โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘Silk Hub Strategy’ กลยุทธ์ ‘การบินไทย’ ดันรายได้ปี 69 แตะ 2 แสนล้าน

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
‘การบินไทย’ ใช้กลยุทธ์ ‘Silk Hub Strategy’ ดันรายได้ปี 69 แตะ 2 แสนล้าน เห็นโอกาสทองดึงจีน-อินเดียต่อเครื่อง แย่งส่วนแบ่งฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย

ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 การบินไทยแถลงผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากปี 2567 และมากกว่ารายได้ของปี 2562 (ก่อนโควิด-19) แล้ว โดยรายได้จากกิจกรรมขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 0.5% มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (EBIT) 40,839 ล้านบาท ลดลง 1.6% กำไรสุทธิ 30,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 215% และ EBITDA 53,880 ล้านบาท

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้การบินไทยสามารถจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นในงวดปี 2568 ได้ 0.21 บาทต่อหุ้น โดยจะปิด record date วันที่ 27 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ซึ่งการจ่ายปันผลสำหรับปี 2568 นับเป็นการกลับมาจ่ายเงินปันผลอีกครั้งหลังจากที่ยุติไป 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2555

สำหรับปี 2569 นี้ การบินไทยตั้งเป้ารายได้ไว้ประมาณ 200,000 ล้านบาท เติบโต 5% จากปี 2568 ตั้งเป้ามีผู้โดยสาร 20 ล้านคน เพิ่มจากปี 2568 ที่มี 16.46 ล้านคน และอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 80% จากปี 2568 อยู่ที่ 79.2%

เป้าหมายเหล่านี้ตั้งขึ้นภายใต้ข้อจำกัดเรื่องขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร (capacity) ที่ยังขยายไม่ได้มาก และผู้บริหารการบินไทยยอมรับว่าในระยะ 2 ปีนี้ รายได้จะยังไม่สามารถเติบโตได้เท่ากับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคซึ่งคาดว่าจะเติบโต 7% จนกว่าจะถึงปี 2571 ที่ได้รับเครื่องบินมาเข้าฝูงบินมากขึ้น จึงจะเติบโตใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย

อย่างไรก็ตาม การบินไทยมีกลยุทธ์สำคัญที่จะใช้ดันรายได้ในปีนี้ นั่นคือกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Silk Hub Strategy’ ซึ่งจะดำเนินการควบคู่กับการบริหารจัดสรรประเภททราฟฟิกให้เหมาะสม และเพิ่มเที่ยวบินให้ถี่ขึ้น เพิ่มเส้นทางการบินให้มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการกลับมาบินในหลายเส้นทางที่เคยบินและหยุดบินไป

‘Silk Hub Strategy’ คืออะไร

ตั้งแต่เข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยเริ่มปรับตัวเพิ่มสัดส่วนการให้บริการ network airline หรือ สายการบินที่เป็นตัวเชื่อมต่อการเดินทาง และหลังออกจากแผนฟื้นฟูกลับมา เมื่อปีที่แล้ว (2568) การบินไทยประกาศมุ่งเป็น network airline เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้ในทุกฤดูกาล

จากนโยบายมุ่งเป็น network airline นั้น การบินไทยออกแบบโมเดลการบริหารจัดการเครือข่ายและฮับการเชื่อมต่อการเดินทาง ซึ่งเรียกว่า ‘Silk Hub Strategy’ โดยมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ

  • กลุ่มประเทศอาเซียนเป็นฐาน (base) ในการป้อนผู้โดยสารเข้าสู่ระบบ
  • จีนและอินเดีย เป็นแกนหลัก (core) ของปริมาณการขนส่งผู้โดยสารที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเติมดีมานด์เข้าสู่ฮับอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ เพื่อรองรับกลยุทธ์นี้ ปีนี้การบินไทยเตรียมเพิ่มเที่ยวบินระหว่างไทย-จีนจากที่บินอยู่ราว 50 ไฟลต์ต่อสัปดาห์ เป็นประมาณ 80 ไฟลต์ และเพิ่มเที่ยวบินระหว่างไทย-อินเดียจาก 70 ไฟลต์ เป็น 90 ไฟลต์
  • เส้นทางบินระยะไกล (Long Haul) อย่างเช่น ยุโรป ออสเตรเลีย ทำหน้าที่สร้าง network value จากราคาบัตรโดยสารที่สูงกว่า

โดยผู้โดยสารจากทั้งสามส่วนนี้จะมารวมกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งถูกวางให้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมทราฟฟิก แล้วแปลง ‘ปริมาณผู้โดยสาร’ (volume) ให้เป็น ‘มูลค่า’ (value)

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายถึงการมองจีนและอินเดียเป็นแกนหลักในการเติมผู้โดยสารใน ‘Silk Hub Strategy’ และการเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางไทย-จีน และไทย-อินเดียอย่างมีนัยสำคัญว่า การบินไทยเล็งเห็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมต่อ หรือจุดต่อเครื่อง เพราะปัจจุบันยังมีสายการบินให้บริการบินตรงน้อยราย การบินไทยมองว่า การบินไทยอยู่ในจุดที่มีโอกาส เพราะประเทศไทยอยู่กึ่งกลางระหว่างสองประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างสองประเทศนี้ต่อเครื่องที่ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย การบินไทยจึงมองว่า ประเทศไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมต่อได้เช่นกัน ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่ใหญ่มาก เพราะสองประเทศนี้มีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคนและ 1,300 ล้านคน

จัดสรรทราฟฟิกให้เหมาะสม ช่วยเพิ่มรายได้

การเป็น network airline และดำเนินกลยุทธ์ ‘Silk Hub Strategy’ ต้องดำเนินควบคู่กันกับการบริหารทราฟฟิกและการจัดสรรฝูงบินอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญของการทำรายได้ของสายการบิน

ทราฟฟิกการบินของสายการบินพาณิชย์นั้นมีอยู่สองประเภท คือ ทราฟฟิกแบบ point to point หรือการบินตรง ซึ่งให้กำไรสูง และทราฟฟิกแบบ connecting traffic หรือแบบต่อเที่ยวบิน ซึ่งกำไรต่ำกว่าแต่ช่วยเติมผู้โดยสารและเพิ่มรายได้ในช่วงโลว์ซีซั่นได้ดี

ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้ การบินไทยได้ทยอยเพิ่มสัดส่วน connecting traffic จากที่เคยมีสัดส่วนรายได้จากเน็ตเวิร์กอยู่เพียงประมาณ 6% ในช่วงก่อนโควิด-19 ปรับเพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 22% ในปีล่าสุด และตั้งเป้าจะขยายต่อเนื่อง แต่ยังต้องบาลานซ์น้ำหนักกับทราฟฟิกแบบ point to point ให้เหมาะสมตามจังหวะฤดูกาล

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บทเรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพา point to point อย่างเดียวนั้นไม่ใช่แนวทางที่ดี เพราะแม้ทำรายได้ดีในช่วงไฮซีซั่น แต่ก็ทำให้ต้องขาดทุนในไตรมาส 2-3 (โลว์ซีซัน) อย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากปรับมาใช้กลยุทธ์ผสมผสาน เพิ่ม connecting traffic ในช่วงโลว์ซีซั่น การบินไทยสามารถทำกำไรในไตรมาส 2-3 ได้ตลอด 3 ปีหลังสุด

เสริมฝูงบิน เพิ่มเส้นทาง เพิ่มไฟลต์

ในปี 2568 การบินไทยมีปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 8.3% จากปีก่อนหน้า มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 79.2% สูงกว่าปี 2567 ที่เฉลี่ยเท่ากับ 78.8% มีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 16.46 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2.0% มีปริมาณการผลิตด้านการขนส่งสินค้า (ADTK) สูงกว่าปีก่อน 9.7% ปริมาณการขนส่งสินค้า (RFTK) สูงกว่าปีก่อน 8.3% อัตราส่วนการขนส่งสินค้า (Freight Load Factor) เฉลี่ย 51.3%

เพราะรายได้ของสายการบินขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร (capacity) เป็นสำคัญ ซึ่งขีดความสามารถนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเครื่องบินในฝูงบิน การบินไทยจึงพยายามจะจัดหาเครื่องบินเข้ามาเพิ่ม แต่ยังหาได้ไม่มาก ด้วยข้อจำกัดที่มีในอุตสาหกรรม

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การบินไทยมีเครื่องบินที่ใช้ทำการบินรวมทั้งสิ้น 80 ลำ แบ่งเป็นแบบลำตัวกว้างจำนวน 59 ลำ และลำตัวแคบจำนวน 21 ลำ รวมถึงเครื่องบิน Airbus A321neo จำนวน 1 ลำ ที่ใช้เครื่องยนต์ที่ทันสมัยและส่งเสริมความยั่งยืน

ภายในปีนี้ การบินไทยจะได้รับมอบเครื่องบินเพิ่มทั้งเครื่องใหม่และเครื่องมือสอง รวมเป็น 102 ลำ แต่ขณะเดียวกันจะมีเครื่องบินที่ถึงกำหนดออกจากฝูงบิน สุทธิแล้วสิ้นปีนี้จะมีเครื่องบินในฝูงบิน 99 ลำ ซึ่งจะทำให้การบินไทยมีความสามารถในการเพิ่มกำลังการบินและความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 5% จากปีก่อนหน้า

นอกจากนั้น ณ ปัจจุบัน การบินไทยมีแผนจัดหาเครื่องบินเพิ่ม 45 ลำ พร้อมออปชัน ซึ่งได้รับการอนุมัติจากกรรมการบริษัท (บอร์ด) แล้ว และได้สั่งคอนเฟิร์มออร์เดอร์ไปเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มได้รับมอบเครื่องบินในปี 2571

ในขณะเดียวกัน การบินไทยจะเพิ่มการบินอีกหลายเส้นทาง โดยในตารางการบินฤดูร้อนปี 2569 จะมีการให้บริการเที่ยวบินสู่ 62 เส้นทางบินทั่วโลก รวมถึงการเพิ่มจุดบินใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 และจะเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางประเทศจีนและอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร นอกจากนั้น ในช่วงปลายปีจะเปิดทำการบินเส้นทางกรุงเทพฯ-โอ๊กแลนด์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...