โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วัคซีนไข้ทรพิษ รักษาฝีดาษลิง หาไม่ง่ายและเกือบหายจากสต๊อกยาโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 พ.ค. 2565 เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 07.26 น.
REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

ฝีดาษลิง ป้องกันได้ด้วยวัคซีนไข้ทรพิษ แต่วัคซีนไข้ทรพิษไม่ได้มีแพร่หลายในทุกประเทศ แถมเกือบถูกทำให้หายจากคลังวัคซีนโลก

วันที่ 23 พฤษภาคม 2565 การระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น รัฐบาลผ่อนปรนหลายมาตรการรวมถึงอนุญาตให้ปลดหน้ากากในที่สาธารณะ ตรงข้ามกับบางประเทศที่การระบาดมีแนวโน้มยังคงรุนแรงอยู่ ท่ามกลางระบาดใหญ่ของโควิดที่ยังไม่คลี่คลายดี แต่โลกกำลังจับตาการระบาดใหม่ที่มีต้นกำเนิดจากไวรัสยุคโบราณนั่นคือ “โรคฝีดาษลิง” (Monkeypox)

การระบาดของฝีดาษลิงที่เริ่มพบในหลายประเทศ ทำให้เมื่อ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกถึงขั้นต้องจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือเกี่ยวกับการระบาดของฝีดาษลิงนี้โดยเฉพาะ ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทวีปแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง หลังจากมีการยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มากกว่า 100 คนแล้วในยุโรป ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่เคยพบการระบาดนอกทวีปแอฟริกามาก่อน

อนามัยโลกกล่าวว่า หากเทียบกับโรคฝีดาษ (SmallPox) หรือไข้ทรพิษ ตามชื่อโรคในภาษาทางการ ซึ่งเป็นเชื้อโรคโบราณที่เคยระบาดมาก่อนในยุค ค.ศ.ที่ 17 นั้น โรคฝีดาษลิงถือว่ามีอันตรายน้อยกว่า และติดเชื้อได้ยากกว่าโรคไข้ทรพิษโดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม แม้ฝีดาษลิงจะยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโดยตรง แต่ WHO ชี้ว่า โรคฝีดาษลิงสามารถป้องกันได้ด้วย “วัคซีนไข้ทรพิษ” ซึ่งเป็นวัคซีนสำหรับโรคฝีดาษทั่วไปมีประสิทธิภาพป้องกันโรคฝีดาษลิงอย่างมีประสิทธิภาพถึงร้อยละ 85

ฝีดาษ โรคโบราณที่เกือบถูกลืม

ฝีดาษลิง ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Orthopoxvirus ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ใกล้เคียงกับไข้ทรพิษ ทว่าในปัจจุบันการระบาดของ “โรคไข้ทรพิษ” องค์การอนามัยโลกประกาศว่าหมดจากโลกของเราไปแล้ว โดยในอดีตไข้ทรพิษเคยระบาดสร้างความรุนแรงไปทั่วโลก สำหรับไทยพบการระบาดของไข้ทรพิษครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2460 จากนั้นพบการระบาดอย่างต่อเนื่องทุกปี

โดยมีการระบาดใหญ่ครั้งล่าสุดช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และพบระบาดบางส่วนในช่วงรัชกาลที่ 9 ทว่าเมื่อเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่เริ่มมีการฉีดวัคซีนและการปลูกฝีในประเทศแพร่หลาย การระบาดของไข้ทรพิษลดลง กระทั่งภายหลังปี พ.ศ. 2523 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่าไข้ทรพิษถูกกวาดล้างหมดไปจากโลกแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม เมื่อฝีดาษลิงกลับมาระบาด กลุ่มประชากรที่เกิดภายหลังปี พ.ศ. 2523 จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฝีดาษลิง เนื่องจากส่วนมากแทบไม่ได้รับการปลูกฝีหรือฉีดวัคซีนไข้ทรพิษเป็นวัคซีนภาคบังคับแล้ว

แม้โรคฝีดาษถูกกวาดล้าง (Eradicate) หมดไปจากโลกนับตั้งแต่ปี 2523 แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงมีการเก็บตัวอย่างเชื้อฝีดาษที่มีชีวิตไว้สำหรับการศึกษาเพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีเพียงห้องทดลองของรัฐบาลสองชาติเท่านั้น คือ

ห้องทดลองโรคติดเชื้อของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐ (CDC) แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย และศูนย์วิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งรัฐของรัสเซีย (VECTOR) เขตในโนโวซีบีร์สค์ ภูมิภาคไซบีเรีย ซึ่งทั้งสองล้วนเป็นสถานที่เก็บตัวอย่างเชื้อโรคอันตรายหลายชนิด ตั้งแต่ อีโบลา แอนแทรกซ์ รวมถึงไข้ทรพิษ ภายใต้ข้อกำหนดเพื่อวิจัยทางการแพทย์และความมั่นคงสำหรับป้องกันอาวุธชีวภาพ

ห้องแล็บทั้งสองเป็นเพียงแห่งเดียวที่ได้รับอนุญาตจากอนามัยโลกให้เก็บไวรัสไข้ทรพิษที่มีชีวิตได้

แม้ไม่พบไข้ทรพิษระบาดบนโลก แต่ปี พ.ศ. 2529 องค์อนามัยโลกได้แนะนำให้ทำลายเชื้อไข้ทรพิษที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งถูกเก็บในห้องแล็บทั้งสอง โดยว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจถูกนำไปใช้เป็นอาวุธชีวภาพ แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนโต้แย้งว่าตัวอย่างไวรัสที่มีชีวิตที่เหลืออยู่นั้นอาจเป็นภัยคุกคาม และไวรัสที่ร้ายแรงควรถูกกำจัดออกจากโลกทั้งหมด ขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนโต้แย้งว่าตัวอย่างมีความจำเป็นสำหรับการวิจัยเกี่ยวกับการรักษาและพัฒนาวัคซีนที่ดีขึ้น

ที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกมีการถกเถียงเรื่องนี้มานานแล้วว่าควรเก็บตัวอย่างเชื้อที่มีชีวิตของโรคฝีดาษไว้หรือไม่ กระทั่งปี 2545 อนามัยโลกเห็นพ้องที่จะอนุญาตให้เก็บไวรัสไว้ชั่วคราวเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยเฉพาะ แต่ต้องอยู่ภายใต้ความปลอดภัยอันเข้มงวดอย่างยิ่ง นักวิทยาศาสตร์จะต้องสแกนลายนิ้วมือหรือจอตาเพื่อเข้าไปข้างใน จะสวมชุดเต็มตัว

รวมทั้งถุงมือและแว่นตา และอาบน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนออกจากห้องปฏิบัติการในทุกครั้งที่ทำการทดลองกับไวรัสมรณะเหล่านี้ โดยครั้งหนึ่งมีชาติสมาชิกอนามัยโลกเสนอแนะให้นำตัวอย่างเชื้อไปเก็บไว้บนสถานีอวกาศนานาชาติเพื่อความปลอดภัยจากการรั่วไหลหรือถูกนำไปทำอาวุธร้ายแรง

แม้ห้องแล็บทั้งสองจะได้รับอนุญาตให้เก็บรักษาเชื้อที่มีชีวิตไว้ได้ ทว่าล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา CDC สหรัฐได้รับรายงานพบตัวอย่างเชื้อฝีดาษที่ยังมีชีวิต 6 ขวด ถูกเก็บในช่องแช่แข็งในศูนย์วิจัยวัคซีนของบริษัทยา Merck & Co. ที่รัฐเพนซิลเวเนีย จากการสอบสวนของ FBI ระบุว่า การพบนี้เป็นการพบโดยบังเอิญภายในห้องแช่แข็งเก่าของบริษัท

เกือบหายจากสต๊อกวัคซีน

ด้วยความที่ถูกมองว่าเป็นโรคที่ไม่ได้พบการระบาดแล้ว วัคซีนไข้ทรพิษ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคฝีดาษลิงได้นั้น จึงไม่ถูกจัดเป็นวัคซีนสำคัญที่ต้องแจกจ่ายอย่างแพร่หลายเหมือนวัคซีนชนิดอื่น ปัจจุบันมีวัคซีนไข้ทรพิษเพียง 2 ชนิดที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐคือ ACAM200 และ JYNNEOS (หรือที่รู้จักในชื่อ Imvamune หรือ Imvanex) เป็นวัคซีนสองชนิดที่ได้รับอนุญาตในปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ โดย JYNNEOS ยังได้รับอนุญาตโดยเฉพาะเพื่อป้องกันโรคฝีดาษ

แต่วัคซีนสองชนิดนี้ก็ไม่ได้หาง่ายตามโรงพยาบาลทั่วไป วัคซีนโรคฝีดาษจัดเป็นวัคซีนเชิงกลยุทธ์ (Strategic National Stockpile) ที่มีจำนวนจำกัดและถูกจัดเก็บคงคลังภายใต้การควบคุมของ CDC สหรัฐโดยตอนนี้ได้รับอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน หรือต่อเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงปฏิบัติงานใกล้ชิดกับโรคฝีดาษเท่านั้น

ด้วยความที่เป็นโรคซึ่งไม่พบการระบาดแล้ว จึงไม่ชัดเจนนักว่านอกเหนือสหรัฐจะมีประเทศอื่นที่จัดเก็บวัคซีนไข้ทรพิษ ซึ่งสามารถป้องกันเชื้อฝีดาษลิงได้นั้นในจำนวนเท่าใด โดยประเทศล่าสุดที่เปิดเผยว่ามีวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษในคลังวัคซีนเชิงกลยุทธ์คือ เกาหลีใต้ โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KCDC) เปิดว่า สามารถจัดหาวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษแจกจ่ายแก่ประชาชน 35 ล้านคนในทันที หากพบการระบาดของฝีดาษลิงในประเทศ

ทั้งนี้ แม้บรรดานักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าจับตาการระบาดของฝีดาษลิง แต่ก็เชื่อว่าการระบาดของฝีดาษลิงจะไม่พัฒนาไปสู่การระบาดใหญ่เหมือนกับไวรัสโควิด-19 เนื่องจากไวรัสฝีดาษลิง ไม่ได้ระบาดง่ายเหมือนไวรัสโควิด SARS-COV-2 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการพบโรคฝีดาษลิงที่ระบาดวงกว้างในหลายชาติรอบนี้ คงทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์และองค์การอนามัยโลกต้องปรับมุมมองต่อไวรัสมรณะจากยุคโบราณเหล่านี้เสียใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...