ภท.หักดิบ‘กล้าธรรม’ตกขบวน กลค่าย‘สีน้ำเงิน’แยกแนวร่วม ยึด‘กระทรวงเกรดเอ’
“สมการการตั้งรัฐบาล” ของพรรคภูมิใจไทย จนถึงเวลานี้ ที่เป็นทางการชัดเจนแล้วว่า ประกอบไปด้วย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำ 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคเล็กที่แสดงเจตจำนงร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง และพรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง
ทำให้เวลานี้ “รัฐบาลภูมิใจไทย” มีเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลเบื้องต้น 280 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯใน “ระดับปลอดภัย” มากพอสมควร
ฉะนั้น แม้ก่อนหน้า“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรมว.มหาดไทย จะบอกว่า จากนี้ยังคงเดินสายพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่นตามลำดับ ทำให้มีการคาดหมายว่า คิวถัดไปจะเป็น “พรรคกล้าธรรม”หรือไม่
ทว่า “เบื้องลึก” กลับเห็นชัดถึงการเดินเกม ที่ต่างฝ่ายต่างส่งสัญญาณไปถึงกัน “นายกฯอนุทิน” พูดถึงสูตรจัดตั้ง “รัฐบาลสีธงชาติ” จนถูกตีความว่า อาจไม่มี “พรรคสีเขียว” ในสมการรัฐบาลนี้
หรือแม้แต่การชิงเปิดตัว “8 พรรค” ของค่ายสีน้ำเงิน ซึ่งสัญญาณชัดว่า ต้องการลดอำนาจต่อรองของ “ผู้กอง” พรรคสีเขียว ที่พยายามรวบรวมเสียงพรรคเล็กเป็นแนวร่วม เพิ่มพลัง เพิ่มเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล
ยังไม่นับ“ข่าวปล่อยเพื่อป่วน” เกี่ยวกับ “สูตรจัดตั้งรัฐบาล” ทางเลือกใหม่ ภายใต้ชื่อ “รัฐบาลไฟจราจร” หรือสูตร “ส้ม-แดง-เขียว” ซึ่งหมายถึงการจับมือกันของ พรรคประชาชน (สีส้ม) พรรคเพื่อไทย (สีแดง) และพรรคกล้าธรรม (สีเขียว) รวมถึงพรรคขนาดเล็กบางส่วน รวบรวมเสียงข้างมากในสภา เพื่อผลักพรรคภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้าน
ข่าวนี้ถูกปล่อยออกมา 1 วัน ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะเชิญพรรคเพื่อไทยมาพูดคุย เรื่องจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ฉะนั้นแทบไม่ต้องเดาต้นทางเลยว่า ข่าวปล่อยนี้มาจากพรรคใด ซึ่งในบริบทการเมืองจะให้น้ำหนัก “เป็นศูนย์” เพราะพรรคประชาชนประกาศจุดยืนชัดเจน จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทย
เมื่อจับอาการ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่พูดถึงการเมือง “ฉบับธรรมนัส” ที่เจ้าตัวระบุว่า เดินสเต็ปไม่ธรรมดา และสมการทางการเมือง ณ ขณะนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน
กลับสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในโอกาสของ “พรรคสีเขียว” ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะ “หลังพิงเชือก” และกำลังตกขบวนในสมการ“รัฐบาลสีธงชาติ”
อย่าลืมว่า ภายใต้เสียง “พรรคอันดับหนึ่ง” ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดถึงขั้นที่ “อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยบอกว่า เป็นชัยชนะที่ “ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์” จริงอยู่ หากมีพรรคกล้าธรรม รวมอยู่ในสมการย่อมทำให้รัฐบาลภูมิใจไทยเข้มแข็งถึงกว่า 300 เสียง
ทว่า ภายใต้ “จุดแข็ง” ด้านเสถียรภาพ อาจตามมาด้วย “จุดอ่อน” คือ แรงต่อรองในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีใน“ครม.อนุทิน 2” ที่จะมีสูงตามไปด้วย
เฉพาะ โควตาภูมิใจไทย ที่รอบนี้มีเงื่อนไขจูงใจ กวาดสส. “ยกจังหวัด” แจก “1 รัฐมนตรี” และแล้วบรรดาบ้านใหญ่ ก็กวาดมาได้มาถึง 20 จังหวัด ดังนั้นเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีจำกัด 35 ที่นั่ง ไม่รวมนายกฯ ต้องแบ่งสรรปันส่วน ไปให้โควตาบ้านใหญ่ นายทุน โควตาเทคโนแครตคนนอก อย่างน้อยว่าการ 3 เก้าอี้ ยังไม่นับโควตาพรรคร่วมรัฐบาล เชื่อได้เลยว่าต้องมีการวิ่งวุ่นฝุ่นตลบกันจนวินาทีสุดท้ายอย่างแน่นอน
ไหนจะการวางเกมของ “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” เมื่อภูมิใจไทยได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ย่อมยึดกระทรวงเกรดเอ อย่าง กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ล่าสุดยังมีกระแสข่าวว่า อาจพ่วงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งอยู่ในการดูแลของพรรคกล้าธรรมเดิม กลับมาอบยู่ในการดูแลของพรรคแกนนำ
โดยมี “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” ที่จะขยับจากรมว.วัฒนธรรมไปดูแลกระทรวงดังกล่าว เพื่อต่อยอด “ตุนกระสุน” โดยเฉพาะ MotoGP ซึ่งภูมิใจไทยพยายามผลักกดันมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว โดยเฉพาะบุรีรัมย์ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสีน้ำเงิน
แน่นอนว่าเกมหวังผลของพรรคสีน้ำเงินหวังปูทางไปถึงการเมืองในสนามอื่นๆ เช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่พรรคแกนนำ อาจต้องรวบกระทรวงเกรดเอมาอยู่ในการดูแลของพรรค
เหนือไปกว่านั้นต้องไม่ลืม ภายใต้สูตร “รัฐบาลสีธงชาติ” 280 เสียงถือว่าอยู่ในระดับที่มั่นคง หรือหากในอนาคตภูมิใจไทยส่อแววเพลี่ยงพล้ำ ยังมีตัวเลือกเผื่อเหลือเผื่อขาดที่ปลอดภัยกว่า คือ “22 เสียง” ของพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งไปกว่านั้น หากที่สุดไม่มี “พรรคกล้าธรรม” ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขอันดับหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ร่วมรัฐบาลอยู่ในสมการนี้ ประตูสู่การเจรจาร่วมรัฐบาลของพรรคสีน้ำเงินและพรรคฟ้าหากจะเปิดอีกครั้งก็ไม่ยากเย็นเท่าไรนัก
ยังไม่นับรวมพรรคเล็ก ที่ยังรอลุ้นโอกาส อีกหลายพรรค อาทิ ไทรวมพลัง 6 เสียงพรรคประชาชาติ 5 เสียง ที่ว่ากันว่า เวลานี้ แตกออกเป็น 2 ก๊ก ระหว่าง “ทวี สอดส่อง” อดีต รมว.ยุติธรรม ซึ่งมีประเด็นกับ “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” กรณีเขากระโดง และการตรวจสอบคนในตระกูลชิดชอบ และ ก๊ก“วันมูหะมัดนอร์ มะทา” อดีตประธานสภาฯ ก็ชัดเจนแล้วว่า พร้อมเข้าร่วมรัฐบาล
ปรากฎการณ์เลือกตั้ง 69 เป็นอีกครั้ง ที่สูตรจัดตั้งรัฐบาล “พรรคสีน้ำเงิน” สะท้อนบริบทการเมืองไทยได้อย่างชัดเจน ที่ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร หากผลประโยชน์ลงตัว