LHFG ตั้งเป้าสินเชื่อปี 69 โต 10-12% - คุม NPL ไม่ให้เกิน 3%
LHFG ตั้งเป้าสินเชื่อปี 69 โต 10-12% - คุม NPL ไม่ให้เกิน 3%
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 ก.พ. 69 12:15 น.
LHFG เผยปี 69 ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 10-12% จากปีก่อนที่ 12% รุกขยายเอสเอ็มอี - รายได้ค่าธรรมเนียม พร้อมคุม NPL ไม่ให้เกิน 3% จากปีก่อน 2.44% แย้ม 2 เดือนสินเชื่อยังเติบโตตามเป้าหมาย ส่วนจีดีพีไทยปี 69 คาดโต 1.8% รับอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก-มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ประกอบกับ การบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
-เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน
-ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เติบโต 41% จากปี 2567 มีสินทรัพย์รวม 398,811 ล้านบาท เป็นผลจากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ รวมทั้งดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล
นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 2,655.1 ล้านบาท เติบโต 32.1% เมื่อเทียบกับ ปี 2567 แสดงถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง รวมถึงสินเชื่อเติบโต 12.4% เป็นการเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้าทั้งสินเชื่อธุรกิจที่เติบโต 9% และ สินเชื่อลูกค้ารายย่อยเติบโตมากกว่า 20% เมี่อเทียบกับปีก่อน จากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคล
-ธนาคารรักษาคุณภาพสินเชื่อของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ในระดับต่ำที่ 2.4% รวมทั้งขยายฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 26% จากสิ้นปีก่อน ด้วยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เงินฝากดิจิทัล และ อีกหนึ่งความสำเร็จของการขยายธุรกิจระหว่างประเทศโดยร่วมมือกับ CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งในไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศเติบโตถึง 52% และ รายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการปริวรรตเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 103.2%
-ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนปี 2567 และ ปี 2568 รวมกว่า 7,000 ล้านบาท ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) และ สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวให้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
-ด้านดิจิทัลธนาคารได้เปิดให้บริการแพลตฟอร์ม "LHB Biz Connect" สำหรับลูกค้าธุรกิจ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และ ยกระดับการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวก รวดเร็ว และ ปลอดภัย
-ทิศทางธุรกิจปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 10-12% เน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาระดับหนี้ที่มิก่อให้เกิด(NPL) ให้ต่ำกว่า 3% โดยมีกลยุทธ์เน้นขยายพอร์ต SME ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างพอร์ตห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (FDI) และ เพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจาก Trade Finance และ FX การสนับสนุนสินเชื่อ Green Finance การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า การนำ Data Analytics มาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการด้าน Wealth Management ที่ธนาคารมุ่งสร้างความมั่งคั่งด้วยบริการให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่าย และ โซลูชันการลงทุนที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล
"สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Conglomerate & Corporate ปีนี้คาดโต 7-8% ส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปีนี้คาดโต 15-20% หรือ แตะ 6 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ 3 พันล้านบาท ในขณะที่สินเชื่อเพื่อรายย่อย ปีนี้คาดโต 20% และ สินเชื่อต่างประเทศ ปีนี้คาดโต 15-20% โดย 2 เดือนที่ผ่านมาสินเชื่อยังขยายตัวตามที่วางเป้าหมายไว้ ส่วนอัตรากำไรสุทธิจากดอกเบี้ย หรือ NIM คาดโต 2-2.2% และ รายได้หลัก หรือ Core Income คาดโต 10-15% และ อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ หรือ Cost income ratio น้อยกว่า 53%"
-แนวโน้มการตั้งสำรองในปี 2569 คาดจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จากการที่ธนาคารขยายพอร์ตไปยังเอสเอ็มอี ซึ่งมีความเสี่ยงสูง และ ทำให้ NPL ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน โดยเมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นๆ ก็ถือว่าคุ้มค่า
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LH Fund กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการบริหารจัดการกองทุนปี 2568 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) นับรวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) รวม 70,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปี 2567 สำหรับกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 13,606 ล้านบาท และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 10,271 ล้านบาท
-ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่หันมาใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยง และ การลงทุนระยะยาว บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตในกลุ่มกองทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ที่สอดรับกับกระแสการลงทุนระดับโลก กองทุนตราสารหนี้คุณภาพเพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาความมั่นคง และ ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่ผันผวน และ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดียที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
-รวมถึงสร้างการเติบโตผ่านการสร้างนวัตกรรมด้านการลงทุนเพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนออกสู่ตลาดก่อนใคร โดยเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์การลงทุนระดับโลกผ่านความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก (best-in-class fund houses) การให้ความสำคัญกับการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และ สม่ำเสมอให้แก่ผู้ลงทุน
-ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม และ โครงสร้างการให้บริการรูปแบบใหม่เพื่อรองรับกลยุทธ์การลงทุนแบบ Open Architecture เพิ่มความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรที่หลากหลาย ที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะถัดไป
นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Securities เปิดเผยว่า ปี 2568 ธุรกิจหลักทรัพย์เผชิญความท้าทายจากภาวะตลาดหุ้นไทยที่อ่อนตัวลงควบคู่กับมูลค่าการซื้อขายที่ชะลอตัวเป็นผลจากแรงกดดันหลายด้าน เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของภาครัฐ
-โดย ณ สิ้นปี 2568 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด ลดลง 10.04% นับเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมีแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 52.8% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 41,045 ล้านบาท ลดลง 11.8% จากปีก่อนสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ยังเปราะบางตลอดทั้งปี โดยส่งผลให้ผลการดำเนินงานปี 2568 กลับมามีกำไร แม้ว่ารายได้รวมจะปรับตัวลดลง 15% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวของปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย
-กลยุทธ์ปี 2569 ยังคงเน้นการปรับโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มบริการ และ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trade) เพื่อเพิ่มทางเลือก และ สนับสนุนการกระจายการลงทุนสู่ตลาดสากล พัฒนาบริการสำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth Management อย่างครบวงจร การเสริมศักยภาพงานที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) เพื่อรองรับความต้องการด้านการระดมทุนและการปรับโครงสร้างทางการเงินที่มีความซับซ้อน และ การพัฒนาบทวิเคราะห์การลงทุนที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสินทรัพย์ และ สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนจาก CTBC Bank ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Wealth Management และ มีเครือข่ายระดับสากล
เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ