โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

แฮร์รี ฮาร์โลว์ นักวิจัยหัวขบถผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องความรัก ความผูกพันของสิ่งมีชีวิต

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
แฮร์รี ฮาร์โลว์ นักวิจัยหัวขบถผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องความรัก กับการปฏิวัติองค์ความรู้เรื่องความผูกพันของสิ่งมีชีวิต

แฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 20 โดยเขาเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับความรักและความผูกพันระหว่างแม่และลูก งานวิจัยของเขาได้ท้าทายกรอบคิดหลักของจิตวิทยาในยุคนั้น และวางรากฐานให้กับทฤษฎีความผูกพันสมัยใหม่ แม้ผลงานจะก่อให้เกิดประโยชน์เชิงวิชาการอย่างมหาศาล แต่ก็เป็นที่ถกเถียงอย่างรุนแรงในประเด็นด้านจริยธรรมการวิจัยในสัตว์ทดลอง

การท้าทายพฤติกรรมนิยมในวงการจิตวิทยา
ในช่วงทศวรรษ 1950 วงการจิตวิทยาสหรัฐอเมริกาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ซึ่งเสนอภาพว่า พฤติกรรมมนุษย์เป็นผลจากกระบวนการเรียนรู้ผ่านการเสริมแรง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐาน เช่น อาหารและความอบอุ่น โดยนักจิตวิทยาอย่าง จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) และ บี.เอฟ. สกินเนอร์ (B.F. Skinner) มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดดังกล่าว
ผ่านทฤษฎีที่เรียกว่า Cupboard Love เสนอว่า เด็กผูกพันกับมารดาเพราะมารดาเป็นแหล่งอาหาร มิใช่เพราะปัจจัยทางอารมณ์ ฮาร์โลว์เห็นว่าคำอธิบายดังกล่าวไม่เพียงพอ จึงออกแบบการทดลองเพื่อทดสอบข้อสมมติฐานนี้อย่างเป็นระบบ
การทดลองแม่ตัวแทนและแนวคิด Contact Comfort
แฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) นักวิจัยหัวขบถได้ลุกขึ้นมาท้าทายแนวคิดเดิม โดยในปี 1958 ฮาร์โลว์ดำเนินการทดลองกับลิงวอก (Rhesus monkeys) โดยแยกลูกลิงออกจากแม่ตั้งแต่แรกเกิด และจัดให้มีแม่ตัวแทนสองรูปแบบ ได้แก่ แม่ลิงจำลองทำจากโครงลวดโลหะ ติดขวดนมให้ลูกลิงดูด และแม่ลิงหุ่นผ้าทำจากโครงไม้และลวด หุ้มด้วยผ้าเนื้อนุ่ม ให้ความอบอุ่นแต่ไม่มีอาหาร
ผลการทดลองพบว่า ลูกลิงวอกใช้เวลาอยู่กับแม่หุ่นผ้านานเฉลี่ย 17-18 ชั่วโมงต่อวัน และจะเข้าไปหาแม่หุ่นลวดเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวันเพื่อดูดนม นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังสร้างสิ่งเร้าที่ก่อกวนทำให้เกิดความหวาดกลัวกับลูกลิง และพบว่าลูกลิงจะวิ่งไปกอดแม่หุ่นผ้าเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย
ฮาร์โลว์จึงเสนอแนวคิดความสบายจากการสัมผัส (Contact Comfort) โดยชี้ว่า ความต้องการการสัมผัสและความมั่นคงทางอารมณ์เป็นแรงขับพื้นฐานทางชีวภาพที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนา มิใช่เพียงการตอบสนองต่อความหิว
นอกจากการทดลองในห้องทดลองแล้ว ยังมีการทดลองในสภาพแวดล้อมแบบพื้นที่เปิดเพื่อแสดงให้เห็นเพิ่มเติมว่า หากมีแม่หุ่นผ้าอยู่ในบริเวณเดียวกัน ลูกลิงจะกล้าออกไปสำรวจสิ่งแวดล้อมใหม่ และกลับมาสัมผัสแม่เป็นระยะเสมือนใช้แม่เป็นฐานที่มั่นปลอดภัย
แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่าแม่หรือผู้ดูแลมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอารมณ์ที่เอื้อให้เด็กสามารถเรียนรู้และสำรวจโลกได้อย่างมั่นใจ แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อลูกลิงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากแม่ตัวแทน พฤติกรรมที่ปรากฏ คือ การหยุดนิ่ง ตัวสั่น และร้องเสียงดัง แสดงถึงภาวะวิตกกังวลรุนแรง ซึ่งเป็นลักษณะที่มักพบในเด็กเล็กที่เป็นมนุษย์ที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อย่างเพียงพอ
การแยกตัวทางสังคมและแบบจำลองภาวะซึมเศร้า
ในระยะต่อมา ฮาร์โลว์ศึกษาผลกระทบของการแยกตัวทางสังคมระยะยาว โดยขังลิงไว้ลำพังเป็นเวลา 3, 6 และ 12 เดือน ผลการสังเกตพบพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การจ้องมองว่างเปล่า การโยกตัวซ้ำ ๆ และการทำร้ายตนเอง ซึ่งมีลักษณะคล้ายภาวะซึมเศร้าในมนุษย์
การทดลองที่เรียกว่าบ่อแห่งความสิ้นหวัง (Pit of Despair) เป็นห้องขังแนวตั้งที่ออกแบบเพื่อกระตุ้นภาวะสิ้นหวังอย่างรุนแรง ฮาร์โลว์รายงานว่า การแยกตัวเป็นเวลา 12 เดือน ส่งผลกระทบถาวรต่อพฤติกรรมทางสังคม
ลิงตัวเมียบางตัวที่เติบโตโดยปราศจากแม่ เมื่อมีลูกกลับไม่สามารถแสดงพฤติกรรมการเลี้ยงดูที่เหมาะสม บางกรณีเกิดการเพิกเฉยหรือทำร้ายลูก ซึ่งสะท้อนผลกระทบระยะยาวของการขาดความผูกพันในวัยต้นชีวิต
แม้การทดลองส่วนหนึ่งจะสร้างแบบจำลองของความผิดปกติทางอารมณ์ ฮาร์โลว์ยังพยายามพัฒนาแนวทางฟื้นฟู โดยนำลิงอายุน้อยประมาณ 3 เดือนมาอยู่ร่วมกับลิงที่ถูกแยกตัวประมาณ 6 เดือน และผลการทดลองพบว่า การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับลิงอายุน้อยสามารถช่วยฟื้นฟูทักษะทางสังคมได้ในระดับสูง วิธีการดังกล่าวถูกเรียกว่าลิงบำบัด (Therapist Monkeys)
"ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นศักยภาพของความสัมพันธ์ทางสังคมในการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจ"
อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยของแฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสาธารณชนและนักวิชาการ เนื่องจากวิธีการทดลองที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่สัตว์ทดลอง การใช้ถ้อยคำเรียกอุปกรณ์บางชนิดอย่างรุนแรงยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านลบ
นักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่า การทดลองดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นกระแสขบวนการปลดปล่อยสัตว์จากห้องทดลอง (Animal Liberation Movement)ในสหรัฐอเมริกา และมีส่วนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ (Animal Welfare Act) ในปี 1966 ซึ่งกำหนดมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ทดลองในระดับประเทศ
แม้จะมีข้อถกเถียงด้านจริยธรรม แต่งานของฮาร์โลว์ส่งผลเชิงบวกอย่างสำคัญต่อระบบการดูแลเด็กเล็กที่เป็นมนุษย์ แนวปฏิบัติในโรงพยาบาลและสถานสงเคราะห์ที่เคยมุ่งเน้นเพียงสุขอนามัย ได้ปรับเปลี่ยนมาสู่การให้ความสำคัญกับการอุ้มกอดและการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์
ผลงานดังกล่าวยังมีอิทธิพลต่อความเข้าใจเกี่ยวกับโรคความผิดปกติในการผูกพันแบบตอบสนอง (Reactive Attachment Disorder) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางความผูกพันที่เกิดจากการถูกทอดทิ้งหรือทารุณกรรมในวัยเด็ก โดยฮาร์โลว์ได้ยืนยันว่า ความรักและความผูกพันมิใช่ปัจจัยรอง หากแต่เป็นความต้องการพื้นฐานทางชีวภาพที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์ในทุกมิติ
แฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) ได้รับการยอมรับอย่างสูงในแวดวงจิตวิทยาอเมริกันช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แม้งานของเขาจะเต็มไปด้วยข้อถกเถียงด้านจริยธรรม หนึ่งในเกียรติยศสำคัญคือการได้รับเลือกเป็นประธานสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน หรือ American Psychological Association ในปี ค.ศ. 1958 ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดเชิงวิชาชีพของนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้เขายังได้รับ National Medal of Science ในปี ค.ศ. 1967 ซึ่งเป็นเหรียญรางวัลด้านวิทยาศาสตร์ระดับสูงสุดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มอบให้โดยประธานาธิบดีในขณะนั้น เพื่อยกย่องผลงานที่สร้างผลกระทบเชิงองค์ความรู้ระดับประเทศ รางวัลดังกล่าวสะท้อนว่า ในช่วงเวลานั้น ผลงานของฮาร์โลว์ได้รับการมองว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อความเข้าใจพัฒนาการมนุษย์

แฮร์รี ฮาร์โลว์ เสียชีวิตในปี 1981 ด้วยวัย 75 ปี ร่างของเขาถูกฝังที่ Forest Hill Cemetery ในเมืองเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเมืองที่เขาทำงานอุทิศตนให้กับงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน เป็นเวลาเกือบทั้งชีวิต ผลงานวิจัยของแฮร์รี ฮาร์โลว์ ได้รับการยกย่องในด้านจิตวิทยา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ซึ่งสะท้อนเส้นทางชีวิตของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจำนวนมากที่ต้องเผชิญตลอดช่วงชีวิตการทำงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...