สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง กำหนดการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง กำหนดการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง กำหนดการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ เป็นการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวได้มีการแก้ไขปัญหาอันเป็นเหตุในการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว โดยได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และอธิการบดีแล้วซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเห็นว่า สถาบันอุดมศึกษา ดังกล่าวได้แก้ไขปัญหาอันเป็นเหตุในการใช้บังคับตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 9/2562 และมติคณะรัฐมนตรี (9 ธันวาคม 2568) ร่างประกาศฉบับนี้ จะส่งผลให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกสามารถดำเนินการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยได้ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยและขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่สังคมโดยรวมต่อไป
2. โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร) กรณีการออกกฎหมายที่เป็นร่างอนุบัญญัติที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปหรือมีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณและการคลัง หรือทำให้สูญเสียรายได้ของรัฐจะไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมชี้แจงว่า ร่างประกาศฉบับนี้ไม่เข้าข่ายเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
3. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การเสนอร่างประกาศฉบับนี้ เป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพัน ต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร
เศรษฐกิจ-สังคม
2. เรื่อง ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอแนะระบบทางสังคมสำหรับสตรี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs เป้าหมายที่ 5 : การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรี และเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอแนะระบบทางสังคมสำหรับสตรี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 5 : การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา เรื่อง ข้อเสนอแนะระบบทางสังคมสำหรับสตรี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 5 : การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรี และเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ซึ่งสรุปผลการพิจารณาได้ ดังนี้
1. ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ เช่น กระทรวงแรงงาน แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยเพิ่มสิทธิการลาคลอดบุตร การจ่ายค่าจ้างในระหว่างการลาคลอดบุตร และการลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น และกระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 5 กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเหมาะ
2. ด้านสิทธิและสวัสดิการ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้มีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการทุนการศึกษา เพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship) (โครงการ ODOS) โดยการให้ทุนการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ต่อเนื่องจนถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ/หรือระดับปริญญาตรี ในประเทศและต่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สาขาวิชา STEM) และกระทรวงแรงงาน มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) มีแนวทางการพัฒนาสตรีที่เกี่ยวข้องในด้านสิทธิและสวัสดิการ ได้แก่ โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน (2) ให้โอกาสทางการศึกษาแก่บุคลากร (หญิง) ให้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และปริญญาโท (3) จัดทำโครงการประกวดคลิปสั้นประกันสังคม เพื่อสนับสนุนเยาวชนในด้านเทคโนโลยีให้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพสูงขึ้น (4) กำหนดนโยบายกระทรวงแรงงาน เพื่อส่งเสริมให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทางประกันสังคมอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และ (5) กำหนดให้ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ (ผู้ประกันตน ผู้ทุพพลภาพ) สามารถสมัครเรียนหลักสูตรฝึกอาชีพที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน 5 แห่ง
3. ด้านการสร้างความตระหนักรู้ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ นำ AI ไปประยุกด์ใช้ตามการกิจของหน่วยงานนั้น ๆ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อยู่ระหว่างการพัฒนา “น้องพัฒน์” ที่เป็นโปรนกรม Chat Bot ที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับให้บริการข้อมูลการขอรับการช่วยเหลือและข้อมูลการบริการต่าง ๆ และ (2) กรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการระบบเพื่อครอบครัว : Family Line โดยได้มีการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง กระทรวงยุติธรรมมีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) พัฒนา AI Chatbot เพื่อให้ความรู้และคำปรึกษาทางกฎหมายเบื้องต้น (2) เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ การขจัดการเลือกปฏิบัติ รวมถึงช่องทางและการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและเยียวยา (3) ประชาสัมพันธ์ระบบและช่องทางการให้ความช่วยเหลือตามแต่ละภารกิจผ่านหลากหลายช่องทาง และ (4) ดำเนินการจัดกิจกรรม รวมทั้งผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้ด้านสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนแก่ทุกภาคส่วนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และกระทรวงมหาดไทยมีการดำเนินการจัดทำหลักสูตรเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและระดับผู้บริหาร สอดแทรกเนื้อหาเรื่องความเสมอภาคระหว่างหญิงชายไว้ในบางหลักสูตรของการฝึกอบรม/สัมมนาที่เหมาะสม
4. ด้านมาตรการ กลไก และการบริหารจัดการ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการพัฒนาระบบคุ้มครองช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (Violence against children, women and domestic violence Information System : VCIS) (2) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวมีระบบในการประสานส่งต่อผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง (3) เปิดช่องทางให้ประชาชนที่พบเห็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม คนเร่ร่อนคนไร้ที่พึ่ง และผู้ทำการขอทาน สามารถโทรแจ้งสายด่วน 1300 และ (4) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการและขับเคลื่อนการจัดทำงบประมาณ ที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting - GRB) เพื่อส่งเสริมการจัดทำงบประมาณ ที่คำถึงถึงมิติเพศภาวะ Gender Responsive Budgeting และเปิดโอกาสให้เครือข่ายสตรีมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายงบประมาณอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ นำปัญญาประดิษฐ์ ไปประยุกต์ใช้ตามภารกิจของหน่วยงานนั้น และ (2) ให้การสนับสนุนเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล โดยมีหน่วยงานในกำกับ ได้แก่ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่สนับสนุน การเชื่อมโยงข้อมูลในลักษณะ Big Data และกระทรวงยุติธรรมได้มีการอบรมให้ความรู้สิทธิมนุษยชน แก่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้มีการแก้ระเบียบปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้มีการปฏิบัติที่เหมาะสม
3. เรื่อง รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะกรณีการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (แฟลตดินแดง) กระทบต่อมาตรฐานการครองชีพของผู้อยู่อาศัยเดิม
คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะกรณีการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (แฟลตดินแดง) กระทบต่อมาตรฐานการครองชีพของผู้อยู่อาศัยเดิม ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอและแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป
เรื่องเดิม
1. กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัยของผู้เช่าเดิมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รวมทั้งไม่ได้ให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการฯ มีส่วนร่วมในการจัดการแผงการค้าหรือพื้นที่ประกอบอาชีพ
2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (28 ตุลาคม 2568) รับทราบข้อเสนอแนะของ กสม. ในเรื่องดังกล่าว ตามที่ กสม. เสนอ และมอบหมายให้ พม. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้ พม. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
พม. และ กคช. ได้รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะของ กสม. ในเรื่องดังกล่าว สรุปได้ ดังนี้
ข้อเสนอแนะของ กสม.
สรุปผลการพิจารณาในภาพรวม
1. การทบทวนการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคและค่าที่จอดรถ และการปรับเพิ่มค่าเช่าห้องร้อยละ 5 หรือในอัตราที่ กคช. กำหนดทุก 3 ปี เพื่อความเหมาะสมกับ
ผู้มีรายได้น้อยและให้
คำนึงถึงประชาชน
ผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก
1) การเก็บค่าสาธารณูปโภคเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยมีการจัดเก็บค่าบริหารชุมชนเดือนละ 825 บาท หรือตารางเมตรละ
25 บาท เป็นไปตามหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายการบริหารชุมชนโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ซึ่งค่าสาธารณูปโภคที่เรียกเก็บดังกล่าวยังไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการบริหารชุมชนที่มีต้นทุนถึงตารางเมตรละ 40 – 45 บาท โดย กคช. ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนเกินทุกเดือนเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี กรณีอัตราค่าเช่าที่จอดรถ กคช. ต้องจัดให้มีพื้นที่จอดรถ ซึ่งการก่อสร้างพื้นที่จอดรถดังกล่าวส่งผลให้งบประมาณในการก่อสร้างที่ถือเป็นต้นทุนโครงการสูงขึ้นด้วยแต่ กคช. มิได้นำต้นทุนโครงการดังกล่าวมารวมกับค่าเช่าห้องพัก เพื่อมิให้มีผลกระทบกับผู้เช่าที่ไม่มีรถยนต์
2) การปรับเพิ่มค่าเช่าร้อยละ 5 ทุก 3 ปี กคช. ได้จัดให้มีมาตรการชะลอการปรับขึ้นค่าเช่าดังกล่าวให้กับผู้เช่าในโครงการฯ ระยะที่ 1 และโครงการฯ ระยะที่ 2 จนถึงปี 2570 เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้อยู่อาศัยและเมื่อครบกำหนด กคช. จะพิจารณามาตรการชะลอการปรับขึ้นค่าเช่าต่อไป
2. การทบทวนและหารือร่วมกับผู้อาศัยเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการแผงการค้าและสถานที่ค้าขายให้มีความชัดเจน โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบสถานที่ค้าขายให้เข้ากับวิถีชุมชน
กคช. มีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่แผงร้านค้าให้ผู้ค้าขายรายเดิมสามารถขายได้
อย่างต่อเนื่องแต่อาจมีการย้ายหรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ค้าขายตามพื้นที่โครงการฯ
ที่พัฒนาไปตาระยะที่ กคช. ปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ใหม่แล้วเสร็จ โดยการกำหนดพื้นที่ตลาดสำหรับรองรับผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาของ กคช. เท่านั้น
เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเป็นพื้นที่ค้าขายถาวรของโครงการฯ ซึ่งได้มีการประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นของคู่สัญญาเช่าแผงร้านค้าและเป็นการเตรียมความพร้อมของทุกฝ่ายในการพัฒนาพื้นที่มาโดยตลอด สำหรับแผงร้านค้าที่ได้รับผลกระทบระหว่างการพัฒนาโครงการฯ กคช. ได้จัดพื้นที่ค้าขายชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ค้าขายอย่างเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ กคช. ได้มีการจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแผนแม่บทโครงการฯ (ฉบับปรับปรุง) โดยได้จัดประชุมเวทีสาธารณะเพื่อเป็นการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้อยู่อาศัยเกี่ยวกับการจัดพื้นที่รองรับแผงร้านค้าและบริการให้ทั่วถึง รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 วันที่ 15 วันที่ 17 และวันที่ 30 ตุลาคม 2568 มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย คู่สัญญาเช่าแผงร้านค้า คณะกรรมการชุมชนเคหะชุมชนดินแดง และตัวแทนผู้อาศัยของแต่ละอาคาร
3. การแก้ไขระเบียบการเคหะแห่งชาติว่าด้วยการให้เช่าโครงการชุมชนดินแดงและโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง พ.ศ. 2563 ข้อ 16 ให้มีการกำหนดเพดานการปรับขึ้นค่าเช่าที่ชัดเจนโดย
นำรายได้เฉลี่ยของประชาชนในแฟลตดินแดงมาเป็นฐานในการคำนวณ
1) ระเบียบฯ ได้กำหนดให้อัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5 หรือในอัตราที่ กคช. กำหนด ทุก 3 ปี ซึ่งเป็นแนวทางกำหนดเพดานการปรับขึ้นค่าเช่าที่ชัดเจนแล้วโดยเป็นไปตามกรอบแผนแม่บทโครงการฯ (พ.ศ. 2559 - 2567 ) ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 (ตามเอกสารแนบท้ายข้อ 4.8) ซึ่งตั้งแต่กรมประชาสงเคราะห์ได้โอนอาคารแฟลตดินแดงให้ กคช. ดูแลเมื่อปี 2516 จนถึงปัจจุบัน กคช. ไม่เคยมีการปรับเพิ่มค่าเช่า ยกเว้นกรณีการโอนสิทธิและการรับสิทธิการเช่าห้อง (ครั้งละ 300 บาท ซึ่งตามเงื่อนไขโอนสิทธิให้แก่ทายาทเท่านั้น) ทั้งนี้ โครงการฯ ดำเนินการเพื่อรองรับให้ผู้อยู่อาศัยเดิมได้มีสิทธิเข้าอยู่ในอาคารใหม่เป็นอันดับแรก (1 คน/ 1 ห้อง/ 1 สิทธิ) โดยไม่มีการจำกัดกลุ่มรายได้และอัตราค่าเช่าต่ำกว่าอัตราค่าเช่าปกติ รวมทั้งได้มีการสำรวจความเห็นจากผู้อยู่อาศัยเพื่อหาอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมที่สุดที่สุดที่ผู้อาศัยสามารถรับได้และผู้อยู่อาศัยเดิมเดือดร้อนน้อยที่สุด โดยกำหนดให้ผู้อยู่อาศัยเดิมที่เป็นคู่สัญญากับ กคช. ที่ประสงค์เข้าอยู่อาศัยในอาคารใหม่จ่ายค่าเช่าอัตราใหม่ ซึ่งเป็นอัตราต่อเดือนคือ อัตราค่าเช่าเดิมในปัจจุบัน (300 - 3,000 บาทต่อเดือน) รวมกับค่าบริหารจัดการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (การดำเนินโครงการฯ มีค่าบริหารจัดการเดือนละ 825 บาท โดยไม่มีการแบ่งเกณฑ์ตามกลุ่มรายได้) หากต้องแบ่งเกณฑ์ตามกลุ่มรายได้อาจมีผลกระทบหรือมีการต่อต้าน ซึ่ง กคช. เห็นว่าควรต้องหารือร่วมกันหลายภาคส่วน
2) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในการดำเนินโครงการฯ กคช. ได้ดำเนินการกระบวนการทางสังคมและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล การอยู่อาศัยของคู่สัญญา การประชุมรับทราบสิทธิการเข้าอยู่อาศัยในอาคาร การเลือกรับสิทธิการเช่า การจัดประชุมเตรียมความพร้อมการเข้าอยู่อาศัยในอาคารใหม่ การจับสลากเลือกชั้น/ห้อง หน้าที่และการคัดเลือกตัวแทนแฟลต การยื่นเอกสารการยืนยันสิทธิการเช่าและคำร้องขอรับสิทธิ์ครอบครัวขยาย การจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ และผู้อยู่อาศัย การกรอกแบบสำรวจข้อมูลการอยู่อาศัยเพื่อจัดทำฐานข้อมูลผู้อยู่อยู่อาศัยในโครงการฯ แต่ข้อมูลบางส่วน เช่น ข้อมูลรายได้ครัวเรือนได้มาจากแบบสำรวจแนบท้ายสัญญาจากการต่อสัญญาประจำปีแต่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนเนื่องจากเป็นการประมาณการรายได้ในครอบครัว และยังมีอีกหลายครัวเรือนที่ไม่ยินยอมให้ข้อมูลเนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอาจต้องใช้ระยะเวลา
4. การดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 3 – 4 (จำนวน 13,746 หน่วย เริ่มพัฒนาในปี 2567 - 2572) ให้คำนึงถึง
การออกแบบขนาดห้องให้เหมาะสมกับจำนวน
ผู้อยู่อาศัยมีความหลากหลายและเข้ากับวิถีชุมชนโดยให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยมีส่วนร่วมในการเนินการดังกล่าวด้วย
1) กคช. ดำเนินโครงการฯ โดยใช้งบประมาณจากแหล่งเงินกู้ทั้งหมดมีลักษณะเป็นโครงการขาดทุนและต้องรับภาระทั้งต้นทุนและดอกเบี้ย แต่จะมีผลทำให้
การเติบโตทางเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น รูปแบบขนาดที่อยู่อาศัยต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับงบประมาณการลงทุน คุณภาพชีวิต เพื่อสามารถขับเคลื่อนโครงการฯ ให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
2) การออกแบบขนาดพื้นที่ห้อง 33 ตารางเมตร กคช. ได้รับฟังความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 โดยในปี 2559 ได้สำรวจข้อมูลผู้อยู่อาศัยและความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการฯ และพิสูจน์ทราบผู้พักอาศัย รวมทั้งให้ข้อมูลการดำเนินงานโครงการฯ ซึ่ง กคช.
ได้สำรวจเป็นรายห้อง จำนวน 5,846 หน่วย (จำนวนห้องทั้งหมดที่จะย้ายเข้าอยู่
ในอาคารที่ก่อสร้างใหม่) จากผลสำรวจพบว่าผู้พักอาศัยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับขนาดท้อง 33 ตารางเมตร จำนวน 4,398 หน่วย (ร้อยละ 76.35) และได้จัดทำห้องตัวอย่างขนาด 33 ตารางเมตร ให้ผู้อยู่อาศัยใช้ประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ สำหรับ
ผู้อยู่อาศัยที่มีสมาชิกในครัวเรือนจำนวนมากสามารถขอสิทธิครอบครัวขยายได้
(ซึ่งจะให้สิทธิเช่าจำนวนห้องเพิ่มในราคาเริ่มต้น 3,000 บาท รวมกับค่าบริหารชุมชนเดือนละ 825 บาท)
3) การที่โครงการสร้างตึกสูงสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ออกแบบห้องขนาดประมาณ 33 ตารางเมตร มีเหตุผลทั้งด้านเศรษฐกิจ การออกแบบและการใช้งานจริง ดังนี้
3.1) ความเหมาะสมกับต้นทุนการก่อสร้างและราคาให้เช่า ห้องขนาด 33 ตารางเมตร เป็นจุดสมดุลระหว่างต้นทุนต่อหน่วยกับความสามารถในการเช่าของกลุ่มเป้าหมาย ห้องขนาดนี้สามารถให้เช่าได้ในระดับราคาที่ผู้มีรายได้น้อยถึง
ปานกลางสามารถเข้าถึงได้ ลดต้นทุนวัสดุ โครงสร้างระบบไฟฟ้า – ประปา และ
ค่าบำรุงรักษาในระยะยาว
3.2) เพิ่มจำนวนหน่วยต่อชั้นและใช้พื้นที่คุ้มค่า โครงการตึกสูงในเขตเมือง
มีราคาที่ดินสูง การทำห้องขนาด 33 ตารางเมตร ทำให้สามารถสร้างจำนวนหน่วย
ได้มากขึ้นในพื้นที่จำกัด ในราคาที่เข้าถึงได้
3.3) ลดค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยของผู้พักอาศัย ห้องขนาดเล็ก
ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าน้ำประปา ค่าดูแลรักษา ระบบปรับอากาศ และเฟอร์นิเจอร์ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนต่ำลง
3.4) เป็นขนาดมาตรฐานในโครงการเพื่อสังคมของภาครัฐ อาคารสูงเพื่อ
ผู้มีรายได้น้อยจะกำหนดพื้นที่ห้องอยู่ที่ขนาดประมาณ 30 – 33 ตารางเมตร เพราะถือว่าเพียงพอและประหยัด
4. เรื่อง รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อผลการวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน [กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี)]
คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อผลการวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) [กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี)] ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และแจ้งให้ ผผ. ทราบต่อไป รวมทั้งให้ พณ. กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป
เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีมีมติ (24 มิถุนายน 2568) รับทราบผลการวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของ ผผ. (กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินี) และให้ พณ. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กระทรวงแรงงาน (รง.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ พณ. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 พณ. ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ตามข้อ 2) สรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมได้ ดังนี้
ข้อเสนอแนะของ ผผ. เช่น
ผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/
ความเห็นในภาพรวม
(1) ให้กรมที่ดินกำชับและแจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติตามคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมที่ดินได้แจ้งสำนักงานที่ดินจังหวัดและสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อกำชับพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามคู่มือแนวทางปฏิบัติ
ตามมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยเคร่งครัด เช่น แนวทางการพิจารณาเกี่ยวกับ
การขอได้มาซึ่งที่ดินของคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว กรณีการรับโอนที่ดินโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
(2) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: Al) เพื่อประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ สำหรับตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายเป็นนอมินีและกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้พัฒนาและใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล (Intelligence Business Analytic System: IBAS) จากฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและฐานข้อมูลสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568
เพื่อช่วยในการป้องกันและปราบปรามนอมินี
(3) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พณ. รง. กรมที่ดิน ตร. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสรรพากร สำนักงาน ปปง. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานร่วมกัน
เพื่อแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินีของคนต่างด้าวทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและรูปแบบนิติบุคคล
มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น
ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้า
และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหา
การใช้คนไทยเป็นนอมินี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ซึ่งได้กำหนดแผนการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) 3 ระยะ ได้แก่
1) แผนระยะสั้น บูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง สำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบ ปราบปราม และดำเนินคดีในกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเป็นนอมินี
2) แผนระยะกลาง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และนำระบบ IEAS มาช่วยในการป้องกันและปราบปรามนอมินี และ 3) แผนระยะยาว กำหนดความทางกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นความผิดมูลฐานภายใต้กฎหมายของสำนักงาน ปปง.
- ตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจ อำพรางของคนต่างด้าว เพื่อกำหนดแนวทางสอบสวน สอบสวนหรือตรวจสอบพฤติกรรมการประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทย
(3) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พณ. รง. กรมที่ดิน ตร. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสรรพากร สำนักงาน ปปง. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินีของคนต่างด้าวทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและรูปแบบนิติบุคคล (ต่อ)
เป็นนอมินีและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดสำหรับธุรกิจ 6 ประเภท ได้แก่ 1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3) ธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ขนส่ง และคลังสินค้า 4) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร 5) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และ 6) ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมที่ดินได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding MoU) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อบูรณาการการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลและคนต่างด้าวที่อาจเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ เห็นควรให้สภาวิชาชีพบัญชีมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินี เนื่องจากมีสำนักงานบัญชีบางแห่งให้การสนับสนุนธุรกิจนอมินี
(4) ให้ ตร. และกรมสอบสวนคดีพิเศษเฝ้าระวัง ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้องต่อไป
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ร่วมลงนาม MOU การป้องกันและปราบปราม ปัญหาการเปิดบัญชีม้าของนิติบุคคลและการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบ
พบนิติบุคคลที่เป็นนอมินีถือครองที่ดินและสังหาริมทรัพย์ของคนต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี รวม 72 ไร่ ซึ่งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอยู่ระหว่างการดำเนินคดี
(5) ให้กรมป่าไม้กำหนดมาตรการหรือหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบนอมินีสำหรับผู้ยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและให้ความร่วมมือในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
กรมป่าไม้ได้ดำเนินการ เช่น
กำหนดหลักเกณฑ์ ประเภทผู้ได้รับการจัดที่ดินคุณสมบัติผู้ได้รับการจัดที่ดิน แนวทางดำเนินงานและข้อกำหนดการใช้ที่ดิน เพื่อตรวจสอบผู้ยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการจัดที่ดิน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
ออกระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยผู้ยื่นขออนุญาต
(5) ให้กรมป่าไม้กำหนดมาตรการหรือหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบนอมินีสำหรับผู้ยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและให้ความร่วมมือในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป (ต่อ)
เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ทั้งนี้ หากตรวจพบว่า มีการปกปิดข้อมูลหรือใช้เอกสารเท็จประกอบการพิจารณาจะยกเลิกการอนุญาตและให้ผู้รับอนุญาตหยุดดำเนินการในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตทันที
กำหนดมาตรการตรวจสอบติดตามการใช้พื้นที่ที่ได้รับอนุญาต และได้มีการนำเทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศและอากาศยานไร้คนขับมาใช้ในการสำรวจการถือครองที่ดิน การตรวจติดตามการใช้ประโยชน์ และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในลักษณะแปลงขนาดใหญ่
(6) ให้ มท. พิจารณาสั่งการให้ทุกจังหวัดใช้มาตรการเชิงบริหารเชิงรุก และตั้งคณะทำงานขับเคลื่อน
การป้องกันและปราบปรามการถือครองที่ดินแทน
คนต่างด้าวทั้งในรูปแบบนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา
ในพื้นที่ชุมชนเมือง พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่การเกษตร ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง ติดตามประเมินผลและรายงานความก้าวหน้าทุกระยะต่อไป และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินีโดยแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีกรรมการ
จากตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ ตัวแทนภาคประชาชนสังคม และสมาคม เป็นกลไก
มท. ได้ดำเนินการ เช่น
สั่งการให้จังหวัดดำเนินการกรณีมีเหตุสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว และหากมีการซื้อขายที่ดินในท้องที่ของตนที่เป็นการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวให้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเพื่อดำเนินการตรวจสอบและสอบสวน ทั้งนี้ หากที่ดินอยู่นอกเขต กทม. ให้จังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและสอบสวนหรือหากที่ดินอยู่ในเขต กทม. ให้อธิบดีกรมที่ดิน แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงให้ยุติพร้อมทั้งรายงานให้ มท. ทราบแจ้งให้จังหวัดและสำนักงานที่ดิน กทม. ตรวจสอบว่า นิติบุคคลมีการเพิ่มทุนของคนต่างด้าวหรือเพิ่มจำนวนผู้ถือหุ้นที่เป็นคนต่างด้าวจนกลายเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 97 หรือมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ และรายงานกรมที่ดินทราบทุกสามเดือน
(7) ให้ กษ. ดำเนินการ ดังนี้
(7.1) ส่งเสริมขีดความสามารถของคนไทยในการทำธุรกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันกับชาวต่างชาติและสามารถส่งออกผลผลิตไปยังต่างประเทศได้
(7.2) สั่งการให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัดที่มีการทำการเกษตรทั้งนาข้าวและสวนผลไม้ใช้มาตรการเชิงบริหารเชิงรุก ป้องกันและปราบปรามมีมาตรการเฝ้าระวังเขตที่ดิน เพื่อติดตามกลุ่มทุนที่เข้าข่ายใช้คนไทยที่เป็นเกษตรกรเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจด้านการเกษตรและที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และติดตามประเมินผลและรายงานความก้าวหน้าในทุกระยะต่อไป
กษ. ได้ตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินและการถือครองที่ดินอย่างต่อเนื่องและแจ้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดให้ร่วมดำเนินการตรวจสอบด้วย และหากพบการถือครองหรือครอบครองที่ดินของคนต่างด้าวหรือนอมินีจะแจ้งผลการตรวจสอบไปยังสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
(8) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามปฏิบัติการพิทักษ์สมุย เช่น
(8.1) ให้ กอ.รมน. ภาค 4 ปราบปรามผู้กระทำความผิดขั้นเด็ดขาดตามปฏิบัติการพิทักษ์สมุย เพื่อทวงคืนที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และให้ กอ.รมน. สนับสนุนการทำงานของ กอ.รมน. ภาค 4
(8.2) ให้ สกท. พิจารณาให้ข้อมูลคำแนะนำการลงทุนแก่นักลงทุน และให้ความรู้ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจที่ไม่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(8.3) ให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีกำชับเทศบาลนคร เกาะสมุยออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามกฎหมายตรวจสอบและปราบปรามการประกอบกิจการสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กอ.รมน. ภาค 4 พบการกระทำความผิดในพื้นที่ห้ามก่อสร้าง จำนวน 93 คดี และได้แจ้งให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการตรวจสอบพื้นที่ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้วย
กอ.รมน ภาค 4 มีความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
เช่น 1) การบังคับใช้กฎหมายของส่วนราชการยังไม่มีประสิทธิภาพ และ2) ควรมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติงานป้องกันและปราบปราม โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเกาะสมุย
สกท. ได้จัดตั้งศูนย์บริการการลงทุนเพื่อให้ข้อมูลคำปรึกษา และแนะนำ แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจที่ไม่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
(9) ให้สภาทนายความกำหนดจริยธรรม สำหรับทนายความ โดยไม่ให้ร่วมมือกับคนไทยคนต่างด้าว หรือนิติบุคคลต่างด้าว หากมีการให้คำแนะนำให้คำปรึกษา หรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นลักษณะของนอมินี ให้สภาทนายความพิจารณาเป็นความผิดร้ายแรงต่อไป
สภาทนายความได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริง จะดำเนินการสั่งลงโทษต่อไป
(10) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542 และดำเนินการในด้านอื่น ๆ เช่น มาตรา 4 ควรแก้ไขนิยามของคำว่าคนต่างด้าวตัวแทนอำพราง ธุรกิจอำพรางให้มีความชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น มาตรา 35 และ 36 เพิ่มอัตราโทษจำคุกและโทษปรับให้สูงขึ้น รวมทั้งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามการตั้งตัวแทนอำพรางและเพิ่มอำนาจให้สามารถตรวจสอบและจับกุม
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้แต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542 เพื่อศึกษา วิเคราะห์ การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวมถึงการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ 2542 และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องซึ่งขณะนี้
อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพื่อแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติดังกล่าว
(11) ให้กรมที่ดินพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้
(11.1) เพิ่มโทษจำคุกและโทษปรับแก่คนต่างด้าว
ที่กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน
(11.2) กรณีคนต่างด้าวที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สมควรจะได้รับเงินคืน
จากการจำหน่ายที่ดินตามมาตรา 94 แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน และควรที่จะยึดที่ดินดังกล่าวให้ตกเป็น
ของแผ่นดิน
กรมที่ดินอยู่ระหว่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดินในประเด็นดังกล่าว
12) ควรออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าวเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการติดตาม ตรวจสอบ ศึกษา และประมวลผลการกระทำที่เข้าข่ายธุรกรรมอำพราง โดยควรมีสาระสำคัญครอบคลุมในเรื่องต่าง ๆ เช่น แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมการทำธุรกรรมลักษณะตัวแทน อำพราง (คณะกรรมการฯ) ระดับชาติและระดับจังหวัดกำหนดให้มีหน่วยงานหลักเพื่อบูรณาการข้อมูลและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พณ. อยู่ระหว่างยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พ.ศ. ….
(13) ควรจัดทำกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพื่อใช้บังคับในการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินีที่มีสาระสำคัญ เช่น กำหนดหลักการให้มีกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดลักษณะตัวแทนอำพราง กำหนดโครงสร้างการบริหารงานของกฎหมาย ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการฯ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่และอำนาจเสนอนโยบายและมาตรการป้องกันการทำธุรกรรมอันมีลักษณะตัวแทนอำพรางต่อคณะรัฐมนตรีรวมทั้งตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานตัวแทนอำพราง และ 2) หน่วยงานสนับสนุนงานของคณะกรรมการฯ โดยให้จัดตั้งสำนักงานควบคุมการทำธุรกรรมลักษณะตัวแทนอำพราง โดยเป็นส่วนราชการที่มีสถานะ เป็นนิติบุคคลที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีกระทรวง หรือทบวง และปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ
คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร อยู่ระหว่างศึกษาการยกร่างกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของ ผผ. ให้คณะกรรมาธิการกฎหมายและการยุติธรรมและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปทั้งนี้ เนื่องจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 จึงทำให้การศึกษาร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการดังกล่าวเป็นอันหยุดไป
5. เรื่อง การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คณะกรรมการฯ) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติและรับทราบตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ตามมติที่ประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ดังนี้
1.1 อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ (แผนฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ประกอบด้วย(1) แผนการก่อหนี้ใหม่ ปรับเพิ่มสุทธิ 52,076.12 ล้านบาท จากเดิม 1,207,306.75 ล้านบาท เป็น 1,259,382.87 ล้านบาท และ (2) แผนการชำระหนี้ ปรับเพิ่มสุทธิ 30,469.30 ล้านบาท จากเดิม 503,056.95 ล้านบาท เป็น 533,526.25 ล้านบาท
1.2 อนุมัติการบรรจุโครงการพัฒนา โครงการ และรายการเพิ่มเติมในการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 จำนวน 18 โครงการ/รายการ
1.3 อนุมัติให้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ (Debt Service Coverage Ratio : DSCR) ต่ำกว่า 1 เท่า สามารถกู้เงินและบริหารหนี้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 โดยให้ รฟท. รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการ รวมทั้งเห็นควรให้หน่วยงานที่บรรจุกรอบวงเงินกู้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 เร่งรัดการดำเนินการตามแผนฯ ดังกล่าวด้วย
1.4 รับทราบการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ได้แก่ แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับลดสุทธิ 232,484.05 ล้านบาท จากเดิม 1,876,915.14 ล้านบาท เป็น 1,644,431.09 ล้านบาท
2. อนุมัติการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อการก่อหนี้ใหม่ การกู้มาและการนำไปให้กู้ต่อ การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่สอง พ.ศ. 2545 และมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 รวมทั้งขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการ พัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้กรอบวงเงินของการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 และให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน การค้ำประกันและการบริหารความเสี่ยงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คณะกรรมการฯ) ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ (แผนฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 โดยมีการปรับเพิ่มวงเงิน 2 แผน ได้แก่ (1) แผนการก่อหนี้ใหม่ปรับเพิ่ม 52,076.12 ล้านบาท และ (2) แผนการชำระหนี้ปรับเพิ่ม 30,469.0 ล้านบาท และปรับลดวงเงิน 1 แผน ได้แก่ แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับลด 232,484.05 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
รายการ
วงเงินเดิม
ตามมติคณะรัฐมนตรี
(30 กันยายน 2568)
วงเงิน
ปรับปรุงในครั้งนี้
การเปลี่ยนแปลง
เพิ่ม/(ลด)
1. แผนการก่อหนี้ใหม่
1,207,306.75
1,259,382.87
52,076.12
1.1 รัฐบาล
1,116,482.53
1,157,761.99
41,279.46
1.2 รัฐวิสาหกิจ
89,952.88
100,749,54
10,796.66
1.3 หน่วยงานอื่นของรัฐ
871.34
871.34
0.00
2. แผนการบริหารหนี้เดิม
1,876,915.14
1,644,431.09
(232,484.05)
2.1 รัฐบาล
1,735,567.86*
1,526,300.81*
(209,267.05)
2.2 รัฐวิสาหกิจ
139,474.28
116,257.28
(23,217.00)
2.3 หน่วยงานอื่นของรัฐ
1,873.00
1,873.00
0.00
3. แผนการชำระหนี้
503,056.95
533,526.25
30,469.30
3.1 แผนการชำระหนี้ของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
421,864.43
421,864.43
0.00
3.2 แผนการชำระหนี้จากแหล่งเงินอื่น ๆ
81,192.52
111,661.82
30,469.30
การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้ มีสาระสำคัญ เช่น (1) เงินกู้ในประเทศปรับเพิ่ม 33,222.66 ล้านบาทเพื่อรองรับความก้าวหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าชานเมือง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 8 โครงการ รวมวงเงิน 28,920 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) (2) เงินกู้ต่างประเทศปรับเพิ่ม 18,853.46 ล้านบาท จากการบรรจุโครงการใหม่ในแผนฯ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานได้แก่ โครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV และห้องปฏิบัติการวงเงิน 12,359.46 ล้านบาท และโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน วงเงิน 6,494 ล้านบาท (3) การปรับเพิ่มแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 35,486 ล้านบาท และ (4) การปรับลดวงเงินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 226,972.88 ล้านบาท และการปรับเพิ่มวงเงินบางส่วนสำหรับการบริหารความเสี่ยงหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 - 2573 เพื่อกระจายภาระหนี้และรองรับการออกพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต นอกจากนี้ การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้มีโครงการพัฒนา โครงการ และรายการที่ขอบรรจุเพิ่มเติมและต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี จำนวน 18 โครงการ/รายการ และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ ต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ รฟท. (0.48 เท่า) ที่ต้องเสนอขออนุมัติการกู้เงินต่อคณะรัฐมนตรี และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 19 แห่ง ที่ต้องขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่อคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ คาดการณ์ว่า ระดับประมาณการหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายหลังการปรับปรุงแผนฯ จะอยู่ที่ร้อยละ 68.48 (กรอบไม่เกินร้อยละ 70) และยังอยู่ภายในกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
2. กระทรวงการคลัง (กค.) พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เนื่องจากโครงการและรายการที่บรรจุในการปรับปรุงแผนฯ ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการและกำหนดแหล่งเงินไว้ชัดเจนแล้ว อีกทั้งวงเงินที่เสนอไม่เกินกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ ประกอบกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ (สงป.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง/เห็นควรอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น สงป. เห็นว่า กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำกับ ติดตาม และเร่งรัดหน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการและเบิกจ่ายเงินกู้ให้สอดคล้องและบรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนที่กำหนดไว้ และ ธปท. เห็นว่าควรมีการพิจารณาการระดมทุนให้อยู่ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ และเร่งรัดให้เกิดการลงทุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติ เห็นชอบ และรับทราบได้ตามที่เห็นสมควร
3. โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามข้อ 15 ของระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้กรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะระหว่างปี ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพิจารณาความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยกรณีไม่เกินกรอบวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ และกรณีเกินกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือกรณีโครงการพัฒนาหรือโครงการที่ไม่ได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ให้เสนอคณะกรรมการฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ จึงเข้าข่ายเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
* แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐบาลในแผนฯ ประจำปีงประมาณ พ.ศ. 2569 มีวงเงินรวม 1,735,567.85 ล้านบาท ประกอบด้วย หนี้ในประเทศ 1,683,006.37 ล้านบาท และหนี้ต่างประเทศ 52,561.49 ล้านบาท โดยการปรับปรุบปรุงแผนฯ ในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะหนี้ในประเทศเท่านั้น จากเดิม 1,683,006.37 ล้านบาท เป็น 1,473,739.32 ล้านบาท (ปรับลด 209,267.05 ล้านบาท) ส่งผลให้วงเงินรวมของแผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐบาลปรับลด จากเดิม 1,735,567.85 ล้านบาท เป็น 1,526,300.81 ล้านบาท
6. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน (โครงการฯ) (มาตรการฯ) ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน (โครงการฯ) (มาตรการฯ) โดยมีข้อเสนอแนะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เช่น กำกับดูแลให้สถานศึกษาในสังกัดดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติในการจัดหาอาหารกลางวันของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐอย่างเคร่งครัด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ควรกำกับดูแลให้หน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สพฐ. สถ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบกำกับ และติดตามการดำเนินงานโครงการฯ รวมทั้งบูรณาการกลไกการตรวจสอบระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะ ต่อคณะรัฐมนตรีและเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรค ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป ทั้งนี้ ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ครบกำหนดวันที่ 3 พฤษภาคม 2569) จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
7. เรื่อง ข้อเสนอแนะกรณีกองทุนยุติธรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีกองทุนยุติธรรม ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าวและให้กระทรวงยุติธรรมสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กสม. ได้ติดตามสถานการณ์การเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนพบว่า การดำเนินงานของกองทุนยุติธรรมซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 มีแนวทางการปฏิบัติงานและหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอรับความช่วยเหลือที่ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกองทุนยุติธรรม ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมกัน
2. กสม. ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ดำเนินการ ดังนี้
2.1 แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาพฤติกรรมและข้อเท็จจริง ของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือ เช่น “ต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” เพื่อไม่ให้เป็นการตัดสินคดีของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือทั้งที่ศาลยังไม่มีการพิจารณาพิพากษาคดี อันขัดกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 11 (1) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 วรรคสอง
2.2 แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 ตามมาตรา 28 (2) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพิจารณาข้อมูลของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลืออย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน
2.3 แก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 มาตรา 28 (2) กรณีการพิจารณาฐานะของผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ได้รับการเยียวยาโดยไม่มีเงื่อนไขฐานะทางเศรษฐกิจ
2.4 แก้ไขปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2559 ข้อ 9 (3) โดยให้พิจารณาคำขอรับความช่วยเหลือของจำเลยในกรณีที่ “ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง” เพราะเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยหรือเหตุผลอื่นใด เพื่อให้สอดคล้องตามหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
2.5 ยกเลิกแนวทางการพิจารณาจ่ายค่าเยียวยาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ครั้งที่ 7/2560 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ที่กำหนดให้พิจารณาเจตนาของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำว่าต้องเป็นผลจากการจงใจกลั่นแกล้งหรือดำเนินการโดยไม่มีอำนาจเท่านั้น เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบของรัฐซึ่งมีหน้าที่เยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเจตนาของเจ้าหน้าที่
2.6 เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือหรือคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัด ที่ไม่อนุมัติความช่วยเหลือ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยเฉพาะอีกชั้นหนึ่งเพื่อไม่ให้มีการทบทวนคำสั่งโดยคณะอนุกรรมการชุดเดิม ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการควบคุมตรวจสอบคำสั่งทางปกครอง
2.7 แยกประเภทบัญชีทนายความตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้กองทุนยุติธรรมสามารถจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้อย่างเหมาะสมตามประเภทคดี
2.8 ปรับปรุงสัดส่วนองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนให้สมดุลกัน
3. เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) ประกอบมาตรา 33 และมาตรา 42 จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (1)
8. เรื่อง รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กรณีกฎกระทรวงการดำเนินการเพื่อบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2565 ประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ เพื่อนำผู้เสพหรือผู้ติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด
คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กรณีกฎกระทรวงการดำเนินการเพื่อบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2565 ประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เพื่อนำผู้เสพหรือผู้ติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป
เรื่องเดิม
1. กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ประกาศสำนักงาน ป.ป.ส. เรื่อง กำหนดแบบบันทึกการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในร่างกาย การตรวจสอบพฤติการณ์และสอบถามความสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา พ.ศ. 2565 และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เพื่อนำผู้เสพหรือผู้ติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นระเบียบที่ขัดหรือแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชนและเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติด เช่น การให้อำนาจเจ้าพนักงานนำตัวผู้ที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพให้อยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราวได้ ซึ่งขัดต่อหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
2. กสม. มีข้อเสนอแนะให้ ยธ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ รวมถึงมาตรการ หรือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
3. คณะรัฐมนตรีมีมติ (8 กรกฎาคม 2568) รับทราบข้อเสนอแนะของ กสม. ในเรื่องดังกล่าวตามที่ กสม. เสนอ และมอบหมายให้ ยธ. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับ มท. สธ. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้ ยธ. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ยธ. โดย สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มท. สธ. และ ตช. เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 โดยมีสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม ดังนี้
ข้อเสนอแนะของ กสม.
สรุปผลการพิจารณาในภาพ
1. ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
1.1 มอบหมาย ยธ. โดยสำนักงาน ป.ป.ส. หารือ
ร่วมกับ สธ. กำหนดมาตรการให้มีหน่วยงานอิสระหรือหน่วยงานอื่นควบคุมหรือถ่วงดุล เพื่อตรวจสอบและป้องกันการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงาน (เช่นกรณีข้อ 16 วรรคสอง
ของกฎกระทรวงการดำเนินการเพื่อบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้การให้ผู้ที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ากระทำความผิดฐาน
เสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพอยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราวให้กระทำ
ในสถานที่ราชการหรือสถานที่อื่นใด ซึ่งเจ้าพนักงานเห็นสมควรนั้น โดยที่ยังไม่มีการกำหนดมาตรการหรือกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติของ
เจ้าพนักงาน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจเกินสมควร)
กฎกระทรวงการดำเนินการเพื่อบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2565 บัญญัติให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการกับบุคคลผู้มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ากระทำความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ โดยในทางปฏิบัติ
พนักงานฝ่ายปกครองจะส่งตัวบุคคลที่อยู่ในการดูแลเป็นการชั่วคราว (แต่ต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย) ไปยังที่ว่าการอำเภอ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการสอบถามและตรวจสอบ เพื่อทราบชื่อ อาชีพ ที่อยู่ ประวัติของบุคคล และส่งตัวผู้นั้นไปให้พนักงานสอบสวนเพื่อตรวจสอบก่อนส่งผู้นั้น ตัวอย่างปัสสาวะ บันทึกผลการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดเบื้องต้น ไปยังสถานพยาบาลยาเสพติด
หรือศูนย์คัดกรองต่อไป และในการตรวจสอบข้อมูลจะดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐอีกหน่วยหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎกระทรวง ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานอิสระหรือหน่วยงานอื่นมาควบคุมหรือถ่วงดุล
1.2 ให้ สธ. จัดทำรายชื่อสถานพยาบาล
หรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของผู้เสพ หรือผู้ครอบครองเพื่อเสพในการเลือกเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ
สธ. ได้จัดทำรายชื่อสถานพยาบาล หรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่มีมาตรฐาน และจะได้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในเว็บไซต์ของ สธ. ต่อไป
1.3 ให้ ยธ. หารือกับ สธ. และ มท. ในการเปลี่ยนมาตรการลงโทษเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นการใช้นโยบายที่มีพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน
และสาธารณสุข
- ประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด
โดยนำมาตรการด้านสาธารณสุขมาใช้แทนการลงโทษหรือการดำเนินคดี มุ่งเน้นการนำผู้เสพ หรือผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยมี สาระสำคัญ คือ
1. ผู้เสพที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาจนได้
รับการรับรองเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาให้ผู้นั้นไม่มีความผิด
2. ให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีโดยคำนึงถึง
การสงเคราะห์ให้จำเลยเลิกเสพยาเสพติดโดย
การบำบัดรักษายิ่งกว่าการลงโทษ
3. ให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายอาญา (เช่น กักกัน คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล) หรือนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติข้อเดียวหรือหลายข้อ (เช่น ให้ไปรับการบำบัดรักษา ให้เข้ารับการฝึกอบรม) มาใช้แทนการลงโทษ
4. หากจำเลยสำนึกในการกระทำโดยตกลงเข้ารับการบำบัดรักษา หากศาลเห็นสมควร ให้ส่งตัวจำเลยไปสถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษา
- ได้มีการจัดทำคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2567 โดยมีสาระสำคัญให้ศาลคำนึ่งถึงการสงเคราะห์จำเลยเข้ารับการบำบัดรักษายิ่งกว่าการลงโทษ โดยใช้กลไกนักจิตวิทยา/นักสังคมสงเคราะห์ในคลินิก ให้คำปรึกษาด้านจิตสังคม แม้ว่าจำเลยอาจเคยเข้ารับการบำบัดรักษามาแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จหรือเคยถูกต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลอาจส่งตัวจำเลยเข้ารับการบำบัดรักษาได้ รวมทั้งให้มีการใช้กลไกให้พนักงานคุมประพฤติเป็นผู้ดำเนินการแสวงหา ข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ในการใช้ดุลยพินิจของศาล ดังนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติด จึงมีการนำมาตรการ ด้านสาธารณสุขมาใช้แทนการลงโทษ เพื่อแก้ไข ปัญหาผู้เสพยาเสพติดแล้ว
2. ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
2.1 มอบหมาย ยธ. โดยสำนักงาน ป.ป.ส. หารือ
ร่วมกับ สธ. แก้ไขมาตรา 115 (6) แห่งประมวล
กฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 กรณีให้บุคคลอยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้หากจำเป็นต้องคงบทบัญญัติดังกล่าวไว้ให้กำหนดแนวปฏิบัติหรือหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงให้ชัดเจนว่า กรณีใดบ้างที่สามารถให้บุคคลไปอยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราวได้และกำหนดสถานที่ซึ่งใช้ดูแลเป็นการชั่วคราวพร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในสถานที่นั้นด้วย
- มาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด
บัญญัติให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการกับบุคคล ผู้มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า กระทำความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพเพื่อประโยชน์ในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อรองรับการดำเนินการตามมาตรา114 ทำให้การดำเนินการกับผู้ติดยาเสพติดของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีขอบเขตอำนาจและวิธีการดำเนินการที่ชัดเจนแยกต่างหากจากอำนาจในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- สำหรับประเด็นการติดตั้งกล้องวงจรปิดในสถานที่ดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ส. จะนำไปกำหนดเพิ่มเติมในแนวทางการปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจต่อไป
2.2 ให้ ยธ. โดยสำนักงาน ป.ป.ส. แก้ไขบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประกาศสำนักงาน ป.ป.ส.
เรื่อง กำหนดแบบ ปยส. 115 ดังนี้
(1) ตัดข้อความในส่วนที่ 3 ย่อหน้าสุดท้าย
ของแบบ ปยส. 115 ออก
(2) เพิ่มข้อความในส่วนที่ 4 ของแบบ ปยส. 115 เป็น “กรณีไม่มารายงานตัวและรับการคัดกรองในวัน |และเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนด โดยไม่มีเหตุจำเป็นและไม่มีเหตุผลอันสมควรจะถือว่าไม่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาและจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย…”
สำนักงาน ป.ป.ส. จะรวมข้อความย่อหน้าสุดท้ายของส่วนที่ 3 และส่วนที่ 4 ของแบบ ปยส. 115 เป็น “ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ไปเข้ารับการบำบัดรักษาหลบหนี้ หรือไม่ได้รับการรับรองเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่พอใจ หากเจ้าพนักงานตรวจพบว่าเสพหรือครอบครองเพื่อเสพอีก อาจถูกพิจารณาว่า มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
แก่ผู้อื่นหรือสังคม และให้เจ้าพนักงานผู้พบตัวใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี”
2.3 ให้ ยธ. โดยสำนักงาน ป.ป.ส. แก้ไขแนวทางปฏิบัติหัวข้อการพิจารณาพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิด เพื่อการดำเนินคดี หรือเพื่อส่งตัวไปเข้ารับการบำบัดรักษาประมวลกฎหมายยาเสพติด (การตั้ง ข้อกล่าวหา) โดยวางหลักเกณฑ์กรณีดังกล่าว
ให้ชัดเจนก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ทั้งนี้ ให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือกระบวนการมีส่วนร่วมกับหน่วยงาน ด้านการสาธารณสุขและผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดตลอดจนหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้องด้วย
แนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. มีการกำหนดรายละเอียดพฤติการณ์ที่ชัดเจนแล้วโดยจะมีการปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะ เช่น
- การจัดเตรียมสถานที่ในการให้ผู้ต้องสงสัยว่าเสพหรือครอบครองเพื่อเสพอยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราว ต้องจัดให้มีการบันทึกภาพแบบวิดีโอตลอดระยะเวลา ที่อยู่ในความดูแล
- ปรับแก้ไขข้อความ จาก “กรณีที่เคยถูกเจ้าพนักงานตรวจพบและสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 114 มาก่อนแต่ปรากฏภายหลังว่า ไม่ให้ความร่วมมือหรือหลบหนี้ให้ถือว่า มีพฤติกรรมต้องห้าม และให้เจ้าพนักงาน ผู้พบตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี” เป็น “กรณีที่เคยถูกเจ้าพนักงานตรวจพบและสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 114 มาก่อน แต่ปรากฏภายหลังว่า ไม่ให้ความร่วมมือหรือหลบหนี อาจถูกพิจารณาว่ามีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคมและให้เจ้าพนักงานผู้พบตัวใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี”
ต่างประเทศ
9. เรื่อง ร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation Agreement: CMIM Agreement) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. .…
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation Agreement: CMIM Agreement) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. .… (ร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)
2. อนุมัติการลงนามในร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และมอบหมายให้
2.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทน และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้แทนลงนามในร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
2.2 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้แทนลงนามในหนังสือยืนยันการสมทบเงินตามวงเงินที่ผูกพันของแต่ละประเทศสมาชิก
2.3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนลงนามในหนังสือรับทราบการขอรับความช่วยเหลือและหนังสือยืนยันการปฏิบัติตามเงื่อนไขของความตกลงเมื่อประเทศไทยขอรับความช่วยเหลือภายใต้ความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
2.4 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือผู้แทนลงนามในหนังสือให้ความเห็นทางกฎหมายเมื่อประเทศไทยขอรับความช่วยเหลือภายใต้ความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 28 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะกิจของความตกลง CMIM โดยขอให้ประเทศสมาชิกดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่ออนุมัติการแก้ไขสัญญาและลงนามในความตกลง CMIM ฉบับปรับปรุงและหนังสือแนบท้ายให้แล้วเสร็จภายในปี 2568
2. เรื่องนี้กระทรวงการคลัง (กค.) ขอนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติการลงนามในร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation Agreement: CMIM Agreement) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. …. (ความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมความตกลง CMIM ฉบับปัจจุบันที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยสาระสำคัญของแก้ไขในครั้งนี้คือ (1) การเพิ่มกลไกการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแบบเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิก ที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินจากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ได้รวดเร็วขึ้น และ (2) การปรับปรุงการดำเนินงานของ CMIM ใน 2 ประเด็น ได้แก่ การให้สมาชิกสามารถต่ออายุการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สมาชิกก่อนการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และเพิ่มนิยามของคำว่า “วันทำการ (Business Day)” (วันทำการของธนาคาร) ในกรณีที่สมาชิกกู้ยืมเงินในสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อให้มีความชัดเจนสำหรับการนับระยะเวลาของธุรกรรมโดยที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 28 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 มีมติเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมของความตกลง CMIM ด้วยแล้ว ทั้งนี้ ร่างความตกลง CMIM ฉบับนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของวงเงินความช่วยเหลือ ซึ่งมีจำนวน 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินสมทบในส่วนของประเทศไทยจำนวน 9,104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเท่าเดิม ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อสมทบในกลไก CMIM ตามจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว ทั้งนี้ ร่างความตกลง CMIM ดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ 7 วันหลังจากวันที่ภาคีทั้งหมดลงนามครบแล้ว ซึ่ง ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 และผู้ว่าการธนาคารกลางของภาคีสมาชิก (รวมเขตบริหารพิเศษฮ่องกง) ได้ลงนามในร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จำนวน 12 ภาคี จากทั้งหมด 27 ภาคี
3. โดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทยจึงเข้าข่ายเป็นเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ประกอบกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ธปท. พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นชอบ ส่วนสำนักงานอัยการสูงสุดยืนยัน ตามความเห็นเดิม (ตามข้อ 4.) สำหรับประเด็นมาตรา 169 และมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กต. มีความเห็นสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และหาก กค. พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือไม่ก่อให้เกิดความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี และไม่ขัดต่อเงื่อนไขอื่นใด ก็สามารถเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ซึ่ง กค. ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและสอดคล้องตามแนวปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568
4. สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้ตรวจพิจารณาร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้วมีความเห็นว่า ร่างความตกลง CMIM ดังกล่าวได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจากความตกลง CMIM ฉบับปัจจุบันซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดในทางปฏิบัติและประเด็นทางเทคนิคเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามที่พหุภาคีได้เจรจาตกลงกัน ทั้งนี้ หาก กค. และ ธปท. ซึ่งเป็นคู่ภาคีในร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถยอมรับและปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้ อส. ก็ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมประการอื่น สำหรับหนังสือแนบท้ายที่มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้นเห็นว่า เพื่อให้สอดรับกับร่างความตกลง CMIM ฉบับนี้เท่านั้น โดยไม่มีข้อกำหนดที่ก่อให้เกิดภาระหน้าที่เพิ่มเติมเกินไปกว่าที่กำหนดตามความตกลง CMIM อส. จึงไม่มีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนนี้เช่นเดียวกัน
แต่งตั้ง
10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเสนอแต่งตั้ง นายปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน กปร. ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง นางสาวจิรัสยา พีรานนท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับและนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี(นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
13. เรื่อง ขอความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไปและไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว
- 006