โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

พิชัย ถกบอร์ดค่ารักษาพยาบาล ออก 8 มาตรการ สกัดการใช้งบประมาณพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 11.04 น.

พิชัย ถก บอร์ดพิจารณาค่ารักษาพยาบาล นัดแรก คลอด 8 มาตรการเป็นกรอบทำงาน หวังลดค่าใช้จ่ายระบบสุขภาพ 4 ระบบ หลังใช้งบพุ่ง 3.6 แสนล้านบาท ชี้ไทยนำเข้ายาปีละ 2 แสนล้าน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้เพื่อหาแนวทางดูแลงบประมาณค่ารักษาพยาบาลของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของภาครัฐ โดยมี 4 ระบบได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และระบบการดูแลพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

โดยพบว่ามีค่าใช้จ่ายไม่เพียง และมีการใช้งบประมาณเพิ่มสูงรวดเร็ว จึงต้องมีการทบทวนค่าใช้จ่ายในระบบให้มีเพิ่มคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงได้มีการคุยกันถึงเรื่องเร่งด่วนก่อน เนื่องจากจีดีพีของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ โดยในปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2% และปีนี้อยู่ที่ 2% กว่า ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 4% ต่อปี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพแน่นอน โดยยังยืนยันว่าไม่ได้มีการลดสิทธิการรักษาเดิม

“เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทยกับประเทศในกลุ่ม OECD พบว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวและเปอร์เซ็นต์ของจีดีพียังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเหล่านั้น ซึ่งอาจสะท้อนถึงคุณภาพการบริการที่ยังไม่สามารถแข่งขันได้” นายพิชัย กล่าว

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่าที่ประชุมได้มีการนำเสนอข้อมูลของระบบบริการสุขภาพในประเทศไทยทั้ง 4 ระบบ โดยได้กำหนดกรอบการทำงาน 8 ด้าน และให้ทำเร่งด่วน 2 ด้านคือ 1. เรื่องงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลในภาพรวมของประเทศ จะมีแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมอย่างไร และ 2. เรื่องการนำเข้ายามาใช้ในระบบในแต่ละปี ซึ่งพบว่าไทยมีการนำเข้ายาถึงปีละ 2 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน ซึ่งผลการประชุมจะมีการเสนอให้ นายกรัฐมนตรี และที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ต่อไป

ขณะที่ ภาพรวมงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลในประเทศไทยปัจจุบันในปี 2567 พบว่า รัฐบาลใช้งบประมาณไป 3.4 แสนล้านบาทไปกับ 4 ระบบบริการสุขภาพ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนการเติบโตของงบประมาณในส่วนนี้ พบว่าเติบโต 11% ต่อปี ซึ่งเติบโตมากกว่าจีดีพีประเทศประมาณ 2 – 2.5% ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้กังวล และต้องยอมรับว่าอาจต้องมีการพิจารณาในเรื่องการใช้งบประมาณด้านการรักษาพยาบาล

“ค่ารักษาของกลุ่มข้าราชการเฉลี่ยสูงถึง 1.8 หมื่นบาทต่อคน รองลงมาเป็นสิทธิค่ารักษาของ อปท.สูงกว่า 1.2 หมื่นบาทต่อคน สิทธิประกันสังคม 4.9 พันบาทต่อคน และสิทธิบัตรทอง 3.8 พันบาทต่อคน” นพ.จเด็จ กล่าว

ทั้งนี้ ผลการประชุมยืนยันยังคงให้สิทธิเท่าเดิม แต่จะมีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานขึ้น ตลอดจนใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ และยังไม่มีการคุยถึงการรวมสิทธิรักษาพยาบาลทั้ง 4 ระบบเข้าด้วยกัน แต่ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการทำงาน 8 ด้าน ดังนี้

1. สปสช. เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยบริการอื่นๆ นอกสังกัด สธ. รับผิดชอบทบทวนหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย ควบคุมการใช้จ่ายของทุกสิทธิให้เหมาะสมภายใต้วงเงินที่ได้รับจัดสรร ไม่ให้เกิดภาระต่อเงินคงคลังของประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิการรักษา ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางพิจารณาค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะสิทธิสวัสดิการข้าราชการที่ควรจะมีแนวโน้มลดลง

2. สปสช. พิจารณานำงบประมาณเหลือจ่ายจากการดำเนินงาน หรือรายได้สูงกว่ารายจ่ายสะสมมาสมทบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นลำดับแรก และหากเงินรายได้สูงกว่ารายจ่ายสะสมไม่เพียงพอ ก็ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายงานเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ตามขั้นตอนต่อไป และให้ขยายมาตรการนี้ไปยังเงินนอกงบประมาณของหน่วยบริการภาครัฐต่อไป

3. สธ. ในฐานะที่เป็นหน่วยผู้ให้บริการ ร่วมกับหน่วยบริการสาธารณสุขอื่นนอกสังกัด สธ. ต้องมีมาตรการ หลักเกณฑ์ ในการสั่งจ่ายาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสิทธิการรักษาพยาบาล และควรพิจารณาการใช้ยาสามัญ (Generic Drugs) เป็นลำดับแรกแทนยาต้นตำรับ (Original Drugs) เนื่องจากยาต้นตำรับมีราคาที่ค่อนข้างสูง

4. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนำร่องเรื่อง การพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้ทั้งประเทศใช้ระบบเดียวกัน ส่งผลให้มีข้อมูลที่ตรงกัน ทุกหน่วยบริการสามารถเข้าถึงข้อมูลการเบิกจ่ายยา ข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเชื่อมโยงข้อมูลด้วยกันได้

5. สปสช. ในฐานะที่รับผิดชอบการสร้างเสริมสุขภาพ่าและป้องกันโรค (P&P) ให้กับประชาชนไทยทุกคน ควรเร่งดำเนินการเชิงรุก ตลอดจนพิจารณาทบทวนการใช้ DRGs ให้สอดคล้องกับต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่แท้จริง และพิจารณานำแนวทางการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) มาปรับใช้ในการจัดทำงบประมาณมากขึ้นในปีถัดไป

6. กรมบัญชีกลาง สำนักงานข้าราชการพลเรือน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการในระบบ และที่บรรจุใหม่

7. สธ. หน่วยบริการสาธารณสุขอื่นนอกสังกัด สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดมาตรฐานราคากลางของยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์อวัยวะเทียม เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทังประเทศ และพิจารณาการจัดซื้อยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์อวัยวะเทียมจากองค์การเภสัชกรรม และการจัดซื้อในปริมาณที่มาก จะทำให้ต่อรองราคาเพื่อให้เกิดความประหยัดและคุ้มค่าได้ รวมถึงดึงดูดให้เกิดการลงทุนในประเทศ และการถ่ายอดเทคโนโลยีการผลิต

8. กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรพิจารณามาตรการทางภาษี เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น การเก็บภาษีสินค้าที่ทำลายสุขภาพเพิ่ม และ สร้างแรงจูงใจทางอ้อมให้กับประชาชนที่ได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ รับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชัย ถกบอร์ดค่ารักษาพยาบาล ออก 8 มาตรการ สกัดการใช้งบประมาณพุ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...