Tokopedia-Shopee-Lazada แห่ขึ้น ค่าคอมมิชชัน หวังดึงกำไร ขณะแข่งขันดุเดือด
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Tokopedia Shopee Lazada และ TikTok แห่ขึ้น ค่าคอมมิชชัน จากผู้ค้า หวังดึงกำไรเพิ่ม หลังการแข่งขันดุเดือดในตลาดอาเซียน
วันที่ 26 กันยายน 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์รายใหญ่ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ค้า ในขณะที่พยายามเพิ่มผลกำไรในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากลำบากและการแข่งขันสูง
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เช่น ช้อปปี้ (Shopee) โทโกพีเดีย (Tokopedia) และ ลาซาด้า (Lazada) มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มอัตรา ค่าคอมมิชชัน ที่เรียกเก็บจากผู้ขาย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มรายได้ เนื่องจากการเติบโตของยอดขายชะลอตัวลง ในขณะที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อของตามหน้าร้านค้าอีกครั้ง หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
HSBC Global Research ระบุว่า ในวันที่ 16 ก.ย. Tokopedia ของอินโดนีเซีย ได้ปรับขึ้นค่าคอมมิชชันขึ้นสู่ระดับ 10% ของราคาขาย โดยขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และประเภทของร้านค้า โดยก่อนหน้านี้ ค่าธรรมเนียมสูงสุดอยู่ที่ระดับ 6.5% ทางด้าน Shopee ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ซี (Sea) ของสิงคโปร์ ก็ได้ปรับเพิ่มค่าคอมมิชชันในอินโดนีเซีย ขึ้นเป็นตั้งแต่ 4.25% ถึง 8% จากเดิมที่ระดับที่ 3.5% ถึง 6.5%
ทั้ง Tokopedia และ Sea ต่างไม่ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว
นายไค หวัง นักวิเคราะห์อาวุโสของ Morningstar กล่าวว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าอาจไม่พอใจกับการปรับขึ้นค่าคอมมิชชัน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อกำไร อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าอาจมีไม่มีทางเลือ หากต้องการเพิ่มกำไรโดยรวม
รายงานระบุว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บรรดาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ต่างปรับค่าธรรมเนียมอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันคู่แข่ง โดยหลังจากที่ Shopee ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในมาเลเซียในเดือนก.ค. นั้น Lazada และ ติ๊กต๊อก ช็อป (TikTok Shop) ก็ปรับขึ้นตามอย่างรวดเร็ว
HSBC รายงานว่า ทั้ง 3 แพลตฟอร์มต่างมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงผลกำไร ด้วยการรักษาวินัยในอุตสาหกรรมในโครงสร้างค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ผู้ค้าบางรายพิจารณาทางเลือกอื่น
ด้าน นายเจียงกาน หลี่ ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษา Momentum Works กล่าวว่า แม้ว่าบรรดาผู้ค้าจะไม่พอใจเป็นจำนวนมาก แต่การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบรรดาร้านค้ามากนัก
นับตั้งแต่ช่วงปี 2553 เป็นต้นมา แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เช่น Tokopedia, Lazada และ Shopee ได้เข้ามาครองตลาดในอาเซียนด้วยการเสนอส่วนลด โปรโมชั่น และค่าคอมมิชชันต่ำ เพื่อดึงดูดผู้ขายและลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป หลังสิ้นสุดช่วงโควิด บวกกับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผลักดันให้บริษัทเหล่านี้หาทางลดต้นทุน รวมถึงลดจำนวนพนักงานลงด้วย
การแข่งขันก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2564 TikTok ได้เปิดตัวบริการอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ฟีเจอร์ไลฟ์สตรีมและอาศัยฐานผู้ใช้จำนวนมาก ทำให้ TikTok เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสินค้าความงามและแฟชั่น นอจากนี้แล้ว TikTok ยังมีค่าคอมมิชชันที่ต่ำของ ซึ่งดึงดูดผู้ขายได้เป็นจำนวนมาก จนทำให้ Shopee ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคหันมาลงทุนในฟีเจอร์ไลฟ์สตรีมที่คล้ายคลึงกันเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้
ด้าน Tokopedia ซึ่งพยายามดิ้นรนเพื่อให้ทันกับ Shopee และ Lazada ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บริษัทและตัดสินใจขายหุ้น 75% ให้กับ TikTok ในเดือนธ.ค. 2566 และการเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี 2567
ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น แพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจที่มากกว่าแค่การขึ้นค่าคอมมิชชันและการเสนอโปรโมชั่น โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Shopee ได้ร่วมมือกับ YouTube เพื่อเปิดตัวบริการช้อปปิ้งออนไลน์ใหม่ในอินโดนีเซีย โดยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าที่เห็นบน YouTube ผ่านลิงก์ของ Shopee และคาดว่าความร่วมมือนี้จะขยายไปยังประเทศอื่น เช่น ไทยและเวียดนาม ในเร็ว ๆ นี้
อย่างไรก็ตาม นายหวังชี้ว่า เนื่องจากสินค้าจำนวนมากที่วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มดเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกัน และไม่แตกต่างกันมากนัก โดยหากแพลตฟอร์มใดมีกำไรมากเกินไป แพลตฟอร์มคู่แข่งก็อาจกลับมากระหน่ำเสนอส่วนลดและแรงจูงใจต่าง ๆ อีกครั้ง
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Momentum Works ระบุว่า ในปี 2566 นั้น Shopee ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยครองส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 48% ในแง่ของยอดขายสินค้าออนไลน์รวม (GMV) ตามด้วย Lazada ที่ระดับ 16.4% ส่วน TikTok และ Tokopedia ครองส่วนแบ่งเท่ากันที่ 14.2%
อ้างอิง : asia.nikkei.com