 1 ราชวงศ์ต้าคัง
บทที่ 1 ราชวงศ์ต้าคัง
หลังจากที่นั่งอยู่บนตอไม้ได้ราว ๆ ครึ่งชั่วโมง จินเฟิงก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า…
เขาได้เดินทางข้ามเวลามาแล้ว
เดินทางจากศตวรรษที่ 21 ย้อนมาสู่ระบบศักดินาอันล้าหลัง
“เทวดาฟ้าดิน ท่านกำลังมองมาที่ผมอยู่หรือเปล่า?”
จินเฟิงแหงนหน้ามองท้องฟ้า พร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความขมขื่น
ในชีวิตที่แล้ว จินเฟิงมาจากหมู่บ้านบนภูเขาที่ยากจนข้นแค้น เขาเพียรพยายามอย่างหนักจนสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ หลังจากนั้นก็ขยันทำงานเก็บเงินเพื่อส่งตัวเองเรียนต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจนจบการศึกษา หลังจากเรียนจบ เขาก็กลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านวิศวกรเครื่องกล มีรายได้หลักล้านต่อปี
ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน แม้แต่จินเฟิงเองก็คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วเช่นกัน
ไม่คิดเลยว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นหลังจากที่เขาเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่วัน โดยเรื่องไม่คาดฝันนั้นเป็นผลมาจากการทำงานล่วงเวลาติดต่อกันของเขาเอง…
ตอนนี้เขาได้ย้อนเวลามายังสมัยราชวงศ์ต้าคัง และได้มาอยู่ในร่างของช่างตีเหล็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
“คนที่ชื่อจินเฟิงโชคร้ายแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า?”
ใช่แล้ว เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของช่างตีเหล็กที่มีชื่อว่าจินเฟิงเหมือนกันจะว่าไปจินเฟิงคนนี้มีชะตากรรมที่น่าเวทนากว่าเขาเสียอีก
เพราะในขณะที่จินเฟิงผู้นี้เพิ่งเกิด เขาและพ่อแม่ก็ต้องหนีสงครามไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาที่ชื่อว่าซีเหอวาน ยิ่งไปกว่านั้น แม่ของเขาก็มาด่วนจากไปตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยหัดเดิน
ขณะที่พ่อของจินเฟิงรู้ดีว่าการศึกษาคือทางออก เขาจึงกัดฟันส่งเสี่ยวจินเฟิงไปเรียน โดยหวังว่าสักวันหนึ่งลูกชายจะมีความรู้ความสามารถ มีเกียรติยศและชื่อเสียงจนเป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่วงศ์ตระกูลได้
แต่น่าเสียดายที่จินเฟิงผู้นี้ไม่มีหัวด้านการเรียนเลยสักนิด ขนาดส่งไปศึกษาหาความรู้อย่างหนักถึงสิบปี เขาก็ยังไม่สามารถสอบซิ่วไฉ*[1]ได้
สุดท้าย ความเจ็บป่วยก็ได้พรากชีวิตพ่อของเขาไปเมื่อปีที่แล้ว และทรัพย์สินที่เหลือในครอบครัวก็ถูกจินเฟิงใช้ไปจนหมด
ตลอดระยะเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขากินข้าวต้มเพียงวันละมื้อเท่านั้น ความหิวโหยนี้ทำให้เขาหน้ามืดจนเดินชนเข้ากับเสา
ถูกต้อง การเดินชนเสาในครั้งนั้นทำให้จินเฟิงแห่งศตวรรษที่ 21 ข้ามเวลามายังสมัยราชวงศ์ต้าคัง…
“พี่ชายแซ่จิน ขบวนส่งตัวเจ้าสาวจากศาลาว่าการใกล้จะมาถึงแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านให้ข้ามาแจ้งท่าน รีบไปที่ทางเข้าหมู่บ้านเถอะ”
เด็กชายอายุราวสิบสองหรือสิบสามปีตะโกนเรียกเขาอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน เมื่อแจ้งข่าวเสร็จอีกฝ่ายก็รีบแจ้นไปโดยไม่สนว่าจินเฟิงจะได้ยินหรือไม่
“ขบวนส่งตัวเจ้าสาวเหรอ?”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ข้อมูลในหัวของจินเฟิงก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
การเผชิญกับภาวะสงครามหลายปีติดต่อกันทำให้ประชากรชายในสมัยราชวงศ์คังลดลง เพื่อกระตุ้นการเติบโตของประชากร ทางราชสำนักจึงประกาศให้บุรุษที่มีอายุครบสิบแปดปี และสตรีที่มีอายุครบสิบเจ็ดปี เข้าพิธีแต่งงาน มิเช่นนั้นจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นสามในสิบส่วน
การลดลงของประชากรชายทำให้แรงงานขาดแคลน การจัดเก็บภาษีในยุคนี้โหดเอาเรื่อง ทั้งยังมีโจรท้องถิ่นที่คอยขูดรีดเงินจำนวนมากกับชาวบ้าน ราษฎรทั่วไปจึงตกที่นั่งลำบาก แน่นอนว่า เก้าในสิบส่วนของประชากรไม่สามารถจ่ายภาษีนี้ได้
ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร จินเฟิงเป็นช่างฝีมือ เขาจึงไม่ต้องรับราชการทหาร ทว่าภาษีที่ต้องจ่ายนั้นหนักกว่าภาษีของครอบครัวที่ทำการเกษตรหรือครอบครัวที่เป็นพรานป่า ซึ่งตัวจินเฟิงเองก็จ่ายภาษีเพิ่มจากเดิมสามส่วนไม่ไหวเช่นกัน
เมื่อถึงวัยแต่งงาน ศาลาว่าการจะเรียกเก็บภาษีในช่วงต้นปี และภายในปีนั้น ราษฎรที่ได้แต่งงานจะต้องส่งเรื่องแจ้งพวกเขา
ในซีเหอวาน จินเฟิงขึ้นชื่อเรื่องความเกียจคร้านและเอ้อระเหยลอยชาย ในอนาคตคงได้อดตายแน่ ๆ ใครมันจะบ้ายกลูกสาวให้มาแต่งงานกับเขา?
แต่ไม่เป็นไร ถึงแม้ในสมัยราชวงศ์คังจะไม่มีสิ่งใดน่าสนใจนัก ทว่าก็มีสตรีมากมายที่รอคอยการแต่งงาน
ช่วงสิ้นฤดูใบไม้ผลิและสิ้นฤดูใบไม้ร่วง ศาลาว่าการจะจัดขบวนส่งตัวเจ้าสาวสองครั้ง เพื่อส่งสตรีที่อายุถึงเกณฑ์แต่ยังไม่มีคู่ครองไปตามหมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ ให้ฝ่ายชายเป็นฝ่ายเลือกเจ้าสาว
ไม่ว่าชายผู้นั้นจะแข้งขาพิการหรือมีดวงตามืดบอด ตราบใดที่เขาเลือก สตรีผู้โชคร้ายก็จะต้องแต่งงานและมีทายาทสืบสกุลต่อไป
“นี่คือภรรยาที่ออกโดยทางการงั้นเหรอ? หรือเสมียนแห่งต้าคังก็จะเดินทางข้ามเวลามาเช่นกัน สวัสดิการนี้ไม่เลวเลยจริง ๆ”
จินเฟิงเพิ่งเดินทางข้ามเวลามา ตอนนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่คำเดียว นี่เขาต้องออกไปดูตัวแล้วเหรอ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ
ขบวนส่งตัวเจ้าสาวอะไรนั่น เขาไม่ได้รอคอยเลยสักนิด
สตรีที่มาพร้อมกับขบวนส่งตัวเจ้าสาว ล้วนเป็นหญิงสาวที่มาจากหมู่บ้านต่าง ๆ ได้ยินมาว่าพวกนางคือกลุ่มสตรีที่เหลือตกค้าง พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นคนที่ไม่ถูกเลือกนั่นแหละ ได้ยินแบบนี้ ก็พอจะเดาได้แล้วว่าเพราะอะไร
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องเลือกหนึ่งในพวกนางอยู่ดี
บุรุษมีสิทธิ์เลือก แต่ไม่มีสิทธิ์ไม่เลือก
กล่าวคือ ไม่ว่าวันนี้จะพอใจหรือไม่ก็ต้องหาหญิงสาวสักคนไปเป็นภรรยาให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะโดนขูดรีดภาษีและถูกส่งตัวไปเสี่ยงตายในสนามรบ
จินเฟิงทำได้เพียงข่มความหิวของตนไว้และเดินไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน
บริเวณประตูทางเข้าหมู่บ้าน มีชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ คนหนึ่งหลังค่อม คนหนึ่งพิการขาเป๋ ส่วนอีกคนแขนขาแข็งแรงดี แต่มีใบหน้าชวนให้อนาถใจยิ่ง มองเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนดี
พวกเขาเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับจินเฟิง ล้วนเป็นคนที่ชาวบ้านไม่สบายใจที่จะยกบุตรสาวให้
“ดูสิ จินเฟิงก็มาที่นี่ด้วย ลิงยักษ์ทั้งสี่มารวมตัวกันแล้ว”
เมื่อเด็กคนหนึ่งเห็นจินเฟิงเดินมา เขาก็กระโดดขึ้นแล้วส่งเสียงเอะอะหลายครั้ง
“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว!”
แม่ของเด็กคนนั้นรีบปิดปากบุตรชายของตนไว้ไม่ให้พูดพล่าม
ชายหนุ่มที่หลังค่อม ชายหนุ่มที่ขาเป๋ และชายหนุ่มที่เป็นอันธพาลชอบพูดจาแทะโลมสาวน้อยสาวใหญ่ รวมถึงจินเฟิงที่อวดดีแต่ไร้ความสามารถ ต่างก็ถูกเด็ก ๆ ในหมู่บ้านเรียกว่าลิงยักษ์ทั้งสี่
จินเฟิงเกลียดชื่อนี้และโกรธมากทุกครั้งที่ได้ยิน แต่วันนี้เขาเพียงแค่ส่งยิ้มให้เด็กเหล่านั้นและเดินเข้าไปรวมกับชายทั้งสาม
“พี่ชายแซ่จินมาแล้ว!”
ชายหลังค่อมและชายขาเป๋ทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม
ส่วนชายอันธพาลกลับแค่นยิ้มเหยียดหยาม จากนั้นก็เขย่งเท้ามองไปยังหน้าทางเข้าหมู่บ้าน
“พี่ชายแซ่หลี่ พี่ชายแซ่จาง!”
จินเฟิงยิ้มตอบทั้งสองด้วยความนอบน้อม
“มาแล้ว มาแล้ว!”
ชายอันธพาลชี้ไปที่ทางเข้าหมู่บ้านแล้วตะโกนเสียงดัง
บนถนนเล็ก ๆ หน้าทางเข้าหมู่บ้าน มีกลุ่มคนที่ถือป้ายสีแดงกำลังเดินมาช้า ๆ
ขบวนนี้นำโดยนักการของศาลาว่าการจำนวนห้าคนและแม่สื่อในชุดสีแดงจัดจ้าน ตามมาด้วยหญิงสาวอีกยี่สิบกว่าชีวิต พวกนางแบกสิ่งของที่ห่อด้วยผ้าไว้ด้านหลัง
หัวหน้าหมู่บ้านพาคนไปต้อนรับเหล่านักการจากศาลาว่าการ ในขณะที่แม่สื่อสั่งให้หญิงสาวไปยืนตรงข้ามกับจินเฟิงและคนอื่น ๆ
การส่งตัวเจ้าสาวเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาหลายปีแล้ว บรรดาเจ้าสาวจึงไม่ได้มีความเขินอายใด ๆ พวกนางได้แต่มองไปรอบ ๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น
ในขณะที่ด้านหลังของพวกนางแต่ละคนแบกสินเดิม*[2]เอาไว้ หากพวกนางได้รับเลือกก็จะปักหลักอยู่ที่นี่เลย
หมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าอาจเป็นบ้านในอนาคตของพวกนาง และผู้คนที่เฝ้าดูอยู่ก็อาจเป็นครอบครัวในอนาคตของพวกนางเช่นเดียวกัน…
“คงจะดีหากมีปุ่มให้กดเปิดปิดไฟอยู่ตรงหน้า”
จินเฟิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรายการออกเดทที่มีชื่อเสียง
สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ มาตรฐานไม่สูงเกินไป
ส่วนใหญ่มีหน้าตาจืดชืด บ้างก็หมองคล้ำเนื่องจากการตรากตรำทำงานหนัก
ทว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งที่สะดุดตาจินเฟิง
แม้ว่าเสื้อผ้าที่หญิงสาวผู้นี้สวมใส่จะดูโทรมกว่าคนอื่น ๆ แต่ใบหน้าของนางกลับดูอ่อนโยนและงดงามไม่น้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นอดสงสารและเอ็นดูไปพร้อม ๆ กันไม่ได้
จินเฟิงเคยเห็นคนสวยมามาก ในยุคอินเทอร์เน็ตเพียงแค่เปิดโทรศัพท์มือถือก็เจอกับนางงาม นางแบบได้ง่าย ๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ความงามของสตรีที่เขาสนใจจะไม่ได้ด้อยไปกว่าคนดังเหล่านั้น ต่อให้นางจะไม่ได้แต่งหน้าก็เถอะ
“ความงามเช่นนี้น่าจะเป็นที่หมายปองของใครหลายคน แต่ทำไม่นางถึงไม่ถูกเลือกและมาปะปนอยู่ในขบวนส่งตัวเจ้าสาวกัน”
จินเฟิงไม่เข้าใจ
ชายหลังค่อมที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นว่าจินเฟิงจ้องมองหญิงสาวในชุดสีฟ้า เขาจึงเอนตัวไปกระซิบ “พี่ชายแซ่จิน เหตุใดเจ้าถึงเอาแต่จ้องกวานเสี่ยวโหรวตลอดเวลาล่ะ?”
จินเฟิงไม่ตอบคำถามของเขา แต่ย้อนถามว่า “เจ้ารู้จักนางหรือ?”
“เจ้าไม่รู้หรือ?”
หลี่สือโถวตกตะลึง
จากนั้นเขาก็จำได้ว่า จินเฟิงถือว่าตัวเองเป็นบัณฑิตมาโดยตลอด เขาหยิ่งในศักดิ์ศรีและไม่เคยมาเข้าร่วมขบวนส่งตัวเจ้าสาวเลยสักครั้ง
“นางเป็นหญิงจากหมู่บ้านกวานเจียวาน เป็นเพียงสินค้าขาดทุน”
หลี่สือโถวเตือนด้วยเสียงต่ำ
[1] การสอบซิ่วไฉ (秀才) : เป็นระบบการสอบเข้ารับข้าราชการของจีนรอบที่หนึ่ง
[2] สินเดิม : ทรัพย์สินก่อนสมรส
บทที่ 2 สินค้าขาดทุน
บทที่ 2 สินค้าขาดทุน
“สินค้าขาดทุนหรือ?”
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องปรากฏขึ้นในหัวของจินเฟิงทันที
ปัญหาประชากรผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในราชวงศ์คังเกิดขึ้นหลายปีแล้ว ขนาดมีการจัดขบวนส่งตัวเจ้าสาวก็ยังแก้ไม่ตก
ตามปกติ หญิงสาวที่ถูกเลือกจากขบวนส่งตัวเจ้าสาวประจำปีในรอบแรกจะมีจำนวนน้อย
อย่างเช่นครั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามีหญิงสาวมากกว่ายี่สิบคนในขบวน ขณะที่ชายหนุ่ม… หากนับจินเฟิงรวมกับพวกแล้วมีเพียงสี่คนเท่านั้น
เพื่อที่จะกระจายหญิงสาวที่ยังไม่มีคู่ครองและกระตุ้นการเติบโตของประชากรให้ได้มากที่สุด ทางการของราชวงศ์คังจึงสนับสนุนให้ผู้ชายมีอนุภรรยา ตราบใดที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้จะแต่งงานกับหญิงสาวกี่คนก็ไม่ใช่ปัญหา
หลังจากที่จินเฟิงและคนอื่น ๆ เลือกเสร็จ ชายรอบข้างคนใดถูกตาต้องใจหญิงสาวในขบวนก็สามารถเลือกพวกนางมาเป็นอนุภรรยาได้ แน่นอนว่าพวกนางไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม หากสมาชิกในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่ภาษีเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างนี้ คงมีไม่กี่ครอบครัวที่ยินดีจะรับอนุภรรยา
ดังนั้น ทุกปีจึงมีสตรีที่อายุถึงเกณฑ์จำนวนมากไม่ได้แต่งงาน แม้จะเข้าร่วมขบวนส่งตัวเจ้าสาวแล้วก็ตาม
แต่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะมาจากเหตุสุดวิสัย พวกนางก็ยังต้องจ่ายค่าปรับภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมสองส่วน
สตรีเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า ‘สินค้าขาดทุน’
ในละแวกนี้ กวานเสี่ยวโหรวเป็นหญิงที่ได้ชื่อว่าสินค้าขาดทุน นางเข้าร่วมขบวนส่งตัวเจ้าสาวถึงสี่ครั้ง ทว่าจนถึงตอนนี้ที่นางอายุสิบแปดก็ยังไม่ได้แต่งงาน
ที่นางยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ใช่เพราะนิสัยไม่ดีหรือเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะนางไม่สามารถตากแดดได้ โดยเฉพาะในฤดูร้อน เพียงแค่ออกไปถูกแสงอาทิตย์เพียงไม่กี่นาที ผิวของนางก็จะบวมแดง บางครั้งถึงขนาดเกิดแผลพุพองขึ้น
บุคคลเช่นนี้ถูกเรียกว่าเย่เม่ยหรือภูตราตรี ในสมัยราชวงศ์คังถือเป็นลางร้าย ไม่สามารถพบเจอแสงสว่างและมีชีวิตอยู่ได้ในความมืดเท่านั้น
เดิมทีครอบครัวของกวานเสี่ยวโหรวมีฐานะค่อนข้างดี ในช่วงตรุษจีน นางสามารถซื้อเนื้อสัตว์ชิ้นหรือสองชิ้นเพื่อตอบสนองความอยากของตนได้ ทว่าตั้งแต่นางอายุสิบหก ครอบครัวก็จำเป็นต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมสองส่วนทุก ๆ ปี ความเป็นอยู่ที่บ้านของนางจึงลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้การมีข้าวกินสักหนึ่งมื้อยังถือว่าเป็นเรื่องยาก
ที่โชคร้ายกว่านั้นคือ เมื่อปีที่แล้วน้องสาวของนางป่วยเป็นโรคประหลาดมักจะตัวสั่น เหงื่อออกบ่อย ๆ และบางครั้งก็เป็นลมล้มลงไป
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้คนคิดว่านางเป็นสตรีที่นำโชคร้ายมาสู่ครอบครัว
นอกจากชาวไร่ชาวนาที่ขาดความรู้ ใครเล่าจะกล้าแต่งงานกับหญิงเช่นนี้?
‘เย่เม่ยอะไรกัน นางแพ้แสงแดด แค่ทาครีมกันแดดก็พอแล้ว… ความเชื่อในสังคมศักดินาคร่าชีวิตผู้คนได้จริง ๆ!’
จินเฟิงอดเห็นอกเห็นใจผู้หญิงคนนี้ไม่ได้
หัวหน้าหมู่บ้านถือชามเอาไว้ในมือ เดินขนาบข้างมากับหัวหน้านักการ
“กติกาเดิม จับฉลาก เลือกมาคนละหนึ่ง”
ทั้งสี่คนผลัดกันหยิบกระดาษที่ถูกม้วนเอาไว้ขึ้นมา
จินเฟิงเปิดกระดาษออกเป็นคนแรก พบว่ามีแถบสี่เส้นวาดอยู่บนนั้น หมายความว่าเขาจะได้เลือกคนสุดท้าย
จินเฟิงไม่ได้สนใจ อย่างไรก็ตาม หากเขาและคนอื่น ๆ เลือกหญิงสาวคนเดียวกันล่ะ
หัวหน้าหมู่บ้านมองดูกระดาษในมือของพวกเขาทุกคน จากนั้นก็ยิ้มให้หลี่สือโถวชายหลังค่อม “สือโถว เจ้าเป็นคนแรก เลือกเถิด”
ขณะที่หลี่สือโถวกำลังจะเอ่ย กวานเสี่ยวโหรวก็ก้าวออกมาจากแถวทันที
“พี่ใหญ่ ข้าทอผ้าได้ อีกทั้งยังเป็นคนกินน้อย หากท่านให้โอกาสข้า ข้าจะทำงานหนักให้เหมือนโคเหมือนม้าตอบแทนน้ำใจท่าน!”
เพื่อเรียกความสนใจจากหลี่สือโถว นางจงใจพันเสื้อผ้าที่มีรอยปะให้แนบไปกับลำตัวมากขึ้นเพื่ออวดรูปร่างและความสามารถ นางต้องการแสดงให้เห็นว่าตนมีพรวรรค์และเหมาะที่จะเป็นผู้ให้กำเนิดบุตร
“ให้ตายสิ เรือนร่างฟ้าประทาน!”
เมื่อครู่เรือนร่างของนางถูกบดบังโดยเสื้อผ้าหลวม ๆ จินเฟิงไม่คิดเลยว่ารูปร่างของกวานเสี่ยวโหรวจะดีขนาดนี้
ตำแหน่งที่ควรจะตรงก็ตรง ตำแหน่งที่ควรจะเว้าโค้งก็เว้าโค้งอย่างสวยงาม ทุกสัดส่วนล้วนดูประณีต…
ใบหน้านางสวรรค์ รูปร่างนางมาร คุณสมบัติเพียบพร้อม… มาตรฐานของเทพธิดา!
แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนาง และตราหน้ากวานเสี่ยวโหรวว่าไร้ยางอาย
“ลากตัวนางกลับไป!”
เจ้าหน้าที่ดุเสียงดัง
กวานเสี่ยวโหรวกลับมายืนในแถวอย่างเชื่อฟัง ใบหน้าของนางแดงจัด ทั้งเนื้อตัวก็สั่นเล็กน้อย จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่สือโถว
หากเป็นไปได้ นางไม่ได้อยากโดนด่าว่าไร้ยางอาย แต่นางไม่มีทางเลือก
ตลอดสองปีที่ผ่านมา นางต้องปั่นด้ายทั้งวันทั้งคืน มิหนำซ้ำยังถูกพี่สะใภ้ทุบตีและดุด่าทุกวัน ส่วนพี่ชายและพ่อแม่ก็ไม่สนใจ
ก่อนที่นางจะออกเดินทางมาที่นี่ พี่สะใภ้ของนางบอกว่า หากครั้งนี้นางยังไม่ได้แต่งงานก็ไม่ต้องกลับไปที่บ้าน แต่ให้ตามคนจากทางการไปที่หอนางโลมแทน
นี่คงเป็นทางออกสุดท้ายสำหรับสินค้าขาดทุนอย่างนาง
ถ้าไม่ได้แต่งงานและไม่มีเงินจ่ายภาษีก็ต้องขายตัวให้หอนางโลมที่จัดตั้งโดยหน่วยงานราชการ จะได้ไม่ต้องเสียภาษีอีก
กวานเสี่ยวโหรวยอมตายดีกว่าไปขายตัวในหอนางโลม
แต่การที่นางอยากตายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะหากนางฆ่าตัวตาย ครอบครัวของนางจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แม้แต่บทลงโทษที่เบาที่สุดก็ยังต้องจ่ายด้วยเงินก้อนโต
แค่นี้ก็ถือว่าร้ายแรงมากแล้วสำหรับนาง
เมื่อกวานเสี่ยวโหรวกลับมาที่แถว การคัดเลือกคู่ครองก็ดำเนินต่อไป
หัวหน้าหมู่บ้านสะกิดหลี่สือโถวเบา ๆ เพื่อให้เขารีบเลือก
ทว่าหลี่สือโถวไม่กล้ามองไปที่กวานเสี่ยวโหรว เขาชี้ไปที่หญิงสาวคนหนึ่งที่ดูแข็งแกร่งมากที่สุดในแถว
พ่อแม่ของหลี่สือโถวเองก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
การที่คนชนบทมาเข้าร่วมการคัดเลือกหญิงไปเป็นภรรยา เกณฑ์แรกคือ ต้องมีความแข็งแกร่ง สามารถมีทายาทให้กับพวกเขาได้ เดิมทีพวกเขากังวลมากว่าหลี่สือโถวจะเลือกกวานเสี่ยวโหรว เพราะถูกนางเอาความเย้ายวนเหล่านั้นมาเป็นเครื่องกระตุ้น
หลังจากหลี่สือโถวเลือกเสร็จ ลำดับถัดไปก็เป็นจางหม่านชาง
จางหม่านชางก้าวไปด้านหน้าสองก้าว จากนั้นเขาก็มองไปที่กวานเสี่ยวโหรวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความลังเล
ใบหน้าของกวานเสี่ยวโหรวเริ่มถอดสี นางจึงก้มศีรษะลงเล็กน้อย
จินเฟิงคิดว่าจางหม่านชางต้องเลือกกวานเสี่ยวโหรวเป็นแน่ ตรงกันข้าม จางหม่านชางกลับชี้ไปที่หญิงสาวอีกคนที่ดูแข็งแรง ดูแล้วนางน่าจะมีลูกให้เขาได้ไม่ยาก
ลำดับถัดไปเป็นตาของชายอันธพาลอย่างเซี่ยกวาง
เซี่ยกวางเดินเข้าไปดูหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณาทีละคน พวกนางต่างระแวดระวังเมื่อเขาเข้าไปใกล้ ๆ
สายตาแทะโลมและหยาบคายของอันธพาลอย่างเซี่ยกวาง ทำให้กวานเสี่ยวโหรวรู้สึกขยะแขยงจากก้นบึ้งของหัวใจ จิตใต้สำนึกของนางบอกอยู่เสมอว่าให้ถอยห่างจากชายผู้นี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะได้แต่งงาน นางต้องข่มความคลื่นไส้ไว้ และเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างกล้ำกลืน
นางตัดสินใจกับตัวเองแล้วว่า หากเซี่ยกวางเลือกนาง นางจะฆ่าตัวตาย เพราะถึงเวลานั้น นางก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวเก่าแล้ว
แน่นอนว่า นางจะลากเอาคนอย่างเซี่ยกวางไปด้วย
หมู่บ้านกวานเจียวานอยู่ไม่ไกลจากซีเหอวานมากนัก กวานเสี่ยวโหรวจึงรู้ดีว่าเซี่ยกวางเป็นคนเช่นไร
นอกจากนิสัยที่ไม่ซื่อสัตย์ ชอบพูดจาส่อเสียดของเขาแล้ว เขายังพูดจาแทะโลมหญิงสาวไปทั่ว
หญิงสาวหลายคนที่นางรู้จักถูกเซี่ยกวางลวนลามขณะที่เข้าป่าไปเก็บผัก
ชายสารเลวเช่นนี้ เก็บไว้ก็เป็นภัยต่อประชาชน!
“ทำไมเจ้ามองข้าเช่นนั้น คิดจะยั่วยวนข้าหรือ?”
เซี่ยกวานเผยรอยยิ้มสะอิดสะเอียนออกมา “เจ้าใช้วิธีนี้กับข้าไม่สำเร็จหรอก ข้าไม่กล้าแต่งงานกับดาวหายนะอย่างเจ้าเป็นแน่ แต่หากเจ้าจะติดตามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปขายตัวที่หอนางโลม ข้าผู้นี้อาจจะไปอุดหนุน เมื่อถึงเวลาเจ้าก็ปรนนิบัติข้าให้ดีแล้วกัน”
“เจ้า… เจ้า…”
กวานเสี่ยวโหรวโกรธจนน้ำตาไหล
“จะเลือกก็รีบเลือก หากไม่เลือกก็รีบถอยออกไป มัวแต่คุยอะไรกัน เสียเวลาคนอื่น”
จินเฟิงทนไม่ไหวอีกต่อไป
จินเฟิงเป็นผู้ที่ประกาศตนว่าเป็นบัณฑิต เป็นบุรุษที่ระวังในถ้อยคำและไม่ใช้กำลัง โดยปกติแล้วเขามักจะถูกเซี่ยกวางผู้นี้รังแกอยู่เสมอ หากพบเจอเขาในหมู่บ้าน จินเฟิงก็เลือกที่จะเดินเลี่ยง
แต่วันนี้ จินเฟิงคนขี้ขลาดตำหนิเซี่ยกวางในที่สาธารณะ คนอย่างเซี่ยกวางจะทนได้อย่างไร?
เขาถลกแขนเสื้อขึ้น “นี่ เจ้าคนต่ำต้อย เจ้าคันผิวหน้าอยากให้ข้าช่วยเกางั้นหรือ?”
“หยุด!”
หัวหน้าหมู่บ้านยืนคั่นกลางคนทั้งสอง และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จินเฟิง เจ้ากลับไปยืนที่เดิม ส่วนเซี่ยกวางรีบเลือกซะ อย่าให้เจ้าหน้าที่ต้องมาเสียเวลากับเจ้า!”
คำว่า ‘เจ้าหน้าที่’ ถูกเน้นออกมา
แม้ว่าเซี่ยกวางจะเป็นคนไม่ดี แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ จึงรู้ได้ทันทีว่าจินเฟิงกำลังหาเรื่องให้เขา
ทั้งจางหม่านชางและหลี่สือโถวต่างเลือกอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อถึงตาของเซี่ยกวาง เจ้าตัวกลับใช้เวลามากจนเจ้าหน้าที่จากทางการเริ่มหมดความอดทน
ถ้าตอนนี้เขาโจมตีจินเฟิงต่อหน้าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ เขาจะถือเป็นผู้ก่ออาชญากรรมในขบวนส่งตัวเจ้าสาว
เซี่ยกวางแอบส่งสายตาไม่พอใจต่อจินเฟิง และชี้ไปที่หญิงสาวที่สวยสดงดงามผู้หนึ่ง
“จินเฟิง ถึงตาเจ้าแล้ว!”
บทที่ 3 ข้าเลือกนาง!
บทที่ 3 ข้าเลือกนาง!
“ข้าเลือกนาง!”
จินเฟิงชี้ไปที่กวานเสี่ยวโหรวอย่างไม่ลังเล
จู่ ๆ บรรยากาศโดยรอบก็เงียบลง
มีคนกล้าแต่งงานกับดาวหายนะได้อย่างไร?
แม้แต่ตัวของกวานเสี่ยวโหรวเองยังตกตะลึง
นางรู้จักเซี่ยกวาง และแน่นอนว่านางก็เคยได้ยินชื่อของจินเฟิงเช่นเดียวกัน
ผู้ที่มีการศึกษาสูงเช่นเขาจะเลือกคนที่เป็นดาวหายนะอย่างนางได้อย่างไร?
ตั้งแต่แรกนางจึงไม่ได้มีความคาดหวังใด ๆ ต่อจินเฟิงผู้นี้ เมื่อได้ยินเขาเอ่ย นางยังคิดกับตัวเองอยู่เลยว่าคงหูฝาด นางเอ่ยปากถามอย่างไม่มั่นใจ “เจ้า… เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“ข้าบอกว่าข้าต้องการแต่งงานกับเจ้า เจ้ายินดีจะแต่งงานกับข้าหรือไม่?”
จินเฟิงถามออกไปอย่างระมัดระวัง
“ข้ายินดี! ข้ายินดี… ขอบคุณเจ้า… ขอบคุณ…”
กวานเสี่ยวโหรวรู้สึกตื่นเต้นจนพูดติด ๆ ขัด ๆ “เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะทำงานอย่างหนักเหมือนโคเหมือนม้าเพื่อตอบแทนเจ้า…”
เมื่อหัวหน้านักการเห็นเช่นนี้ เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เพราะระหว่างเดินทางมาที่นี่ เขาสังเกตเห็นว่ากวานเสี่ยวโหรวตกอยู่ในอารมณ์ที่ไม่พร้อม ดูเหมือนว่านางจะเอาแต่คิดมากตลอดทาง ทว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะทุก ๆ ปีหรือสองปี สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นสินค้าขาดทุนมักจะคิดไม่ตกด้วยกันทั้งสิ้น
ในฐานะผู้รับผิดชอบขบวนส่งตัว หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เขาอาจจะถูกตำหนิและถูกปรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในที่สุด ภาระนี้ก็ถูกโยนทิ้งไปเสียที
หัวหน้านักการกลัวว่าจินเฟิงจะเปลี่ยนใจ เขาจึงรีบขยิบตาให้แม่สื่อที่คอยทำการจับคู่
แม่สื่อเข้าใจในทันที นางก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อส่งตัวกวานเสี่ยวโหรวให้จินเฟิงและประกาศ “ต่อแต่นี้ไป เจ้าทั้งสองจะเป็นสามีภรรยากัน!”
เจ้าหน้าที่หยิบกระดาษแผ่นหยาบที่ถูกพับซ้อนเอาไว้ออกมาหนึ่งแผ่น และส่งให้จินเฟิงกับกวานเสี่ยวโหรวประทับลายนิ้วมือ พร้อมกับทิ้งสำเนาไว้ให้ทั้งสองคน โดยที่ส่วนราชการจะเก็บกระดาษใบจริงไว้
เมื่อมองดูสิ่งที่เรียกว่าทะเบียนสมรส จินเฟิงก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นความจริง?
นี่เขาแต่งงานแล้วใช่ไหม?
ตั้งแต่ชีวิตที่แล้วจวบจนปัจจุบัน นื่คือการแต่งงานครั้งแรกของเขา…
เช่นเดียวกับกวานเสี่ยวโหรวที่อยู่ข้าง ๆ นางกอดทะเบียนสมรสไว้ในอ้อมแขนแน่น นางเองก็ยังตกอยู่ในภวังค์เช่นกัน ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่จะเป็นเรื่องจริง
นางแอบเงยหน้าขึ้นมองจินเฟิงที่อยู่ข้าง ๆ และพบว่าเขาก็มองมาที่นางอยู่จึงรีบก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็วด้วยความเขินอาย หญิงสาวไม่กล้าที่จะสบตากับเขา
เมื่อจางหม่านชางและคนอื่น ๆ ได้รับทะเบียนสมรสเป็นที่เรียบร้อย ลำดับถัดไปก็เป็นชายจากครอบครัวที่ต้องการหาอนุภรรยาเพิ่ม จากนั้นพิธีส่งตัวก็จบลง
นักการและแม่สื่อจากศาลาว่าการ พาบรรดาสตรีที่เหลือออกจากหมู่บ้านซีเหอวานและมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านถัดไป
“จินเฟิง เจ้านี่ช่างกล้าหาญชาญชัยเสียจริง เจ้าเลือกแต่งงานกับเย่เม่ย ระวังไว้เถิด สักวันหนึ่งนางจะพรากลมหายใจของเจ้าไป!”
ทันทีที่เจ้าหน้าที่ทางการกลับออกไป อันธพาลเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะหาเรื่องจินเฟิง
จินเฟิงสวนกลับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้านี่ช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก! เย่เม่ยอะไรกัน? ที่เสี่ยวโหรวไม่สามารถเผชิญกับแสงแดดได้ นั่นเป็นเพราะนางเกิดมาร่ำรวยและมีวาสนาต่างหากเล่า!”
“เหอะ ร่ำรวยมีวาสนาหรือ ข้าเกรงว่าเจ้าจะสิ้นชีพเพียงเพราะหลงใหลในความมั่งคั่งมากกว่า!”
“ไม่ชอบก็ไม่ต้องมายุ่งเรื่องชาวบ้าน สุนัขดี ๆ มันไม่ยืนขวางทางหรอกนะ หลบไป!”
พูดจบจินเฟิงก็เดินชนเซี่ยกวาง และพากวานเสี่ยวโหรวออกไปทันที
“ถือว่าวันนี้เจ้ากับข้าเป็นศัตรูกันแล้ว จินเฟิง เจ้าระวังตัวไว้เถิด!”
เจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการเพิ่งจากไปไม่นาน แต่เซี่ยกวางที่เมื่อครู่ไม่กล้าเคลื่อนไหวใด ๆ กลับเริ่มตะโกนถ้อยคำที่รุนแรงด้วยความขุ่นเคือง
จินเฟิงไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเพียงแต่ยกมือขวาขึ้นและเหยียดนิ้วที่ยาวที่สุดออกเท่านั้น
แม้ว่าเซี่ยกวางจะไม่เข้าใจความหมายที่จินเฟิงสื่อ แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังด่าทอเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งเกลียดชังจินเฟิงมากขึ้นไปอีก เซี่ยกวางแพร่กระจายข่าวลือในหมู่ฝูงชนว่ากวานเสี่ยวโหรวเป็นดาวหายนะ
ชาวไร่ชาวนาที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์บางคนพากันจริงจังกับเรื่องนี้ขึ้นมา
“จบแล้ว จบแล้ว ดาวหายนะได้แต่งงานเข้ามาในหมู่บ้านของเราแล้ว!”
“หลังจากนี้ไป พวกเราต้องอยู่ให้ห่างลูกที่ล้างผลาญพ่อแม่กับแม่ดาวหายนะนั่นเอาไว้”
“จินเฟิงได้แต่งงานกับดาวหายนะ ข้าว่าปีหน้าเขาคงไม่มีปัญญาจ่ายภาษี และต้องถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดนเป็นแน่”
“ผู้ที่โดนเนรเทศจะถูกส่งไปเป็นทหารที่ชายแดนเพื่อเป็นแนวหน้า ร่างเล็ก ๆ อย่างจินเฟิง หากไปอยู่แนวหน้าก็คงไม่มีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีก”
…
การสนทนาของชาวบ้านดังไล่หลังพวกเขามาไม่หยุด
“ข้าขอโทษ…” เสียงของกวานเสี่ยวโหรวสั่นเครือ
“เจ้าอย่าถือสาเลย เราไม่ได้ขอเขากินเสียหน่อย สิ่งที่พวกเขาพูดล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ”
จินเฟิงยิ้มออกมาและเอ่ย “จำไว้ อย่าไปให้ค่าแก่คนเหล่านั้น มิเช่นนั้นเจ้าจะกลายเป็นคนโง่เขลาไปด้วย”
สุดท้ายแล้วกวานเสี่ยวโหรวก็เป็นแค่หญิงสาวที่มีอายุเพียงสิบแปดปี เมื่อถูกจินเฟิงพูดจาหยอกล้อ นางก็เอามือป้องปากแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อมองไปที่แผ่นหลังของชายที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกมั่นคงพลันเกิดขึ้นในใจของนาง
“นี่คือบ้านของข้า”
จินเฟิงชี้ไปที่โรงตีเหล็กสภาพทรุดโทรมด้านหน้า “มันทรุดโทรมไปหน่อย เจ้าคงไม่ถือสา”
กวานเสี่ยวโหรวส่ายศีรษะอย่างรวดเร็ว “ข้าไม่ได้ถือสาเสียหน่อย แค่เจ้ายินดีรับข้าเข้ามา เสี่ยวโหรวผู้นี้ก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว ข้าจะตั้งใจทำงานปั่นด้ายอย่างหนัก เพื่อสนับสนุนเจ้า…”
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอบคุณเหนียงจื่อ*[1]ก่อน!”
จินเฟิงเลียนแบบการกระทำของคนโบราณในละครทีวี เขายิ้มพร้อมกับจับมือของกวานเสี่ยวโหรวเอาไว้
“เป็นข้าที่ควรจะขอบคุณน้ำใจของเจ้า… ข้าขอบคุณ…”
กวานเสี่ยวโหรวไม่รู้จะตอบรับการกระทำของเขาอย่างไร นางได้แต่หน้าแดงด้วยความกังวล และคุกเข่าลงทำความเคารพต่อจินเฟิง…
“ให้ตายเถอะ!”
จินเฟิงไม่ได้คาดหวังว่ากวานเสี่ยวโหรวจะทำเช่นนี้ เขาจึงรีบดึงนางให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “เอาล่ะ ๆ ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น เจ้านั่งลงก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะไปต้มน้ำให้เจ้าดื่ม”
“เจ้าคือ… สามี เรื่องแบบนั้นจะให้เจ้าเป็นคนลงมือทำได้อย่างไร”
กวานเสี่ยวโหรวคว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้ จากนั้นนางก็เอ่ยถามเสียงเบา “เตาอยู่ที่ใด ข้าจะเป็นคนไปต้มเอง”
“สามี? หัวหน้าครอบครัวหรือ”
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกจินเฟิงแบบนี้ และเขาก็ค้นพบว่าตนเองชอบสรรพนามนี้มาก
แต่เมื่อเห็นกวานเสี่ยวโหรวที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอย่างเอียงอาย เขาก็เกรงว่าจะทำให้นางต้องคุกเข่าลงอีกครั้งจึงหยุดแกล้งแล้วชี้นิ้วไปทางห้องครัว
กวานเสี่ยวโหรวย่องเข้าไปในครัวราวกับว่ากำลังจะหลบหนี
จินเฟิงเดินตามนางไปแล้วเอ่ย “เมื่อต้มน้ำเดือดแล้วเจ้าก็ดื่มเสีย ที่บ้านไม่มีอาหาร ข้าจะนำของไปจำนำเพื่อซื้ออาหารกลับมา”
กวานเสี่ยวโหรวที่กำลังต้มน้ำชะงักไปชั่วครู่ นางเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าว “ไม่ต้องหรอก…”
“อาหารเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างไรเสียวันนี้ก็เป็นวันแต่งงานของเรา ข้าจะปล่อยให้เจ้าหิวได้อย่างไร?”
น้ำเสียงของจินเฟิงหนักแน่น
“ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าหมายความว่า เจ้าไม่ต้องเอาของออกไปจำนำหรอก ตอนที่ข้าเดินทางมาที่นี่ ท่านแม่แอบมอบเงินส่วนตัวของนางให้ข้ามา”
กวานเสี่ยวโหรววิ่งไปปลดถุงผ้าของนางและหยิบเศษเงินกับเหรียญทองแดงจำนวนหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ส่งให้จินเฟิง
“ดูเหมือนว่าแม่ยายจะเป็นห่วงบุตรสาวของนางมาก”
จินเฟิงลอบถอนหายใจและหยิบเหรียญทองแดงออกไป
กวานเสี่ยวโหรวมองดูจินเฟิงจากไป จากนั้นก็มองไปที่โรงตีเหล็กที่ทรุดโทรม ก่อนจะขมวดคิ้ว
ครอบครัวนี้ไม่มีเงินเก็บเลย อนาคตจะอยู่อย่างไร…
“แต่เอาเถิด ไม่ว่าอย่างไร เขาก็รับข้าเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว อนาคตคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้ การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันดีที่สุด”
กวานเสี่ยวโหรวทำได้เพียงปลอบใจตัวเองแบบนั้น
ได้ยินมาว่าบัณฑิตผู้นี้ไม่ได้มีงานทำ เช่นนั้น พรุ่งนี้นางคงต้องกลับไปบ้านแม่และขอยืมไนปั่นด้ายจากพี่สะใภ้ ในอนาคตจะได้ทำงานได้มากขึ้น
ไม่รู้ว่าก่อนปีภาษีหน้าจะมาถึง นางและเขาจะมีเงินจ่ายภาษีเพียงพอสำหรับสองคนหรือไม่…
เมื่อจินเฟิงเดินออกมาพ้นจากบริเวณบ้าน เขาก็พยายามที่จะสงบสติอารมณ์ลง เขาพาตัวเองไปยังที่ที่ไม่มีคน ก่อนจะใช้กำปั้นชกลงไปที่กำแพงด้วยความอับอาย
การยื่นมือขอเงินผู้หญิงเพื่อซื้ออาหารในวันแรกของการแต่งงานมันน่าอายมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาปากท้องเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขทันที มิเช่นนั้น พวกเขาจะอดตาย
จินเฟิงพูดกับตัวเอง “นี่คือปัญหาในอดีตที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งเอาไว้ให้ ในอนาคตต้องพยายามหาเงินเพื่อคืนแม่ยายเป็นสองเท่าให้ได้”
เขาเป็นคนเรียนเก่ง ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีล้วนทำได้ดี เขาไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ความยากลำบากผ่านมาเดี๋ยวก็ผ่านไป จินเฟิงผู้นี้ไม่กลัวอนาคต!
[1] เหนียงจื่อ (娘子) แปลว่า ภรรยา