โบว์ ณัฏฐา มั่นใจเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นโมฆะ บอก ‘กกต.’ ได้บทเรียน จัดเลือกตั้งในอนาคตจะดีขึ้น
22 ก.พ.2569-น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และอดีตนักกิจกรรมทางการเมืองโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในบรรดากูรูที่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งนั้น มีหนึ่งท่านที่หายไปและใครๆก็คิดถึง นั่นก็คือ มีชัย ฤชุพันธุ์ หรือคนที่มีส่วนสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ60 เพราะอยากรู้ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเรื่องการออกเสียงลงคะแนนโดยลับนั้นคืออะไร วันนี้อ่านเจอว่า ส.ว.บัส Tewarit Bus Maneechai ไปค้นมาให้แล้ว จึงขอยกส่วนคำอธิบายมาให้อ่านกัน
“เมื่อพิจารณาจาก ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ในหนังสือ ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ หน้า 141 https://www.senate.go.th/…/article_20191021103453.pdf] ซึ่งขยายความคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” นั้นว่า "จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด" จะเห็นว่ามันไม่ใช่เพียงแค่ ไม่อาจทราบ แต่ยังรวมถึง "ไม่อาจตรวจสอบได้" เพื่อคุ้มครองผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง”
คำอธิบายนี้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยร่วมเป็นภาคีมาตั้งแต่ปี 2539 ที่ได้บัญญัติรับรองหลักการ Secret Ballot หรือการลงคะแนนลับ ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เคยตีความไว้ว่า “ต้องป้องกันการเปิดเผยว่าบุคคลใดลงคะแนนให้ใคร และต้องไม่อนุญาตให้มีระบบที่ทำให้สามารถติดตามคะแนนย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้” ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ทราบกันดี คือเพื่อป้องกันการจ่ายเงินซื้อเสียงหลังการเลือกตั้ง การข่มขู่หรือแก้แค้นภายหลัง รวมถึงการควบคุมการลงคะแนนของกลุ่มอำนาจ ซึ่งล้วนจะทำให้การเลือกตั้งนั้นไม่เป็นไปโดยเจตจำนงเสรีของผู้ใช้สิทธิ
สำหรับคนที่ยึดมั่นในหลักการนี้ ข้ออ้างใดๆในการสร้างระบบที่จะมาลดทอนหลักประกันของเสรีภาพในการเลือกตั้งนี้จึงฟังไม่ขึ้น นั่นคือเหตุผลที่แม้จะมีบางประเทศพยายามสร้างระบบที่รัดกุมกว่าไทยมากๆมาใช้เพื่อการตรวจสอบ แต่ตามที่อ.ปริญญา Prinya Thaewanarumitkul ให้ข้อมูลไว้ หลายประเทศก็เลิกใช้ไปเพราะการให้น้ำหนักกับหลักการ Secret Ballot เหนือเหตุผลเหล่านั้น แล้วเลือกใช้วิธีอื่นแทนแบบประเทศส่วนใหญ่ในโลกและแบบที่ประเทศไทยเองก็ใช้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมา รวมถึงการประชามติในครั้งนี้ (แม้ในการเลือกตั้ง 66 ที่ชอบอ้างว่ามีคิวอาร์โค้ดกัน อดีต กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร ก็เพิ่งให้ข้อมูลว่า เชื่อมโยงไปแค่ล็อตการจัดส่งเพื่อตรวจสอบว่าบัตรนี้ส่งไปไหน ไม่ได้เชื่อมถึงต้นขั้วแต่ละใบแบบของปี 69)
ดังนั้น ในเชิงหลักการ หากยึดหลัก Secret Ballot โดยเคร่งครัด ก็ไม่ควรไปสร้างระบบที่จะขัดกับหลักการนี้ในทุกกรณี หรือ หากจะยึดประโยชน์ในการตรวจสอบแล้วยอมลดทอนหลักการนั้นเหมือนบางประเทศที่อ้างถึง ก็ควรพิจารณาบริบทประเทศไทยเสียหน่อย ว่ามีทั้งประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และอัตราการใช้อิทธิพลรวมถึงการคอรัปชันในระบบราชการ ใกล้เคียงกับสองสามประเทศที่ยกขึ้นมาเทียบหรือไม่
ไม่ว่าจะอย่างไร ข้อถกเถียงเหล่านี้มีประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะเป็นการตอกย้ำว่าสิทธิในการเลือกตั้งสำคัญเพียงใดกับประเทศประชาธิปไตย
ส่วนการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ ทุกฝ่ายไม่ต้องไปกังวลหรือคาดหวังให้วุ่นวายใจ อย่างไรศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีทางทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ แต่การจัดการเลือกตั้งในอนาคตจะดีขึ้นแน่ เพราะ กกต.น่าจะได้บทเรียนแล้ว เป็นหนึ่งในบทเรียนที่ อ.บวรศักดิ์ สรุปไว้ว่า “วันนี้เมื่อคนไม่ไว้ใจ QR Code บาร์โค้ดต้องหาวิธีใหม่ที่จะพิสูจน์บัตรปลอมโดยระบุตัวไม่ได้มาใช้แทน จะพิมพ์ลายน้ำหรือมีเทคนิคอะไรก็ต้องคิดกัน จะต้องใช้เงินมากขึ้นอีกเท่าไหร่ก็อาจต้องยอม”
เห็นด้วยค่ะ และไม่ต้องกังวลว่าจะใช้เงินมากขึ้นหรือไม่ ในทางปฏิบัติก็แค่กลับไปใช้ระบบปกติแบบที่เคยทำมา และแบบที่ทำกับบัตรประชามติในครั้งนี้ หรือในอนาคตจะมีวิธีอื่นที่ประหยัดกว่าหรือมีประสิทธิภาพกว่าก็ทำไป
ไม่มีอะไรในกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่ควรถูกตีค่าเหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว.