“Chew Green” ชู ‘Carbon Footprint’ ตลอดห่วงโซ่ ขจัด barrier to entry ของคนตัวเล็ก
……..
ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว และการแข่งขันที่สูง แต่ละแบรนด์ต่างหาจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อแยกตัวเองให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง และสร้างแต้มต่อในเชิงธุรกิจ ซีรีส์ “Carbon Capital” โดย Thaipublica X pi carbon เป็นการเล่าเรื่องราวที่โดดเด่นของแบรนด์ ต่าง ๆ ที่สร้างแบรนด์โดยการใช้เรื่อง ‘ความยั่งยืน’ เป็นศูนย์กลางในการสร้างแบรนด์ และการดำเนินธุรกิจ แบรนด์เหล่านี้เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย แต่จับต้องได้ผ่านมิติต่าง ๆ และส่งผลในเชิงบวกกับธุรกิจนั้น ๆเมื่อแบรนด์คิดถึงความยั่งยืน ธุรกิจถึงจะเกิดความยั่งยืน
……..
ปัจจุบันผู้ประกอบการ เริ่มหันมาสนใจการวัดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ หรือ Carbon Footprint of Product (CFP) กันมากขึ้น ตั้งแต่การหาวัตถุดิบ การแปรรูป การบรรจุแพคเกจจิ้ง ตลอดจนการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ อยากซื้อของจากแบรนด์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าใส่ใจความยั่งยืนจริงๆ ไม่ใช่ greenwashing
“Chew Green” เป็นแบรนด์ขนมผลไม้อบแห้งที่ “แพร-ธันยธร ชาติละออง” และ “โจ้-สุธี กิจเกื้อโกศล” ตั้งใจจะทำของทานเล่นที่อร่อย ดีต่อทั้งสุขภาพ ดีต่อเกษตรกร และลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่ยั่งยืน โดยหนึ่งในสิ่งที่ Chew Green ตั้งใจทำ นั่นคือการให้คุณค่ากับรายละเอียดและกระบวนการคำนวณวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
“Carbon Footprint คือความรับผิดชอบของธุรกิจ เพื่อให้รู้ว่าธุรกิจสร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่ แต่กว่าจะได้สเต็ปแรกใช้เวลาและยากพอสมควร แต่พอได้คุยกับคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้อย่างทีม pi carbon ก็พบว่ามันทำได้ ถ้าเราตั้งใจจะรับผิดชอบแล้ว ก็ควรจะรับผิดชอบในทุกๆ ด้านที่สร้างผลกระทบ” แพร กล่าว
‘กล้วยตากแดด’ จุดประกาย Chew Green
แพรเล่าว่า จุดเริ่มต้นของ Chew Green ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการทานกล้วยน้ำว้าตากแดดของคุณแม่ แล้วรู้สึกว่ามันอร่อยและหนึบ ได้รสชาติของกล้วยที่สุกพอดี ทั้งที่ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลย จึงคิดว่ากล้วยของแม่ที่ดูธรรมดา แต่เมื่อผ่านความใส่ใจ ความตั้งใจ กลับกลายเป็นของพิเศษที่ไม่ธรรมดา
“ด้วยความที่ชอบทานขนมมาก ส่วนตัวทำงานประจำมาก่อน ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ออฟฟิศ กินไม่ดี นอนไม่ดี สุดท้ายไม่สบายหนัก เหมือนเป็นการจุดประกายว่าเราน่าจะทำอะไรที่ดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ ทำสิ่งที่มีคุณค่ากับตัวเองได้มากกว่านี้ จนมาเจอกับคุณโจ้ ที่มีความคิดอยากทำธุรกิจเหมือนกัน”
“วันหนึ่งคุณพ่อได้กล้วยมาจากคนไข้ แล้วทานไม่ทัน แม่เลยเอาไปตากแดดให้กิน ปรากฏว่ามันเป็นโมเมนต์ที่…ว้าวมาก…ว่าทำไมอร่อย เลยคิดว่ากล้วยตากของแม่ที่ดูธรรมดา กลับไม่ธรรมดา น่าจะนำมาทดลองกับไอเดียธุรกิจของเราได้”
อย่างไรก็ดี การได้มาซึ่งกล้วยตากแดดที่สมบูรณ์แบบ แปลว่ากล้วยต้องสุกพอดีและเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับการตากแดด และตากแล้วต้องรู้เวลาว่ากี่แดดถึงจะพอดี ถึงจะอร่อย เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ โดยเริ่มจากการทำกล้วยอบก่อน
โจ้เสริมว่า เดิมทีคิดว่าทำกล้วยอบไม่น่าจะยาก จึงไปค้นหาวิธีการทำที่นอกเหนือจากการตากแดดของคุณแม่ โดยลองไปซื้อกล้วยแต่ละแห่งว่ามันแตกต่างกันอย่างไร แต่สุดท้ายพบว่ากล้วยที่คุณพ่อได้มาอร่อยที่สุด เพราะเขาปลูกกล้วยหลังบ้านตัวเอง ดูแลกล้วยด้วยตัวเขาเอง ไม่ได้เป็นกล้วยอุตสาหกรรม จึงคิดว่าวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางสำคัญที่สุดในการที่จะเอามาแปรรูป
“เราลองไปหาพันธุ์กล้วยที่ใกล้กัน ก็ยังไม่ดีเท่ากล้วยเครือนั้นที่คนไข้เอามาให้คุณพ่อ คิดว่าถ้าทำต้นทางให้ดี บวกกับกระบวนการที่เราทำ ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ออกมาดี”
“แต่สุดท้ายมันยากตรงที่ต้องอาศัย ‘ตั้งแต่ต้นน้ำ’ ว่าจะดูแลยังไง เก็บยังไง เราก็ต้องไปหาสวนหรือคนที่เข้าใจจริงๆ ว่าไม่ตัดกล้วยก่อน รอให้มันสุกคาต้น เพื่อให้กล้วยมันออกรสชาติดี พอตัดออกมา เราเอามาทำเลย ใช้กระบวนการอบประมาณ 16-18 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ได้รสชาติของกล้วยหรือผลไม้ชนิดนั้นจริงๆ”
จากนั้นจึงไปหาปราชญ์ชาวบ้านหรือคนที่ปลูกกล้วยเก่ง และเริ่มไปพูดคุย ไปหาว่าสวนไหนที่มีความเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นสวนกล้วย มะม่วง สับปะรด ฯลฯ
“ยกตัวอย่างสับปะรด เราใช้สับปะรดนางแลที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งแตกต่างจากสับปะรดที่อื่น เพราะปลูกได้ฤดูกาลละครั้งเดียว และดูแลยาก แต่ชาวบ้านเขาต้องมีรายได้ ดังนั้นจะสู้ยังไงกับอุตสาหกรรมที่ปลูกเยอะๆ แต่ก็ยังอยากคงความหลากหลายในผลไม้ของเราไว้ว่าสัปปะรด ต้องเป็นสัปปะรดแบบนี้ เพื่อทำให้สายพันธุ์มันยังอยู่ ทำให้เราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นน้ำ ไปคลุกคลี ไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวสวนว่าเขามีการดำเนินชีวิตยังไง”
ขณะที่แพรบอกว่า กล้วยในประเทศไทยมีหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหอม ฯลฯ สิ่งนี้คือสินทรัพย์ที่ประเทศอื่นไม่มี
“มันอาจเป็นความคิดที่ใหญ่ แต่รู้สึกว่าถ้าเราทำได้ อย่างน้อยก็สามารถเก็บสายพันธุ์ที่เฉพาะเอาไว้ เพิ่มมูลค่าให้มัน แล้วยังมีคนปลูกอยู่ ในอนาคตที่เราหวังคือมีคนปลูกเพิ่มขึ้น หรือให้มันยังพอมีสายพันธุ์อยู่บ้าง”
“เราอยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ แต่น่าเสียดายที่ทำไมถึงหาของกินเล่นดีๆ ไม่ค่อยได้ ซึ่งไม่ใช่ไม่มี แต่เข้าถึงยากเหลือเกิน ก็เลยคิดว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นอะไรที่น่าค้นหา เป็นจุดเริ่มต้นว่าเราอยากให้คนที่ทานขนมได้มีสุขภาพที่ดีและอร่อยไปด้วย”
พิสูจน์ไอเดีย “ธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม”
อย่างไรก็ดี ในเชิงธุรกิจ เป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยเฉพาะปัญหา climate change ส่งผลให้ผลผลิตแปรปรวน ทำให้โจ้และแพรนั่งคุยกันว่าจะชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงนี้อย่างไร เพื่อขยายธุรกิจให้อยู่รอดได้
แพรย้ำว่า การวัด CFP ถือเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบของธุรกิจ แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วมาทำ แต่ต้องโยงไปถึงการตั้งต้นธุรกิจว่า Chew Green เปิดขึ้นด้วยความตั้งใจทำของดีให้ตลาด เพราะรู้สึกว่าเราอยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก แต่ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว คนไทยโดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีโอกาสเข้าถึงอาหารดีมีคุณภาพค่อนข้างน้อย ไม่เหมือนต่างจังหวัดที่มักจะได้กินของสด กินของที่มันมีชีวิต ยิ่งพูดถึงขนมทานเล่น ยิ่งไปกันใหญ่
“คนที่จะเข้าใจ process และยอมทำแบบเราไม่ได้มีเยอะ กว่าเราจะหาคนที่คุณค่าตรงกันว่าเราอยากทำของดีออกมาก็ไม่ได้ง่าย ต้องคุยกันตลอดว่าเราจะขยายยังไงให้มันไม่เสี่ยง เพราะการที่เราล้ม ไม่ได้เจ็บแค่เราคนเดียว เราก็เลยไม่ได้รีบขยาย ต้องค่อยๆ ไป ต้องหาสินค้าอื่นมาช่วย แต่ยังคงคอนเซปต์เดิม สมมติวันหนึ่ง ‘สับปะรดนางแล’ มันหายไปจริงๆ เราจะทำยังไง ก็ต้องคุยไว้เหมือนกัน”
ส่วนประเด็นความเสี่ยงที่วัตถุดิบที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน เป็นโจทย์ที่ Chew Green มองว่า หากฟื้นฟูวัตถุดิบกลับมาได้ จะได้ช่วยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) และเป็นการช่วยเหลือต้นน้ำอย่างแท้จริง
“เราต้องพิสูจน์ในเชิงเศรษฐกิจให้ได้ว่าคอนเซปต์ไอเดียธุรกิจแบบนี้มันเติบโตในโลกธุรกิจได้ วันหนึ่งที่เราโตได้แล้ว อาจกลับมาทำต้นน้ำได้มากขึ้น ถึงแม้ impact อาจไม่สูงมาก แต่ถ้าเรากลับไปทำได้ ก็หวังว่ามันอาจ regenerate วัตถุดิบกลับมาได้ กลับไปดูแลดิน กลับไปดูแลพื้นที่ให้มากขึ้น”
สำหรับการเริ่มคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์รายสินค้า แพรเล่าว่า ใช้เวลาคุยและศึกษากันเป็นปี กว่าจะเริ่มเก็บข้อมูลเพื่อจะรู้บริบทของพื้นที่ หรือทำความเข้าใจในเรื่อง technical term ว่าต้องวัดหรือเก็บข้อมูลอะไรบ้าง
จากนั้นทีม pi carbon เข้ามาพูดคุยถึงกระบวนการทั้งซัพพลายเชนว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง เก็บข้อมูลได้ถึงไหน รวมถึงการเพาะปลูก หรือทรัพยากรที่เกิดขึ้นตรงนั้นมีอะไรบ้าง**
“เริ่มจากการเก็บข้อมูล excel เช่น ใช้ไฟฟ้าเท่าไหร่ อบแบบไหน แต่ในส่วนของ process ก็ต้องถอยกลับไปเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำว่าใช้น้ำเท่าไหร่ ใส่ปุ๋ยเท่าไหร่ พอเราเข้าไปถึงทั้ง total value chain มันก็เลยทำให้มีข้อมูลย่อยด้วย โดยเราดู emission factor จากพื้นที่จริง”
เข้าใจหัวอกเกษตรกร
สิ่งที่ Chew Green ทำอีกขาหนึ่งคือ social impact โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งไม่ใช่แค่การรับซื้อผลผลิต แต่ต้องซื้อและทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ถามว่าเกษตรกรรับรู้เรื่องการวัดคาร์บอนอย่างไร แพร ตอบว่า “ต้องเข้าใจก่อนว่า โลกของเขาคือการทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด ถ้าเราเอาคำว่าคาร์บอนไปคุยกับเขา มันคือการบังคับ แต่เราอธิบายให้เขาฟังว่า impact ของการวัดคาร์บอนคืออะไร แล้วทำไมเราถึงต้องทำ เช่น ถามเขาว่า ปลูกอันนี้ราคาเท่าไรถึงจะเลี้ยงชีพได้ ให้เขาเห็น value-based อะไรที่สำคัญกับเขา”
คำว่า ‘คาร์บอน’ สำหรับเกษตรกร คือการนำตัวเลขนี้ไปสร้างคุณค่ากลับไปที่เกษตรกร มันคือเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตที่ดี Chew Green ไม่เรียกเกษตรกรว่า ‘ซัพพลายเออร์’ แต่เป็น ‘พาร์เนอร์’ เพราะเราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีเขา
“เกษตรกรเคยบอกว่า ถ้ามีลูกค้าแบบเราเพิ่มอีกสัก 2-3 ราย ก็น่าจะดี แต่วันนี้เขาเปลี่ยนความคิดแล้วว่า ขอให้เราขายดีขึ้นอีก 3 เท่า แล้วเขามีเราคนเดียวก็พอ แต่ที่มากกว่านั้นคือ การที่เกษตรกรอยากอยู่กับเราไปนานๆ มันเป็นกำไรในเชิง sourcing หรือ partnership ไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆ เลยตอบไม่ได้โดยตรงว่าคำว่าคาร์บอนสำหรับเกษตรกรคืออะไร แต่ในสิ่งที่เราทำในภาพรวม มันทำให้เราและเขาเติบโตขึ้นได้”
โดยปัจจุบัน Chew Green มีพาร์ทเนอร์รวมทุกภูมิภาคประมาณ 50-80 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรในพื้นที่ โดยเขาจะรู้ว่าการปลูกผลผลิตให้ Chew Green จะต้องดูแลอย่างไร และสิ่งสำคัญคือ ความเข้าใจกันในระยะยาว
ลูกค้ามองหาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
ในอนาคต การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับภาคธุรกิจ และในวันหนึ่งจะกลายเป็น barrier to entry หากธุรกิจไม่ปรับตัว
‘เราเคยคุยกับ pi carbon ว่าการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มองได้เป็นดาบสองคมเหมือนกัน มันไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ แปลว่าถ้าวันหนึ่งบริษัทเล็กๆทำไม่ได้ มันก็กลายเป็น barrier to entry ดังนั้นการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แปลว่าในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นกำแพงการค้า ไม่ใช่แค่ระหว่างประเทศแต่ในประเทศด้วย สำหรับคนที่ไม่มีฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ถ้าสิ่งนี้มันกลายเป็น barrier to entryให้กับคนตัวเล็กจริงๆ คนที่เจ็บก็คือผู้บริโภคเพราะว่าคุณจะมีทางเลือกน้อยลงกว่าเดิมอีก’
แพรกล่าวว่า ทุกวันนี้ ลูกค้าของ Chew Green มีหลากหลาย ทั้งลูกค้าที่ตระหนักเรื่อง CFP นี้มากๆ และเริ่มดำเนินการไปแล้วบ้าง แต่ลูกค้าหลายรายไม่คาดคิดว่าคาร์บอนจะมาถึงขนม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าโรงแรม
“ลูกค้าคนไหนที่ตระหนักอยู่แล้ว เขาซัพพอร์ตทันที กับอีกประเภทที่ยังไม่แน่ใจ หรือยังไม่ได้มีความเข้าใจทั้งหมด มันก็เป็นโอกาสที่เราได้เอาสิ่งนี้ไปคุยกับเขาว่าสิ่งที่เราทำมันคืออะไร”(ดูตัวอย่าง Carbon Invoice )
ปัจจุบัน Chew Green เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการก้าวไปบนเส้นทางธุรกิจที่เป็นคนเลือกเอง ไม่ต้องตามใคร และไม่แข่งกับใคร ที่สำคัญคือ มีคนที่อยากจะเข้ามาร่วมสร้าง ecosystem เล็กๆ นี้ และก้าวไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร หรือโรงแรมทั้งในและต่างประเทศ ที่เข้ามาร่วมทำในสิ่งที่ Chew Green ตั้งใจทำ ให้เป็นไปได้
โจ้กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดขนมผลไม้อบแห้งมี 2 ประเภท คือประเภทที่แข่งขันกันด้วยราคา เอาราคาที่ต่ำที่สุด เป็นผลไม้ที่อาจจะนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน การแข่งขันจึงค่อนข้างดุเดือด แต่โพรเซสในกระบวนการผลิตแตกต่างกัน ซึ่งต้นทุนของ Chew Green จะสูงกว่ามากๆ
“Chew Green ไม่ทำเหมือนคนอื่น ของเรามีแบบเดียวในโลก ตัวอย่างสับปะรด คนอื่นอาจใช้สายพันธุ์หนึ่ง แต่เรามีตัวเลือกอื่นๆ ให้ลูกค้าเลือก”
แพรเสริมว่า บริษัทลองผิดลองถูกมาตลอด 10 ปี ถ้าขายคำว่า ‘ผลไม้อบแห้ง’ มันยากมากที่คนจะเปิดใจฟังว่าทำไมของคุณแพงกว่าของคนอื่น ดังนั้นโจทย์เลยกลับมาอยู่ที่แบรนด์ดิ้ง ที่ไม่ใช่แค่เรื่องคาร์บอน แต่ทำยังไงให้คนเข้าใจผลไม้อบแห้งใหม่ว่ามันไม่ใช่แค่ผลไม้อบแห้ง เพราะโจทย์คือ ขนมดีและอร่อยที่กินได้ระหว่างวันโดยไม่รู้สึกผิด
“เคยไปยืนขายที่ห้างกันสองคน ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 ไปนอนอยู่ลานจอดรถ เลยรู้ว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร ตอนแรกที่เริ่มธุรกิจก็มั่นใจมากว่าต้องมีลูกค้าแบบเรา คนที่หาของดีๆ กิน โดยไม่รู้สึกผิดกับสุขภาพตัวเอง และพบว่า ลูกค้าเขาต้องการสิ่งนี้อยู่ แต่การสื่อสารไม่ถึง เราเลยชูว่าขนมผลไม้อบแห้งไม่มีน้ำตาล มาจากสายพันธุ์ที่ไม่ได้มีทั่วไป แต่ถูกทำมาอีกวิธี แล้วเวลากินเข้าไป เหมือนคุณกินผลไม้รสชาติสด ราคาแพงกว่านิดหน่อยก็ยอมจ่าย นี่คือจุดยืนของแบรนด์ ถ้าแข่งเรื่องราคาเราไม่มีทางอยู่รอด”
ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าของ Chew Green มีทั้งสองขา คือทั้งกลุ่ม B2B และ B2C สำหรับกลุ่ม B2B ส่วนหนึ่งเป็นโรงแรม และร้านอาหาร ส่วน B2C ก็จะมีห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่ลูกค้าเข้าไปได้ เช่น กูร์เมต์มาร์เก็ต ซึ่งด้วยแบรนด์ดิ้งและสตอรี่ที่แตกต่าง ทำให้ Chew Green ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนได้มากขึ้น
แพรกล่าวว่า“ทุกวันนี้มีคนที่เจาะจงมาหาเรามากขึ้นว่าเราอยู่ที่ไหน หรือการทำงานกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นโรงแรมหรือร้านอาหารที่มัลดีฟส์ บางทีลูกค้าต้องการนำสินค้าเราไปเสิร์ฟให้กับลูกค้าเขาอีกที ต้องได้ทั้งรสชาติและมาตรฐาน ดังนั้นการตอบโจทย์เรื่อง sustainability มันเป็นสิ่งพิเศษสำหรับเขา”
“พวกเราโชคดีมากว่าลูกค้า B2B ที่เป็นกลุ่มลูกค้าโรงแรมที่เขาให้โอกาสและมั่นใจให้เราเข้าไปอยู่หรือไปพาร์ทเนอร์กับเขา เพราะว่าเขาคัดของ-คัดคน พอเราไปอยู่ตรงนั้นมันเลยสร้าง trust ที่เป็นกำไรให้ธุรกิจ…เราเชื่อว่าของไทยต้องไประดับโลกให้ได้ พอวันหนึ่งมันไปอยู่ระดับโลกได้ มันพิสูจน์ว่าจริงๆ ของไทย คนไทยทำ standard ได้”
ไม่ใช่แค่ความยั่งยืน แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่า
แพรกล่าวว่า การคำนวณ CFP ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อยากเชิญชวนให้คนที่ยังไม่ได้เข้ามาทำกระบวนการนี้ได้เปิดใจ เพราะ Chew Green ก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้ตั้งแต่วันแรก แต่เริ่มด้วยความคิดที่ว่า ไม่มีอะไรที่ยากเกินกว่าที่คนทำธุรกิจคนหนึ่งจะทำได้ และถ้าอยากทำให้ธุรกิจดี อยู่ได้ระยะยาว สิ่งนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
เราโชคดีที่มี pi carbon ถ้าเขาไม่มาซัพพอร์ตในช่วงแรก เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มจากตรงไหน เพราะมันไม่ง่ายเลย มันเหนื่อยไม่ต่างจากทุกกระบวนการของการทำธุรกิจ ที่ต้องลงแรง ลงเงิน ลงเวลา เพื่อที่จะทำให้มันได้มา แต่วันนี้มันจะเป็น competitive advantage ในโลกอนาคต ถ้ามองว่าอันนี้ มันจะเป็น new s-curve ของประเทศได้
โจ้กล่าวว่า ‘เรามองตรงนี้เป็น ‘คุณค่า ที่เราอยากจะให้กับทั้งธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค’ คุณค่าตรงนี้ตีเป็นเงินค่อนข้างยาก แต่ถ้าเรามอง ‘คุณค่า’ ตรงกันว่าแทนที่เราจะทำธุรกิจโดยที่มุ่งเน้นแต่ผลกำไรอย่างเดียว แต่สุดท้าย ‘คุณค่า’ ตรงนี้มันเป็นได้มากกว่า ‘ผลกำไร’ ‘คุณค่า’ ที่ได้มันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราทำจริงๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่ถ้าเริ่มแล้วไม่มีอะไรยากในการศึกษาหรือพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะเป็นการยกระดับทั้ง value chain จริงๆ คนต่างชาติหรือคนอื่นเขาจะมองคุณค่าไปอีกแบบหนึ่งว่าคุณมีความรับผิดชอบต่อสังคมขนาดนี้เลยเหรอ ซึ่งตีออกมาเป็นมูลค่ายาก มันจึงเป็น new s-curve ที่จับต้องไม่ได้ แต่มันจะสร้างตัวทวีคูณทำให้ภาพของประเทศไทยเป็นอีกแบบหนึ่งเลย จึงอยากเชิญชวนให้ทำกัน’
ประเทศเรามี ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ที่คนอื่นไม่มี ซึ่งมันคือ sustainability เรามีและทำมาก่อน เพียงแต่ยังไม่ได้สื่อสารเป็นภาษาที่โลกทั้งหมดเข้าใจ ดังนั้นถ้ามองตรงนี้ใหม่ มันจะเป็น new s-curve ของประเทศไทย แต่มันต้องไปด้วยกันทั้งหมด ซึ่งประเทศไทยประกอบไปด้วย SME เยอะมาก ที่ยังต้องการซัพพอร์ตส่วนนี้
“มีโอกาสไปคุยเรื่องอย่างนี้ที่อเมริกา พอพูดเรื่องนี้ ทุกคนอึ้ง เหมือนเป็นใครไม่รู้ มาจากประเทศเล็กๆ แต่เราทำ ซึ่งมันยิ่งสร้างความมั่นใจว่าอย่าไปกลัวว่าสิ่งที่เรามี มันไม่ดีพอ และถ้าเราจะสู้ระดับโลก ต้องอธิบายให้เป็น พูดภาษาที่โลกเข้าใจ สิ่งแวดล้อมของโลกมันเอื้อให้เราทำ องค์ความรู้ในการเข้าใจอาหารของประเทศเรามีอยู่ แต่เรายังไม่เห็นค่าของมัน การจัดการกับวัตถุดิบแบบลุงๆ ป้าๆ นี่แหละคือความฉมัง คือ wisdom ที่ยังไม่ถูกเอามารวบรวมเก็บไว้”
ขณะที่ โจ้กล่าวว่า “คาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นคุณค่าที่เราอยากจะให้กับทั้งธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค ตีเป็นเงินค่อนข้างยาก แต่ถ้ามองคุณค่าตรงกัน แทนที่เราจะทำธุรกิจโดยมุ่งเน้นแต่ผลกำไรอย่างเดียว คุณค่านี้มันเป็นได้มากกว่าผลกำไร”