โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ปรีดี แปลก อดุล (33) | คำให้การหลวงอดุลฯ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ต.ค. 2567 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2567 เวลา 07.57 น.

คําให้การต่อศาลอาชญากรสงครามเมื่อต้นปี พ.ศ.2489 ของหลวงอดุลเดชจรัสไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับมิตรภาพของตนกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่ได้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อครั้งขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปลาย พ.ศ.2481 ไว้ดังนี้

“ตั้งแต่จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคยปรึกษาหารือถึงเรื่องโครงการหรือแผนการถาวรที่จะจรรโลงประเทศชาติ มีแต่เฉพาะเรื่องเฉพาะราย เช่น โครงการสร้างถนน การเดินนโยบายของจอมพล ป.นั้นหนักไปในทางที่จะรวบรวมอำนาจเด็ดขาดมาอยู่ในกำมือ ทั้งนี้เนื่องจากได้สังเกตการเคลื่อนไหวและพฤติการณ์ เช่น คนที่ร่วมในคณะรัฐมนตรี ผู้ใดจะแสดงความคิดเห็นโต้แย้งข้อเสนอของจอมพล ป. แม้แต่ทำโดยมีเหตุและผลบริสุทธิ์ใจ จอมพล ป.ก็ไม่พอใจ บางคราวถึงกับบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งก็มี เป็นอันว่าความคิดเห็นของจอมพล ป.นั้นใครจะคัดค้านหรือท้วงติงอะไรไม่ได้ เป็นไม่พอใจทันที รวมทั้งตัวข้าฯ ก็โดนเข้าเช่นเดียวกัน แต่ที่คณะรัฐมนตรีทนกันอยู่ได้นั้นเพราะไม่ต้องการให้เกิดแตกแยกและเกิดศึกกลางเมือง

เมื่อผู้ใดโดนจอมพล ป.โกรธก็ได้พยายามที่จะซ้อมความเข้าใจให้คืนดีกันและก็พออยู่กันไปได้ ส่วนมากมักตกหนักที่ข้าฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย จนในที่สุดไม่มีรัฐมนตรีคนใดกล้าทักท้วงความคิดเห็นของจอมพล ป. จนถึงขั้นแตกหัก

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น ถ้ารัฐมนตรีคนใดคัดค้านก็ดี หรือนิ่งเสียก็ดี จอมพล ป.ก็โกรธ แต่ถ้าใครเห็นชอบด้วยหรือสนับสนุนความคิดเห็น จอมพล ป.ก็พอใจ ตามความสังเกตของข้าฯ เห็นว่า จอมพล ป.มีนิสัยขี้อิจฉาริษยาคน และมีนิสัยขี้ระแวงสงสัย ใครเด่นขึ้นมาแม้แต่จะได้ทำคุณงามความดี จอมพล ป.ก็อิจฉาและหาทางกดต่างๆ เช่น นายปรีดีทำชื่อเสียงดีในเรื่องทำสนธิสัญญากับต่างประเทศก็ดี ในเรื่องตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปก็ดี จอมพล ป.ก็อิจฉา

พล.ท.มังกร พรหมโยธี ได้รับความยกย่องในเรื่องกองทัพบูรพา จอมพล ป.ก็อิจฉา พ.อ.ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม เมื่อครั้งเป็น รมต.ว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับความนิยมชมชอบจากบรรดาข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยเป็นอันมาก จอมพล ป.ก็อิจฉา

นอกจากนั้น ในระหว่างรัฐมนตรีด้วยกัน ผู้ใดไปมาหาสู่ติดต่อกันมาก จอมพล ป.ก็ระแวงสงสัยว่าจะคิดไม่ดีกับตัวจอมพล”

คําให้การนี้สอดคล้องกับจดหมายถึงจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2487 ของขุนศรีศรากร ซึ่งเคยเชื่อถือศรัทธาในตัวจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“ความชั่วของจอมพลนั้นมิใช่ว่าข้าพเจ้าจะทราบแต่ผู้เดียว ความจริงใครๆ ก็ทราบกันทั้งนั้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครตักเตือน ข้าพเจ้าได้ตักเตือนท่านจอมพลหลายสิบครั้ง แต่ท่านจอมพลไม่ได้เชื่อคำเตือนของข้าพเจ้าเลย

อธิบดีกรมตำรวจคืออดุลเดชจรัสก็พยายามตักเตือนท่านจอมพลให้เว้นความชั่ว ให้ทำแต่ความดี อดุลเดชจรัสจะพยายามเตือนและคัดค้านท่านจอมพลเพียงใด ท่านก็หาเชื่อถือคนอย่างอดุลเดชจรัสไม่ ตรงกันข้ามท่านจอมพลแสดงท่าทีว่าไม่ชอบท่านอดุลเดชจรัส ท่านจอมพลอิจฉาและกลัวว่าอดุลเดชจรัสจะทำการช่วงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปจากจอมพล เช่นนี้คือจอมพลเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา คนอย่างอดุลเดชจรัสไม่อิจฉาริษยาใครและไม่กันท่าใคร มีนิสัยสนับสนุนเพื่อนเสียด้วยซ้ำ แต่เพื่อนของหลวงอดุลฯ เขาไม่ดีเท่าหลวงอดุลฯ เพื่อนของหลวงอดุลฯ กลับมารังแก เช่น มีการด่าถึงบ้าง นินทาถึงบ้าง พูดกระทบฝากคนอื่นไปบ้าง เป็นต้น ถ้าหลวงอดุลฯ ทราบแล้วคงจะเสียใจ แต่ตรงกันข้ามอดุลเดชจรัสกลับกล่าวว่า ช่างเขาเถิด เขาคงจะมัวเมาเอาอะไรสักอย่างเป็นแน่ ความอิจฉาของจอมพลมีอยู่ในคนอื่นๆ อีก แต่ถ้าโตหรือมีชื่อเสียงดีคนนิยมเท่าตัวเป็นไม่ได้ เฉพาะอย่างยิ่งท่านปรีดี พนมยงค์ ด้วยแล้ว จอมพลอิจฉามาก ชอบเรียกเขาว่าอีตาขรัวบ่อยๆ ซึ่งแสดงว่าท่านจอมพลมีความอิจฉาริษยาท่านปรีดี พนมยงค์ เสียอย่างจริงจัง”

คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม เขียนถึงการแตกสลายของมิตรภาพ “แปลก-อดุล” ไว้ในคำไว้อาลัยการถึงแก่อสัญกรรมของหลวงอดุลเดชจรัสว่า

“แต่อนิจจาการเมืองเอย เจ้าหรือมิใช่ที่ทำให้มิตรร่วมชีวิต 2 ท่านนี้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นศัตรูกันและยังรักกันฝังอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ จำต้องแยกทางกันเดินในบั้นปลายของชีวิต”

จุดแตกหักของมิตรภาพ

ตั้งแต่เข้าร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยอุดมการณ์ที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย หลวงอดุลเดชจรัสก็มุ่งมั่นที่จะรักษาคณะราษฎรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงไว้อย่างสุดชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่ในกรมตำรวจ

เมื่อศัตรูของคณะราษฎรปรากฏขึ้น คือกบฏบวรเดช กบฏนายสิบ และโดยเฉพาะ กบฏพระยาทรงฯ ที่นำไปสู่การจัดตั้ง “ศาลพิเศษ” ซึ่งมีคำพิพากษาเด็ดขาดรุนแรงผิดธรรมเนียมของ “คดีการเมือง” หลวงอดุลเดชจรัสซึ่งเป็นจุดเริ่มของกระบวนการยุติธรรมในฐานะพนักงานตำรวจก็ทำหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน สอบสวนจับกุมผู้ต้องหาอย่างจริงจัง จากนั้นก็ส่งเข้ากระบวนการยุติธรรม ขั้นต่อไปคืออัยการและศาลซึ่งพ้นไปจากความรับผิดชอบของกรมตำรวจแล้ว ครั้นต่อมาปรากฏว่าการดำเนินการในชั้นอัยการและศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้รักความเป็นธรรมถึงความสุจริตโปร่งใสซึ่งล้วนเชื่อมโยงไปถึงหลวงพิบูลสงครามในฐานะนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น

หลวงอดุลเดชจรัสโดยผ่านขุนศรีศรากร ได้ใช้ความพยายามที่จะให้ความเป็นธรรมต่อนักโทษการเมืองในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมคือ “เรือนจำ” แต่นั่นก็เป็นปลายทางเสียแล้ว หลายกรณีก็ไม่อาจแก้ไขได้ โดยเฉพาะคำพิพากษาประหารชีวิต 18 ศพ ที่หลวงพิบูลสงครามพยายามปัดความรับผิดชอบแล้วโยนบาปมาให้

ศาลพิเศษ พ.ศ.2482 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อการสยบฝ่ายอำนาจเก่า จากนั้นรัฐบาลของคณะราษฎรที่มีหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งเกิดแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปทางเผด็จการของหลวงพิบูลสงคราม

ประชาธิปไตยของคณะราษฎรที่ร่วมกันต่อสู้โดยมีหลวงอดุลเดชจรัสเป็นกำลังสำคัญซึ่งอุทิศตัวเพื่อพิทักษ์ไว้ดังคำพูด “พวกก่อการจะฉิบหายไม่ได้ หลวงอดุลฯ จะต้องต่อสู้เพื่อความคงอยู่ของผู้ก่อการ” มาบัดนี้ เมื่อหลวงพิบูลสงครามกลายเป็นผู้ทำลายอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร ซึ่งเท่ากับเป็นผู้ทำลายคณะราษฎรเสียเอง จึงกลายเป็นจุดพลิกผันของมิตรภาพอันยาวนานไม่เพียงแต่ระหว่าง “แปลก” กับ “บัตร” เท่านั้น แต่รวมถึง “อาจารย์” กับ “กัปตัน” ด้วย

มิตรภาพระหว่างหลวงพิบูลสงครามกับหลวงอดุลเดชจรัสจึงถึงจุดแตกหักที่ไม่อาจเดินร่วมทางกันได้อีกต่อไป

แตกต่างกับมิตรภาพระหว่างหลวงพิบูลสงครามกับนายปรีดี พนมยงค์ ที่ยังคงเหลือเยื่อใยต่อกันซึ่งตัดไม่ขาด

จากนายกรัฐมนตรี

สู่อาชญากรสงคราม

การจับกุมตัวผู้ต้องหาคดีอาชญากรสงครามเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2488 เริ่มจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม และบุคคลในคณะรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบในการประกาศสงครามและให้การสนับสนุนตามฐานความผิดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม ซึ่งรวมไปถึงข้าราชการพลเรือน ทหาร และบุคคลพลเรือนที่มีส่วนร่วมในการจับกุมตัวเชลยศึกไปมอบให้กองทัพญี่ปุ่น กักตุนสินค้าสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อด้วยหนังสือพิมพ์ หรือออกอากาศทางวิทยุเพื่อโน้มน้าวให้คนไทยให้ความสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่น เป็นต้น

มีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีฐานอาชญากรสงครามนี้รวม 13 คน และเริ่มทำการสอบสวนกันในเดือนพฤศจิกายนถัดมา

การสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2488 ปรากฏว่ามีผู้ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลเพียง 8 คน คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พระสารสาสน์พลขันธ์ หลวงเสรีเริงฤทธิ์ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี พระราชธรรมนิเทศ นายสังข์ พัธโนทัย นายฉ่ำ จำรัสเนตร และหลวงวิจิตรวาทการ จากนั้นศาลก็เปิดพิจารณาคดีในเดือนมกราคม พ.ศ.2489 เริ่มด้วยคดีที่พระสารสาสน์พลขันธ์ เป็นจำเลย

ส่วนจำเลยคนสำคัญของคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลในลำดับต่อๆ มา คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งถูกฟ้องในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ตัดสินใจนำประเทศเข้าสู่สงคราม และคดีที่ร่วมเป็นตัวการกับจำเลยคนอื่นในการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเห็นดีเห็นชอบและให้การสนับสนุนกับการทำสงครามรุกรานในหลายกรรมหลายวาระ

ในส่วนคำฟ้องคดีแรกของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นั้น โจทก์บรรยายฟ้องรวมสรุปได้ว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อครั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเผด็จการ นิยมการใช้อำนาจและฝักใฝ่ต่อการทำสงครามเช่นเดียวกับเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น เป็นผู้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง ได้ทำการเจรจาร่วมมือกับญี่ปุ่นรวมถึงโน้มน้าวใจให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกับการเข้าร่วมกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งขัดต่อความประสงค์ของปวงชนชาวไทยที่มีนิสัยรักความสงบ ไม่นิยมในสงคราม และได้ทำการต่อสู้เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นที่มารุกรานในครั้งที่ยกพลขึ้นบกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484

การกระทำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงถือเป็นอาชญากรสงคราม เป็นภัยต่อความสงบสุขของโลกและทำให้สูญเสียทรัพย์สินและชีวิตของผู้คน

สถานการณ์ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงนับว่าสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

ขณะที่ข่าวความคืบหน้าของศาลอาชญากรสงครามทั้งที่เยอรมนีและญี่ปุ่นล้วนมีแนวโน้มไปในทางร้ายต่อผู้ตกเป็นจำเลย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรีดี แปลก อดุล (33) | คำให้การหลวงอดุลฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...