โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'โลกอนาคต' ที่การ์ตูนในอดีตคาดไม่ถึง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 พ.ค. 2566 เวลา 22.07 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2566 เวลา 04.20 น.

ภาพยนตร์ที่พล็อตเรื่องเกี่ยวกับโลกอนาคตมีเยอะมากจนนับไม่ถ้วน

แต่ถ้าถามว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่ฉันมักจะนึกถึงเป็นเรื่องแรกๆ

คำตอบก็ไม่ยากเลย หนังเรื่อง Minority Report เรื่องราวในปี 2054 ที่ตำรวจสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครมีแนวโน้มจะก่ออาชญากรรมและรีบออกไปสกัดไว้ก่อนที่คนคนนั้นจะลงมือได้สำเร็จ

สะท้อนภาพของอนาคตในแบบที่เป็นทั้งยูโทเปียและดิสโทเปีย สวรรค์และนรกไปพร้อมๆ กัน

แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามนิดหน่อยเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับอนาคต คำตอบก็ไม่ยากเหมือนกัน การ์ตูนเรื่อง The Jetsons ครอบครัวแห่งโลกอนาคตนี่แหละที่ทำให้ฉันในวัยเด็กจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรทัศน์ไม่ยอมลุกไปกินข้าวกินปลาจนแม่ฟาด

สาเหตุที่ชอบทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าพล็อตเรื่องไร้ที่ติ หรือภาพกราฟิกที่สวยหยาดเยิ้ม

แต่ฉันชอบเพราะมันแสดงให้เห็นถึงจินตนาการบรรเจิดของคนแต่ง

ลองให้เรามานึกพล็อตเรื่องดูบ้างว่าโลกอนาคตในอีกห้าสิบปี หรือหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ชีวิตประจำวันของเราจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

เราก็อาจจะนึกอะไรไม่ออกสักอย่างเลยก็ได้

The Jetsons เป็นการ์ตูนที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 1962 เป็นเรื่องราวของครอบครัวเดี่ยวที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูกสองคน หมาหนึ่งตัว ครอบครัวนี้อาศัยอยู่ในอนาคตปี 2062 หนึ่งร้อยปีพอดีนับตั้งแต่วันที่การ์ตูนเริ่มฉายตอนแรก

อันที่จริงแล้วการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งมั่นจะคาดการณ์โลกอนาคตให้ได้แม่นยำที่สุดเลย

แต่วาดขึ้นมาเพื่อให้เป็นการ์ตูนเพื่อความบันเทิงสำหรับเด็ก เราจึงได้เห็นโลกอนาคตที่ครอบครัวตัวเอกไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์บินได้ มีหุ่นยนต์รับใช้ภายในบ้าน

อาศัยอยู่ในบ้านที่เป็นหอคอยโดมกระจกสูง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งโลกอนาคตเต็มบ้าน

ถึงแม้ว่าการ์ตูนจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทายอนาคตแต่ก็คงจะสนุกดีที่จะลองมาสำรวจกันว่ามีเทคโนโลยีอะไรในการ์ตูนเรื่องนี้ที่ผู้เขียนวาดฝันเอาไว้ได้ตรงกับปัจจุบันในปี 2023 แล้วบ้าง

หรือเรื่องไหนที่หลุดจากความจริงไปไกล คล้ายๆ กับที่เราเคยสำรวจ Minority Report กันมาแล้วเมื่อหลายปีก่อนผ่านหน้ากระดาษนี้นะคะ

หลายๆ อย่างที่ The Jetsons คาดการณ์ไว้ถูกและได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่แสนจะธรรมดาในปัจจุบันแล้ว ก็อย่างเช่น วิดีโอคอลล์ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต หุ่นยนต์ประจำบ้าน นาฬิกาสมาร์ตวอตช์ โดรน

หรือจะเป็นเทคโนโลยีที่แม้จะไม่ได้พบเห็นได้ทั่วไปแต่ก็มีคนคิดค้นและทำออกมาแล้วจริงๆ อย่างเช่น อาหารที่ปรินท์ออกมาด้วยเครื่องปรินต์สามมิติ เจ็ตแพ็ก หรือรถยนต์บินได้

ขาดอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้วาดการ์ตูนอาจจะไม่ทันได้นึกถึงว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ก็คือรถไร้คนขับเพราะในการ์ตูนถึงแม้ว่ารถจะบินได้แต่ก็ยังต้องมีคนขับอยู่ดี

เว็บไซต์ Fast Company ไม่ได้พูดถึงเรื่องเทคโนโลยีไหนทายถูก อันไหนทายผิด แต่ถ้าว่ากันถึงเรื่องอนาคตของการทำงานแล้ว ก็มีอยู่สามอย่างเน้นๆ ที่การ์ตูนเรื่องนี้ทายเอาไว้ผิดมหันต์

สามอย่างที่ว่าก็คือ บทบาทของผู้หญิงในที่ทำงาน ปริมาณงาน และสถานที่ทำงาน

เริ่มจากบทบาทของผู้หญิงก่อน

ตัวละครอย่าง Jane ภรรยาและแม่วัยสามสิบสาม แม้จะมีตำแหน่งงานในบริษัท

แต่ Jane ก็แทบจะไม่ต้องทำงานอะไรเลย

ส่วนใหญ่ผู้ชมมักจะเห็นเธออยู่บ้าน ดูแลความเรียบร้อยในบ้าน จิบชา เมาธ์มอย และนั่งดูทีวีมากกว่า

ผู้วาดการ์ตูนน่าจะคาดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นจะมีความเคลื่อนไหวทางด้านสิทธิสตรีมากมายทั่วโลกที่ทำให้ผู้หญิงหลุดออกจากกรอบของการเป็นแม่บ้าน ดูแลลูก ดูแลสามี

ออกจากบ้านไปทำงานไม่แตกต่างกับผู้ชาย

ในเรื่องปริมาณงานหรือจำนวนชั่วโมงที่ต้องทำงาน เราจะเห็นได้ชัดว่าตัวละครอย่าง George ที่เป็นสามีและพ่อของลูกเองก็แทบจะไม่ต้องทำงานสักเท่าไหร่เหมือนกัน เขามีหน้าที่ในการควบคุมซูเปอร์คอมพิวเตอร์ งานหลักๆ ส่วนใหญ่คือการกดปุ่ม แต่ที่น่าสนใจก็คือชั่วโมงการทำงานของเขาสั้นแค่หนึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

Fast Company บอกว่านี่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองด้านบวกของคนในยุคหกศูนย์ที่เริ่มจะมองเห็นว่าเครื่องจักรกลต่างๆ เข้ามาช่วยผ่อนแรงมนุษย์ไปได้เยอะ และเมื่องานน้อยลง มนุษย์ในอนาคตก็น่าจะมีเวลาว่างเหลือกินเหลือใช้

ตัดภาพมาในปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มามากมาย แต่ก็ดูเหมือนกับเราจะมีงานงอกกันอย่างไม่หยุดยั้ง ถึงจะมีความเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้ตัดลดชั่วโมงการทำงานให้เหลือสี่วันต่อสัปดาห์ก็ยังนับว่าคืบหน้าไปได้น้อยมาก และมนุษย์เราก็ทำงานเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ

จนได้ประจักษ์ว่าที่เขาพูดกันว่างานหนักไม่ทำให้ใครตายนั้นไม่ใช่เรื่องจริง

สุดท้ายคือสถานที่ทำงาน อันนี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดที่สุดในช่วงสามปีที่ผ่านมา

ถึง George จะต้องกดปุ่มแค่วันละชั่วโมงแต่เขาก็ยังต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศอยู่ดี ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านหรือเวิร์ก ฟรอม โฮม ได้

ปัจจุบันโครงสร้างทางอินเตอร์เน็ตและวิวัฒนาการเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวได้เดินทางมาถึงจุดที่พนักงานจะทำงานจากที่ไหนก็ได้ และถูกผลักดันให้เกิดขึ้นได้เร็วและเป็นวงกว้างขึ้นจากการระบาดของไวรัสที่ช่วงผ่านมา

การทำงานจากบ้านโดยเฉพาะงานที่ปกติแล้วจะต้องไปทำที่ออฟฟิศเท่านั้นน่าจะเป็นสิ่งที่คนในยุคนั้นนึกภาพไม่ออกเลย เพราะเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานก็ล้วนอยู่ที่ออฟฟิศ และก็คงนึกไม่ออกเหมอืนกันว่าถ้านั่งทำงานที่บ้านโดยไม่มีหัวหน้างานคอยสอดส่อง ใครมันจะไปยอมทำงานกันเล่า

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องไม่ลืมว่า The Jetsons ยังมีเวลาให้พิสูจน์ตัวเองอีกตั้งเกือบ 40 ปี กว่าเราจะเดินทางไปถึงช่วงเวลาเดียวกับที่อยู่ในการ์ตูน บางทีหลายๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปจากนี้ เราอาจจะทำงานกันเหลือแค่วันละหนึ่งชั่วโมงจริงๆ ก็ได้

อย่าเพิ่งท้อนะคะทุกคน!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...