โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CGSI คงน้ำหนักลงทุน GULF-EGCO-CKP ทนทานวิกฤตพลังงาน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 08.42 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าของไทยว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ คาดว่าจะมีผลกระทบอย่างจำกัดและยังแนะนำให้ "คงน้ำหนักการลงทุน" เนื่องจากกลุ่มโรงไฟฟ้ามีเกราะป้องกันจากการกำกับดูแลค่าไฟฟ้า กลไกการส่งผ่านค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) แม้จะมีความกังวลเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและภาพรวมการหยุดชะงักของอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากการที่กาตาร์หยุดการผลิต ซึ่งส่งผลให้ราคาก๊าซ JKM ต้นทุน pool gas และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

โดยมองว่า PTT จะจัดส่งก๊าซที่ผลิตในประเทศให้กับผู้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบและลดผลกระทบจากตลาด LNG ที่ตึงตัว ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ยังได้รับการคุ้มครองจากค่าความพร้อมจ่ายตาม PPA และโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงที่อิงตามดัชนี อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวนจะยังคงกดดันผลกำไรในระดับที่แตกต่างกันตามสัดส่วนการพึ่งพาสัญญาผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่เป็นกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) และโครงสร้างต้นทุนที่อิงกับราคาก๊าซ แต่เชื่อว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าจะไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งหมดเนื่องจากมีกลไกส่งผ่านต้นทุนผ่านค่า Ft ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของกำไรแม้บางครั้งจะล่าช้า โดยผู้ประกอบการที่มีสัดส่วน IPP สูงจะสามารถป้องกันความเสี่ยงได้มากสุดส่วนผู้ประกอบการที่เน้น SPP/IU จะเผชิญแรงกดดันปานกลางในระยะสั้น

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานที่ค่า Ft และความต้องการไฟฟ้าคงที่ ประเมินว่าต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นทุก 10 บาท/mmbtu จะกระทบกำไรสุทธิ BGRIM 7%, CKP 1% และ GULF 0.4% ขณะที่ EGCO จะมีผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพียง 0.1% pt ซึ่งความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับพอร์ตโฟลิโอ สัดส่วนสัญญา IPP เทียบกับ SPP/IU และสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของแต่ละบริษัท

โดย CGSI มองว่า GULF ยังเป็นหุ้นปลอดภัยจากขนาดของธุรกิจ IPP สัดส่วน IU น้อย มีส่วนแบ่งกำไรแข็งแกร่งจาก ADVANC และการขยายธุรกิจ Data centre ส่วน CKP ได้ประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ระดับน้ำสูง และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ สำหรับ EGCO จะได้รับผลกระทบน้อยสุดจากการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านที่ตั้งและเชื้อเพลิง ขณะที่ BGRIM แม้จะมีความอ่อนไหวมากสุดเพราะมีสัดส่วน SPP/IU สูง แต่บริษัทยังทำสัญญาปริมาณการผลิตไฟฟ้าจาก SPP ถึง 75% กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งช่วยลดผลกระทบได้ นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้าของไทยยังมีโอกาสรับปัจจัยบวก (Upside risk) หากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ออกมาเร็วกว่าคาด มีการเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการบูรณาการเทคโนโลยี ขณะที่ความเสี่ยงขาลง (Downside risk) จะมาจากราคาก๊าซที่อยู่ในระดับสูงนานกว่าคาดและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...