จับให้ได้ ไล่ให้ทัน “ข่าวปลอมก๊อบเกรดเอ”
จากยุคที่ต้องชิงไหวชิงพริบกันด้วยพาดหัวทุกเช้าบนหน้าแผงหนังสือพิมพ์ มาสู่ยุคที่ใคร ๆ ก็กลายเป็นสื่อได้ในหน้าฟีดมือถือ จากวันที่ข่าวปลอมยังเดินทางอย่างเชื่องช้าผ่านทาง SMSสู่วันที่ข่าวแพร่กระจายเพียงเสี้ยววินาทีในโลกโซเชียล
ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ผู้ไม่หวังดีจำนวนหนึ่งเริ่มใช้ รูปแบบข่าวเป็นเครื่องมือบิดเบือนความจริง คัดแปะข้อความจากแหล่งข่าวจริง ใส่ภาพ ตกแต่งพาดหัวเร้าอารมณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ เพื่อหลอกให้คนคล้อยตามหรือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง บ้างก็ดูออกง่าย บางทีก็เนียนจนเผลอหลงเชื่อและกดแชร์ต่อ มารู้ตัวอีกที ข้อมูลที่ได้มานั้น เป็นข้อมูลเท็จ หรือเป็นข้อมูลจากเพจดัก
รศ. ดร.นิษฐา หรุ่นเกษมสาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร อธิบายกระบวนการสร้างข่าวปลอมลักษณะนี้ว่า “การสร้างกระแสเทียม” ซึ่งอยู่ในร่มเงาของข่าวปลอมอีกที
[caption id="attachment_6525" align="aligncenter" width="1024"]
รศ. ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร[/caption]
ข่าวปลอมคืออะไร ทำไมต้องปลอม
ดร.นิษฐา กล่าวว่าข่าวปลอมหรือ Fake Newsคือข้อมูลที่ไม่เป็นจริงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ที่ถูกสร้างขึ้นและเผยแพร่โดยตั้งใจ เพื่อหลอกลวงผู้อ่านหรือมีวัตถุประสงค์อื่น ในกรณีที่เป็นข่าวปลอมทางการเมือง นอกเหนือจากการสร้างเพื่อหวังผลมุ่งโจมตีคู่แข่งทางการเมือง ด้วยการบิดเบือนภาพลักษณ์ของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองคู่แข่งแล้ว ยังอาจเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเงินได้ด้วย เช่น ต้องการสร้างยอด engagement จากการคลิกหรือคอมเมนต์เพื่อหารายได้จากโฆษณาหรือเอายอดนั้นไปขายของ และอาจเป็นการรับจ้างโจมตีคู่แข่ง รวมถึงกรณีที่มีความเกี่ยวพันกับต่างประเทศ อาจเป็นเรื่องของการหวังผลการแทรกแซงการเมืองภายใน และสร้างความไม่มีเสถียรภาพในประเทศนั้น ๆ
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังอาจเป็นเรื่องของการทดสอบการแพร่กระจาย ว่าข่าวปลอมแพร่ไปได้เร็วแค่ไหน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปล่อยข่าวปลอมอื่น ๆ ในอนาคต สิ่งนี้มักเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations หรือ IO)ที่มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว
โดยรูปแบบที่พบบ่อยของข่าวปลอมทางการเมือง คือ
- การสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ หรือกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานด้วยข้อมูลเท็จทั้งหมด
- รูปแบบที่มีข้อเท็จจริงบ้าง แต่ตัดต่อหรือบิดเบือนบริบท (ข้อมูลบางส่วนจริง) หรือบางครั้งอาจใช้คำว่า “Misleading Content”
- รูปแบบที่เรียกว่า “คลิกเบต” (Clickbait) หรือศัพท์บัญญัติว่า “พาดหัวยั่วให้คลิก” หมายถึงการใช้หัวข้อยั่วยุอารมณ์ เช่น โกรธ กลัว เกลียด หรือขำ เพื่อกระตุ้นให้คนกดเข้าไปอ่านและแชร์โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
และเมื่อรูปแบบ Clickbait ถูกนำมาใช้กับข่าวลวง/ข่าวปลอมทางการเมือง มักจะมีลักษณะของการใช้คำพาดหัวแบบสุดโต่ง หวือหวา จนเกินความเป็นจริง โดยมีเป้าหมายคือ เน้นกระตุ้นอารมณ์พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น โกรธ เกลียด แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จนกระทั่งคนที่ดูหรืออ่านรู้สึกร่วม และส่งต่อออกไปโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
“ข่าวปลอมยังถูกเผยแพร่ผ่านเพจที่ไม่เป็นทางการ หรือเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเลียนแบบสำนักข่าวหลัก เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับความไม่น่าเชื่อถือ ข่าวปลอมแบบ Clickbait ทางการเมืองจึงถือเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงมาก เพราะใช้กลไกของอารมณ์และความอยากรู้อยากเห็นมาบิดเบือนข้อเท็จจริงทางการเมือง”
กระบวนการสร้างข่าวปลอมแบบตัดแปะเลียนแบบสำนักข่าวจริง
ดร.นิษฐา ชี้ว่ากระบวนการสร้างข่าวปลอมลักษณะนี้ เริ่มต้นจาก
- เลือกเป้าหมาย ล็อคเป้าหมายหรือกำหนดว่าต้องการโจมตีใคร เรื่องอะไร รวมถึงเลือกสำนักข่าวที่จะปลอมแปลง
- สร้างเนื้อหาโดยการเขียนข่าวที่บิดเบือนหรือสร้างขึ้นใหม่ โดยการใช้หัวข้อที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรงหรือโดยใส่รายละเอียดบางส่วนที่เป็นจริงเพื่อความน่าเชื่อถือ
- ออกแบบให้เหมือนจริง เช่น ลอกเลียนรูปแบบเว็บไซต์ข่าวจริง ผ่านการเลือกใช้โลโก้และสีที่คล้ายกัน รวมถึงมีการเพิ่มวันที่เวลาให้ดูเป็นทางการ
- เผยแพร่โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ บางกรณีอาจมีการสร้าง IO หรือหลาย Account โดยเฉพาะบัญชีปลอม (Fake Accounts) เข้ามาเพื่อทำให้ดูเป็นกระแส หรือ “สร้างกระแสเทียม” นอกจากเพื่อกระตุ้นให้คนแชร์ต่อด้วย ลักษณะของการใช้ IO ยังอาจเป็นไปเพื่อสร้าง “ห้องแห่งเสียงสะท้อน” หรือ “Echo Chamber” เพื่อทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่า ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงและน่าเชื่อถือจริง ๆ อีกด้วย
[caption id="attachment_6526" align="aligncenter" width="1200"]
ภาพตัวอย่างข่าวปลอม ที่นำข้อความมาตัดแปะพร้อมภาพที่ไม่เกี่ยวข้อง [/caption]
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า กระบวนการสร้างข่าวปลอมแบบนี้ทำได้ง่ายมาก เนื่องจากสามารถใช้แอปพลิเคชันตัดต่อภาพบนมือถือ หรือโปรแกรมตกแต่งภาพพื้นฐานบนคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เช่น นำภาพของบุคคลสาธารณะ (ชาย) มาเป็นพื้นหลัง ตัดใส่กรอบสีแดงพร้อมข้อความตัวอักษรใหญ่ที่ดึงดูด นำภาพของบุคคลสาธารณะ (หญิง) มาตัดแปะใส่ในกรอบวงกลม พร้อมข้อความเสียดสีชี้เป้า หรือ clickbait เช่น ลักษณะของการใช้คำถามยั่วอารมณ์
ตัวอย่างข่าวปลอมลักษณะนี้ ได้แก่
- แชร์คำพูด “พิธา” ตัดงบ ขรก. บำนาญที่แท้ข่าวบิดเบือนเก่าปี 65
- แชร์กว่า 1,000 ครั้ง “ปูติน” ยกย่อง “กัน จอมพลัง” ฮีโร่ชาวไทย แท้จริงข่าวปลอม ลวงกดลิงก์หักเงินรายเดือน
- ตรวจสอบแล้ว: โพสต์อ้างสหรัฐฯ ส่งเครื่องกู้ทุ่นระเบิด DOK-ING ให้ไทย ด้าน TMAC ยันไม่เคยใช้รุ่นนี้
- ตรวจสอบแล้ว : เพจดังอ้าง ทภ.2 “เตรียมทหารครึ่งหมื่น” พร้อมปะทะกัมพูชา แท้จริงเป็นแถลงการณ์ประเมินจิตใจทหาร
จับโป๊ะอย่างไร ไม่ให้ข่าวปลอมเล่นงานเรา
ดร.นิษฐา กล่าวว่าต้อง “เอ๊ะ” ก่อนเสมอเมื่อได้รับข้อมูลมา หรือข้อสังเกตต่อสิ่งที่ได้เห็นได้อ่าน โดยมีวิธีรับมือข่าวปลอมได้ดังนี้
- หากเป็นข่าวปลอมจะไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน ไม่มีชื่อสำนักข่าว รวมถึงไม่มีลิงก์ข่าวจริงให้กดเข้าไปอ่านหรือตรวจสอบต่อ
- การออกแบบที่ดูสมัครเล่น เช่น แบบกราฟิกไม่เป็นมาตรฐานเหมือนสำนักข่าวมืออาชีพ ตัวอักษรและการจัดวางดูไม่เป็นมืออาชีพ ไม่มีแม้กระทั่งสัญลักษณ์ยืนยัน เช่น Official logo, Byline, Timestamp
- เนื้อหาไร้สาระ เกินจริง เช่น กรณี “ฮุนเซน” เชิญ “ไอซ์ รักชนก” ย้ายไปอยู่กัมพูชาพร้อมตำแหน่งภรรยาหมายเลข 1 เป็นข่าวปลอมที่อ้างว่า“แต่งตั้งไอซ์ รักชนก เป็นกรรยาหมายเลข 1” ซึ่งไม่สมเหตุสมผล
- ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม (Cross-Check) จากเครื่องมือตรวจสอบภาพ อย่าง Google Lens เพื่อย้อนหาที่มาต้นตอของภาพจริง
“เรื่องนี้อันตรายมาก เพราะไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของการใส่ร้ายและสร้างภาพลักษณ์เชิงลบ แต่การเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทำให้ยากต่อการลบ เมื่อแพร่ออกไปแล้ว ไม่มีทางควบคุมหรือลบออกจากระบบได้หมด สำคัญคือผลที่เกิดขึ้นกับคนว่า แม้แต่ข่าวจริงก็อาจจะทำให้คนไม่ไว้วางใจ อาจจะเริ่มไม่เชื่อแม้แต่ข่าวจริงก็ได้
ดังนั้น อย่าให้ภาพหลอกใจ พวกภาพกราฟิกที่ดูเหมือนจริงอาจถูกตัดแปะได้ง่าย อย่าปล่อยให้สี ฟอนต์ หรือโลโก้หลอกให้เชื่อว่า เป็นของสำนักข่าวจริง ให้หยุดดูว่าใครเป็นคนโพสต์ แหล่งข่าวมาจากไหน ก่อนจะตัดสินหรือแชร์ต่อ” รศ. ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม กล่าว
ปรากฏการณ์ของมีม-ข่าวปลอมล้อการเมือง
นอกจากนี้เรายังพบข่าวปลอมลักษณะนี้ แต่ใช้เทคโนโลยี AI มาเสริมด้วย อย่างกรณีข่าว ตรวจสอบพบ: ภาพทักษิณ ตัดผมเกรียน-สักเต็มตัว สวมชุดผู้ต้องขัง แท้จริงสร้างจาก AIนำภาพอดีตนายกฯ ทักษิณไปสร้างใหม่ด้วย AI พร้อมคำบรรยาย และใช้รูปแบบ Template แบบสำนักข่าว
ด้าน รศ. ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ มองถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นปรากฏการณ์คล้ายช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าการสร้างภาพปลอมล้อเลียนด้วย AI มีจุดประสงค์เพื่อสร้างยอด Engagement ซึ่งนำไปสู่รายได้ของเพจดังและเหล่าอินฟลูเอนเซอร์
และแม้ว่าการดัดแปลงภาพหรือการล้อเลียนบุคคลสาธารณะ หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าจะเป็น Freedom of Speech หรือ Freedom of Expression (เสรีภาพในการแสดงออก) รศ. ดร.วิไลวรรณ มองว่า กรณีนี้จำเป็นต้องอยู่ในขอบเขตความเหมาะสม และตระหนักถึงหลักการการมี Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ)
“ลองคิดว่า ถ้าเราถูกล้อเลียนในลักษณะเดียวกัน เราจะรู้สึกสนุกหรือไม่หากลูกหลานของตระกูลชินวัตรก็คงไม่รู้สึกสนุก พวกเขาก็อาจจะรู้สึกเจ็บปวดในแบบของเขา”
“ความน่ากลัวอีกอย่างคือ เรื่องของการแสดงความคิดเห็น ที่เหมือนกับเอารูปของคนที่เรารัก มาขึงกลางสี่แยก แล้วทุกคนก็เอาหินมาปา แบบภาพในสมัยอดีต ไม่ต่างการเขียนด่าคอมเมนต์เสีย ๆ หาย ๆ ระบบนิเวศสื่อเต็มไปด้วยอคติ ซึ่งมันขยายอารมณ์ของเรื่องดราม่านั้น ๆ ให้รุนแรงมากขึ้น”
รศ. ดร.วิไลวรรณ ขยายภาพในอดีตให้เห็นว่า การล้อเลียนการเมืองมักปรากฏในรูปแบบของคอลัมน์การ์ตูน ซึ่งถูกจัดวางไว้ในพื้นที่เฉพาะอย่างชัดเจน เช่น คอลัมน์การเมืองของหนังสือพิมพ์ ยกตัวอย่างเช่น “ผู้จัดกวน” ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้อ่านรับรู้โดยทั่วไปว่า เป็นการแสดงความเห็นหรือเสียดสี ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
“ในปัจจุบันพื้นที่มันเบลอปนกันไปหมด เมื่อก่อนพื้นที่ข่าวก็คือข่าวคอลัมน์ก็คือพื้นที่แสดงความเห็นของผู้เขียน ซึ่งมีความชัดเจนว่า เป็นความเห็นส่วนตัว เช่นเดียวกับการ์ตูนที่มีชื่อผู้เขียนชัดเจน ใครคือผู้รับผิดชอบเนื้อหาชิ้นนี้ แต่ทุกวันนี้ เราไม่รู้ว่าใครเป็นคนสร้างภาพ AI ขึ้นมา และคนก็แชร์ต่อกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งหากคนมีอคติ คนพร้อมจะเชื่อว่า ข้อมูลคือความจริง หรือแม้พยายามจะนำเสนอความไม่จริงให้จริง”
“ความน่ากลัวคือ สื่อบางรายรู้ว่าเป็นของปลอม แต่ก็ยังนำเสนอเพราะต้องการยอดขายหรือยอดผู้ชม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตัวเอง”