“อาหารไทย” ฝ่าด่านการค้า จีนลดพึ่งพานำเข้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินถึงการส่งออกอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มของไทยปี 2569 พบว่า มีแนวโน้มชะลอตัวเป็นปีที่ 2”
ในปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารแปรรูป และเครื่องดื่มของไทยอยู่ที่ประมาณ 17,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเพียงประมาณร้อยละ 1.3 เทียบกับปีที่ผ่านมา (2568) ที่มีมูลค่า 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 5.5 ซึ่งถือเป็นว่าปีนี้การเติบโตช้าลงพอควร
สินค้าที่มีแนวโน้มส่งออกเติบโตได้ดีในปีนี้ เช่น ผลไม้กระป๋อง / แปรรูป,ไก่แปรรูป,ผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี,อาหารสำเร็จรูป โดยกลุ่มนี้มีศักยภาพรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศได้ดีขึ้น.
สินค้า ที่คาดว่าการส่งออกทรงตัว (ไม่โตชัดเจน) เช่น ผักกระป๋อง / แปรรูป,หมากฝรั่ง,ซุปและของปรุงแต่งรส คาดว่ายอดส่งออกยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก.
ส่วนกลุ่มสินค้าที่ส่งออกหดตัว หรืออ่อนแรง เช่น เครื่องดื่ม,อาหารทะเลกระป๋อง / แปรรูป,นมและผลิตภัณฑ์นม โดยคาดว่ากลุ่มนี้มีการส่งออกลดลงหรือไม่เติบโต
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการส่งออกในปี 2569 ได้แก่ ความต้องการจากคู่ค้าหลักชะลอตัว ตลาดต่างประเทศบางแห่งอาจมีคำสั่งซื้อดูลดยอดลง / มาตรการภาษีนำเข้า (Reciprocal tariff) จากสหรัฐฯ ที่จะมีผลกระทบกับสินค้าบางประเภท/สภาพอากาศแปรปรวน อาจกระทบต้นทุนการผลิตหรือปริมาณวัตถุดิบ /การแข่งขันด้านราคา และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้บางสินค้าส่งออกยากขึ้น
มีการประเมินจาก ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai COMPASS ว่า “มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญในการค้าโลก เช่น มาตรการด้านสุขอนามัย (SPS) และมาตรการทางเทคนิคและคุณภาพสินค้า (TBT)
มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ทำให้ภาคเกษตรและอาหารต้องแบกรับต้นทุนแฝงในระดับเทียบเท่าภาษีนำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ 17.6 ซึ่งสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ราวร้อยละ 6
มาตรการฯ นี้ ถือเป็นกฎระเบียบและเงื่อนไขที่ออกมา เพื่อให้ประเทศผู้นำเข้ากำหนดควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า “เริ่มมีการบังคับใช้ในตลาดคู่ค้าสำคัญของไทย อย่างเช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และอาเซียน พบว่า มีการบังคับใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี ในสัดส่วนสูงเกินกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนรายการสินค้านำเข้าในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด” ตรงนี้ถือเป็นเครื่องชี้สำคัญว่ากําแพงการค้าในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ภาษีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มาตรฐานและกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น
ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากความตระหนักด้านสุขอนามัยของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เป็นแรงกดดันให้คู่ค้าเข้มงวดมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐให้การสนับสนุนภาคเกษตรและอาหารแปรรูปที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตและพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างจริงจัง
“สินค้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น สินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และผักและผลไม้ โดยสินค้าในกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น มีมูลค่าการส่งออกไปตลาดโลกรวมกันถึง 6 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นราวร้อยละ 33 ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย”
การยกระดับสินค้าอาหารและเกษตรของไทยให้รับมือมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีถือเป็นการปรับตัวที่สอดรับความยั่งยืนโลก โดยมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี เชื่อมโยงกับการบรรลุเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะในด้านการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3) และการผลิตและบริโภคที่ยั่งยื่น (SDG 12) ซึ่งจะกลายเป็นกรอบสำคัญที่ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะต่อไป
ธุรกิจเกษตรและอาหาร ควรต้องเร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพและความยั่งยืน และนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยใช้เทคโนโลยี IoT หรือ Blockchain มาใช้เก็บข้อมูลคุณภาพวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน
รวมถึงการใช้ใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (ePhyto) ทดแทนการจดบันทึกและการออกเอกสารแบบกระดาษ เพื่อช่วยจัดเก็บ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศผู้นำเข้า ที่มีแนวโน้มยกระดับกฎระเบียบให้เข้มงวดมากขึ้น
ผู้ประกอบการ ควรสร้างความร่วมมือใน Ecosystem ตั้งแต่เกษตรกร โรงงานแปรรูป หน่วยงานรับรองมาตรฐาน ห้องปฏิบัติการทดสอบ ไปจนถึงภาครัฐ เพื่อยกระดับการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล และใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Reinvent Thailand เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อ และมาตรการส่งเสริมด้าน R&D การปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว
ขณะเดียวกัน มาตรฐานภายในประเทศจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้เทียบเท่ามาตรฐานคู่ค้า และมี One Stop Service ด้านมาตรฐานและใบอนุญาต เพื่อลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยผู้ประกอบการต้องติดตามมาตรการ NTMs ผ่านระบบแจ้งเตือน เช่น EU RASFF และ FDA Import Alert เพื่อปรับตัวได้ทันท่วงทีและลดความเสี่ยงการถูกปฏิเสธการนำเข้า
พาไปดูตลาดส่งออกสินค้าอาหาร และเกษตรของไทยที่สำคัญ “จีน” ที่มีนโยบายบางอย่าง อาจกระทบต่อการส่งออกไทยในอนาคต
“สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทย ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปจีน มีสัดส่วนร้อยละ 38.42 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทย”
จีน ได้มีการดำเนินนโยบายภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (ปี 2564-2568) เพื่อเร่งเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างจริงจัง “มีเป้าหมายสูงสุด คือ การพึ่งพาตนเอง และลดการนำเข้าสินค้าเกษตร” ซึ่ง นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารของจีน มีความชัดเจนและขับเคลื่อนพร้อมกันใน 3 มิติ
มิติแรก คือ การพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยเฉพาะธัญพืชขั้นพื้นฐาน (ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด) จีนตั้งเป้าผลผลิตดังกล่าวให้ได้ไม่ต่ำกว่า 650 ล้านตันต่อปี ซึ่งในปี 2567 จีนผลิตได้ถึง 700 ล้านตันแล้ว
มิติที่สอง คือ การทุ่มทุนมหาศาลด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร มีการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกมาตรฐานสูงกว่า 417 ล้านไร่ และเร่งพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์ของตนเอง ปัจจุบันสัดส่วนการใช้เมล็ดพันธุ์จีนหรือพืชที่พัฒนาภายในประเทศมีมากกว่าร้อยละ 95 ของพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อ โค และกุ้งขาว
มิติสุดท้ายที่สำคัญมาก คือ จีนไม่ได้มองมิติความมั่นคงทางอาหารแยกส่วน แต่ได้บูรณาการเข้ากับ การพัฒนาชนบทและลดความยากจน อย่างเป็นระบบ ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างชนบทที่เข้มแข็ง มั่งคั่ง สวยงาม และทันสมัย จีนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น เร่งขยายเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่ชนบท ผลักดันนโยบาย One Village One Product ใช้ e-Commerce เชื่อมเกษตรกรกับตลาดเมือง ใช้นโยบาย Talent Revitalization ดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับไปทำเกษตรสมัยใหม่ ใช้ฐานข้อมูล National Rural Big Data Platform ติดตามรายได้และความเป็นอยู่ และมีการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เช่น เงินช่วยเหลือคนพิการ ผู้สูงอายุ ครอบครัวเด็กนักเรียน และส่งเสริม Eco-Tourism และ Rural Homestay Economyเพื่อสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ให้กับชุมชน
ตรงนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนกำลังเปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้า เป็นผู้ผลิตไฮเทค ซึ่งบังคับให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและคุณภาพ
สนค.ระบุว่า ข้อมูลการส่งออกของไทยในช่วงปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความจำเป็นในการปรับตัวและกระจายความเสี่ยงอย่างเร่งด่วน ในปี 2567 แม้ตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมอันดับหนึ่งของไทย จะหดตัวรุนแรงถึงร้อยละ 10.67 แต่ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทยขยายตัว ร้อยละ 7.64
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงสถานการณ์คือ ตลาดรองดาวรุ่ง ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาชดเชย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่ขยายตัว ร้อยละ 26 และอินโดนีเซียร้อยละ 23 ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นโอกาส ว่าตลาดสหรัฐฯ และอาเซียนมีศักยภาพสูง แต่ใน 11 เดือนแรกของปี 2568 กลับพบว่าตลาดสหรัฐฯ ชะลอตัว ติดลบร้อยละ 5.77 แม้จีนจะกลับมาโต ร้อยละ 4.49 แต่ ก็ไม่สามารถพยุงภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทยที่ชะลอตัวลง (หดตัวร้อยละ 4.33) นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปล้วนมีความเสี่ยง
การที่ไทยจะรักษาส่วนแบ่งตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปจีน ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับเทรนด์ตลาดจีน ทั้ง Healthy China 2030 (เช่น อาหารสุขภาพ อาหารฟังก์ชันผสมสมุนไพรไทย) นโยบาย Green China (สร้างแบรนด์สินค้ายั่งยืน) และการรุกช่องทางดิจิทัลอย่าง Tmall JD.com และ Douyin รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการอำนวยความสะดวกการรับรองมาตรฐาน เช่น การรับรองฉลากคาร์บอนหรือมาตรฐานความยั่งยืนที่จีนให้การยอมรับ เพื่อสร้างแต้มต่อให้สินค้าไทย หรือแม้แต่การส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) ของจีนเพื่อพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดจีนยุคใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก
นอกจากนี้ไทยควรการเร่งกระจายความเสี่ยงและเจาะตลาดส่งออกใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนมากจนเกินไป
ในหลายๆ ประเทศ มีมาตรการความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งไทยสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านเกษตรและอาหารของประเทศ อาทิ
1. สิงคโปร์ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการทำฟาร์มในเมือง (Urban Farming) เพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านพื้นที่และเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร โดยใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อควบคุมปัจจัยการปลูก เช่น แสง LED อุณหภูมิ ความชื้น และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงกว่าการเกษตรแบบดั้งเดิม 10-15 เท่า โดยมีเป้าหมายตามนโยบาย 30 by 30 คือ สามารถผลิตอาหารภายในประเทศได้ 30% ของปริมาณที่บริโภคทั้งหมด ภายในปี ค.ศ. 2030
2. สหภาพยุโรป ใช้ยุทธศาสตร์ จากฟาร์มสู่ผู้บริโภค (Farm to Fork) เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ตั้งแต่การผลิตในฟาร์มไปจนถึงผู้บริโภค โดยลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าออร์แกนิก และสนับสนุนการจัดซื้อสินค้าออร์แกนิกสำหรับโรงเรียนและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตอาหารที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
3. ออสเตรเลีย นโยบาย Australia remain a global food bowl มุ่งเน้นประสิทธิภาพการผลิต รักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและการส่งออกอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่เหมาะสม และเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประเทศและของโลก
มาตรการเหล่านี้ ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับภาคการเกษตรเพื่อนำไปสู่ความมั่นคงด้านอาหารที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- "แก้จน-พยุงสินค้าเกษตร" งานหินรัฐบาลใหม่
- "ส่งออก" ไทยปี 2568 โตสูงสุดรอบ 4 ปี "ทองคำ-ชิป" พุ่งแรง จับตาปี 2569 เสี่ยงติดลบ เซ่นสงครามการค้า
- ส่งออกไทยปี 2568 ขยายตัว 12.9% ทำนิวไฮในรอบ 4 ปี
- สหรัฐฯ พลิกพีระมิดอาหาร ดันเนื้อ–นมขึ้นแท่นหลัก ท่ามกลางเสียงเตือนโลกร้อน
- รู้หรือไม่ ความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้อาหารกลายเป็นพิษต่อร่างกายได้