บล.กรุงศรี ชี้ SET สัปดาห์นี้ ไซด์เวย์อัพ 1,420-1,480 จุด ชู PTT-GULF-TOP เด่น
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทบทวิเคราะห์ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้(30 มีนาคม-3 เมษายน 2569) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ “Sideways/Up” โดยให้แนวต้านที่ 1,466 และ 1,480 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,430 และ 1,420 จุด ตามลำดับ
ทั้งนี้ KSS มองว่า แม้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังน่าจะอยู่ในช่วงของการเจรจา แต่ตลาดมีโอกาสตอบรับมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์พลังงาน หลังมีสัญญาณว่าช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาผ่านได้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานได้ในระยะสั้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน KSS แนะนำการวางพอร์ตแบบสมดุล โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Oil Premium และความเสี่ยงด้าน Feedstock ของไทยที่ลดลง อาทิ BCP, SCC, PTTEP, PTTGC และ IVL
อีกกลุ่มคือหุ้นที่ได้สะท้อนความเสี่ยงจากตะวันออกกลางไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานระยะกลางที่ดี ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น GULF และ GPSC กลุ่มการบินและท่องเที่ยว เช่น AOT, THAI และ CENTEL รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS
นอกจากนี้ KSS ยังแนะนำธีมการลงทุนที่อิงกับความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยให้น้ำหนักกับกลุ่มธนาคาร ได้แก่ KTB และ KBANK กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA และกลุ่มสาธารณูปโภค-สื่อสาร เช่น TRUE,ADVANC,GUNKUL และ PTT
ส่วนหุ้นเด่นประจำสัปดาห์ KSS แนะนำ 3 บริษัท ได้แก่ PTT,GULF และTOP โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 37 บาท 70 บาท และ 56 บาท ตามลำดับ
KSS ระบุว่า PTT ได้ประโยชน์จากสถานการณ์พลังงานในธุรกิจหลักแทบทั้งหมด ขณะที่ GULF จะได้อานิสงส์หากการจัดตั้งรัฐบาลมีความคืบหน้า โดยเป็นหุ้นในธีมลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่สามารถผลักดันได้รวดเร็ว ส่วน TOP ได้แรงหนุนจากความเสี่ยงด้าน Feedstock ที่ลดลง และยังได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานในอุตสาหกรรมที่ยังตึงตัว
สำหรับ Investment Theme ทาง KSS ยังคงให้น้ำหนักกับหุ้นเด่นเดือนมีนาคม 2569 ได้แก่ TRUE, GULF, AMATA, PTTGC, BCP, CPAXT และ GPSC ขณะที่หุ้นเด่นไตรมาส 1/2569 ประกอบด้วย ADVANC, BDMS, CENTEL, CPALL, EGCO, GULF, KBANK, IVL, MTC และ PTTGC ส่วนหุ้นขนาดเล็กที่น่าสนใจ ได้แก่ AMATA, GUNKUL, INSET และ SC
ในด้านปัจจัยที่มีผลต่อตลาด KSS ระบุว่า นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 แล้ว ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยต่างประเทศสำคัญ ได้แก่ ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนมีนาคม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐฯ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ADP และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ รวมถึงอัตราว่างงาน
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของจีน ขณะที่ปัจจัยในประเทศอยู่ที่ความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมถึงประเด็นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกรณีการเลือกตั้ง
KSS ยังระบุว่า กำไรต่อหุ้นของตลาด หรือ SET EPS ปี 2569 อยู่ที่ 94.87 บาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยกลุ่มที่มีการปรับประมาณการขึ้น ได้แก่ ปิโตรเคมี รับเหมาก่อสร้าง พลังงาน และการเงิน ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ถูกปรับลดลง
ส่วนทิศทาง Fund Flow พบว่า สัปดาห์ก่อนเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นติดลบ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดไทยมีเงินทุนไหลเข้า 465.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการซื้อหุ้น 58.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขายพันธบัตร 406.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาอยู่บริเวณ 32.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ