โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สะเทือนไปทั่ว! ศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินด้วยเสียง 6 ต่อ 3 ให้มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์เป็นโมฆะ

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/02/us-supreme-court-rules-against-trumps-tariffs-in-6-3-opinion/)

US Supreme Court rules against Trump’s tariffs in 6-3 opinion

by Jacob Fischler and Ashley Murray

21/02/2026

คณะผู้พิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินด้วยเสียง 6 ต่อ 3 ว่ามาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรเอากับประเทศต่างๆ แทบทั่วโลก เป็นการกระทำผิดกฎหมายและต้องยกเลิก โดยที่ประธานศาลสูงสุด จอห์น โรเบิร์ตส์ ซึ่งเป็นผู้เขียนคำพิพากษาหลักระบุว่า ภาษีศุลกากรนั้นเป็นภาษีอย่างหนึ่ง ดังนั้นการเรียกเก็บจึงถือเป็นอำนาจของรัฐสภา

วอชิงตัน, สหรัฐอเมริกา - ศาลสูงสุดสหรัฐฯสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงให้แก่วาระทางด้านการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการตัดสินในวันศุกร์ (20 ก.พ.) ว่าภาษีศุลกากรซึ่งเขาประกาศจัดเก็บโดยอ้างอิงอำนาจตามรัฐบัญญัติอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Economic Emergency Powers Act หรือ IEEPA) นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่มีจำนวนทั้งสิ้น 9 คน ลงมติตัดสินเช่นนี้ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 โดยในคำพิพากษาหลัก [1] ที่เขียนโดย จอห์น โรเบิร์ตส์ (John Roberts) ประธานศาลสูงสุด ระบุว่า รัฐสภาเท่านั้นที่มีอำนาจในเรื่องการเรียกเก็บภาษีแทบจะในทุกๆ กรณี เหตุผลข้อโต้แย้งของคณะบริหารทรัมป์ที่อ้างว่าเนื่องจากภาวการณ์ขาดดุลต่างๆ ทางการค้าและการนำเข้ายาเสพติดอย่างผิดกฎหมาย จึงเป็นการเปิดทางให้ทางฝ่ายบริหารมีอำนาจตามภาวะฉุกเฉินในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรนั้น เป็นการกล่าวอ้างอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม คำตัดสินของศาลสูงสุดระบุเช่นนี้ ทั้งนี้ภาษีศุลกากร (tariff) คือภาษีซึ่งเรียกเก็บจากพวกสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

ทางคณะบริหารทรัมป์ได้พยายามโต้แย้งว่า ข้อความในมาตราๆ หนึ่งของกฎหมาย IEEPA ซึ่งระบุเอาไว้ว่า ฝ่ายบริหารสามารถที่จะ “จัดระเบียบ” การนำเข้า นี่คือการให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากร

แต่ในคำพิพากษาหลัก ทางผู้พิพากษาโรเบิร์ต เขียนว่า “โดยอิงอยู่กับคำ 2 คำ (ในกฎหมาย IEEPA) ที่ถูกคั่นด้วยคำอื่นๆ อีก 16 คำ–นั่นคือ คำว่า “จัดระเบียบ” และ “การนำเข้า”—ประธานาธิบดียืนกรานว่าตนมีอำนาจอย่างเป็นอิสระในการกำหนดเรียกเก็บภาษีศุลกากรเอากับสินค้านำเข้าจากประเทศใดๆ ก็ได้, จากผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ได้, ในอัตราเท่าใดก็ได้, เรียกเก็บเป็นระยะเวลานานเท่าใดก็ได้” และกล่าวต่อไปว่า “คำเหล่านี้ไม่สามารถที่จะมีน้ำหนักถึงขนาดนี้ได้”

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดอีก 5 คน คือ โซเนีย โซโตไมเออร์ (Sonia Sotomayor), เอลินา เคแกน (Elena Kagan), นีล กอร์ซัช (Neil Gorsuch), เอมี คอนีย์ แบร์เรตต์ (Amy Coney Barrett), และ เคทันจี บราวน์ แจ็คสัน (Ketanji Brown Jackson) ออกเสียงเห็นด้วยกับความเห็นของโรเบิร์ตส์

ผู้พิพากษาศาลสูงสุด 3 คน ได้แก่ แคลเรนซ์ ธอมัส (Clarence Thomas), เบรตต์ แควานอจ์ (Brett Kavanaugh), และ แซมูเอล อะลิโต (Samuel Alito) ออกเสียงไม่เห็นด้วย โดยที่ ธอมัส กับ แควานอจ์ ต่างยื่นคำแถลงอธิบายการคัดค้านไม่เห็นด้วยของตน และ อะลิโต ระบุว่าเห็นด้วยกับคำแถลงของ แควานอจ์

คำแถลงแสดงความไม่เห็นด้วยของ แควานอจ์ มีเนื้อหายอมรับการตีความกฎหมายฉบับดังกล่าวของทางคณะบริหารทรัมป์ และระบุว่ามันไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของทางคณะผู้พิพากษาที่จะไปตัดสินเรื่องทางนโยบาย ซึ่งกำลังก่อให้เกิดการถกเถียงกัน “อย่างมีชีวิตชีวา” อยู่แล้ว

“คำถามทางกฎหมายเพียงประการเดียวในที่นี้ ก็คือ ภายใต้รัฐบัญญัติ IEEPA ภาษีศุลกากรถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับการ “จัดระเบียบ … การนำเข้า” ใช่หรือไม่” คำแถลงของแควานอจ์ กล่าว “ข้อความในกฎหมาย, ประวัติศาสตร์, และตัวอย่างคำพิพากษาที่มีมาก่อนหน้านี้ ล้วนสาธิตให้เห็นว่า คำตอบคือใช่ อย่างชัดเจน ทำนองเดียวกับเรื่องการจัดสรรโควตา และการออกคำสั่งห้ามนำเข้า ภาษีศุลกากรก็เป็นเครื่องมือสามัญและใช้กันมาแต่ไหนแต่ไร สำหรับจัดระเบียบการนำเข้า”

ศาลรับฟังการโต้แย้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน

คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดจัดรับฟังการโต้แย้งในคดีนี้ [2] เมื่อตอนต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้คดีนี้กลายเป็นคดีสำคัญคดีแรกในยุคทรัมป์ 2.0 ที่มีการดำเนินการคืบหน้าเลยไปจากขั้นตอนการไต่สวนฉุกเฉินของศาล และมีการรับฟังคู่ความนำเสนอหลักฐานและข้อโต้แย้งหลัก

กลุ่มธุรกิจรายย่อยๆ และพวกอัยการใหญ่ระดับรัฐที่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตฝ่ายค้าน คือผู้นำในการฟ้องร้องท้าทายการจัดเก็บภาษีศุลกากรของทรัมป์คราวนี้ โดยแยกกันฟ้องเป็น 2 คดี ก่อนจะมารวมกันเป็นคดีเดียวเมื่อถึงขั้นศาลสูงสุด ประเด็นสำคัญในคำฟ้องของพวกเขาก็คือ พวกเขากล่าวหาว่าทรัมป์แย่งยึดอำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งต้องเป็นของรัฐสภาดังที่ระบุเอาไว้ในมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

วิกเตอร์ ชวาร์ซ (Victor Schwartz) ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ วีโอเอส ซีเลคชั่นส์ (VOS Selections) กิจการในครอบครัวที่ประกอบธุรกิจนำเข้าไวน์และสุราซึ่งตั้งฐานอยู่ในนิวยอร์ก เป็นผู้นำของฝ่ายโจทก์ที่เป็นพวกธุรกิจรายย่อย โดยธุรกิจเหล่านี้มีทั้ง กิจการผู้ผลิตพลาสติกรายหนึ่งที่ตั้งฐานในรัฐยูทาห์, ผู้ผลิตอุปกรณ์เรียนรู้เรื่องกระแสไฟฟ้าสำหรับเด็กๆ ที่ตั้งฐานในรัฐเวอร์จิเนีย, บริษัทอุปกรณ์ด้านการตกปลาที่ตั้งฐานในรัฐเพนซิลเวเนีย, และบริษัทเครื่องแต่งกายสำหรับการขี่จักรยานของสตรีที่ตั้งฐานในรัฐเวอร์มอนต์

สำหรับอัยการใหญ่ระดับรัฐที่ยื่นฟ้องในคราวนี้ ประกอบด้วยอัยการใหญ่จาก แอริโซนา, โคโลราโด, เมน, มินนิโซตา, เนวาดา, นิวเม็กซิโก, และออริกอน

ผู้ผลิตของเล่น 2 รายที่ตั้งฐานอยู่ในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของพวกเขาผลิตจากโรงงานในเอเชียเป็นสำคัญ ก็ยื่นฟ้องร้องแยกออกไปต่างหาก

ในการรับฟังการโต้แย้งในคดีนี้เป็นเวลาเกือบๆ 3 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดให้ความสนใจกับการวิเคราะห์แยกแยะถ้อยคำภาษาที่ใช้ในรัฐบัญญัติ IEEPA ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งแซงก์ชั่นลงโทษต่างชาติ ที่ผ่านออกมาบังคับใช้ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970 และทรัมป์ได้นำเอามาใช้งานอย่างเต็มพิกัดในปีที่แล้ว อันเป็นปีแรกของสมัยการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของเขา ทั้งในรูปของประกาศและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อเนื่องกันเป็นชุดใหญ่ เพื่อการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเอากับสินค้านำเข้าจากแทบทุกประเทศในโลก

เนื่องจากเป็นคดีสำคัญที่มีการกล่าวขวัญกันเกรียวกราวมาก จึงมีพวกเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับคณะรัฐมนตรีหลายคนเดินทางมายังศาลด้วย เป็นต้นว่า รัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ซึ่งนั่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับรัฐมนตรีพาณิชย์ เฮาเวิร์ด ลุตนิค (Howard Lutnick) และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เจมิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer)

พวกสมาชิกรัฐสภาก็เข้าร่วมฟังกันหลายคน โดยผู้นั่งอยู่ในแถวที่นั่งซึ่งมีผู้คนอุ่นหนาฝาคั่ง ก็มีทั้ง ประธานคณะกรรมาธิการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (US House Ways and Means Chairman) เจสัน สมิธ (Jason Smith) สังกัดพรรครีพับลิกัน จากรัฐมิสซูรี, ส.ว.ไมค์ ลี (Mike Lee) ของพรรครีพับลิกัน จากรัฐยูทาห์, และของทางพรรคเดโมแครต ได้แก่ ส.ว. เอมี โคลบูชาร์ (Amy Klobuchar) จากรัฐมินนิโซตา และ ส.ว.เอด มาร์คีย์ (Ed Markey) จากรัฐแมสซาชูเซตส์

“วันปลดแอก”

ทรัมป์เริ่มต้นประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรโดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมาย IEEPA ด้วยการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive order) ในเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม 2025 ได้เรียกเก็บในอัตราสูงขึ้นอีกจากพวกผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากจีน, แคนาดา, และเม็กซิโก โดยประกาศว่าประเทศเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องที่มีการลักลอบนำเอายาเสพติดเฟนทานิล (fentanyl) เข้าไปในสหรัฐฯ

จากนั้นเขาได้ขยาย [3] การขึ้นภาษีศุลกากรฉุกเฉินเช่นนี้อย่างกว้างขวางมากในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งเขาตั้งฉายาให้ว่าเป็น “วันปลดแอก” (liberation day) โดยในวันนั้น เขาได้ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติด้วยการอ้างเรื่องที่สหรัฐฯประสบกับความไม่สมดุลทางการค้า ทั้งนี้นอกจากแถลงว่าจะจัดเก็บภาษีศุลกากรพื้นฐานครั้งใหม่อัตรา 10% รวดเอากับสินค้าเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว ทรัมป์ยังประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้เพิ่มขึ้นในอัตราแรงๆ จากผลิตภัณฑ์นำเข้าซึ่งมาจากพวกประเทศที่ส่งออกสินค้ามายังสหรัฐฯมากกว่าที่พวกเขานำเข้าจากพวกซัปพลายเออร์สหรัฐฯ

การคำนวณอัตราภาษีศุลกากรที่จะจัดเก็บจากประเทศต่างๆ เหล่านี้ของทางทำเนียบขาวทำเอาพวกนักเศรษฐศาสตร์พากันงุนงงสับสน [4] เนื่องจากคณะบริหารทรัมป์เสนอที่จะเรียกภาษีศุลกากรอัตราสูงมากจากพวกหุ้นส่วนทางการค้า— เป็นต้นว่า เรียกเก็บอัตรา 20% จากสหภาพยุโรป, 25% จากเกาหลีใต้, 32% จากไต้หวัน, และ 46% จากเวียดนาม

เขายังประกาศอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ ว่าจะจัดเก็บภาษีศุลกากรอัตรา 50% เอากับสินค้าของเลโซโท ชาติในแอฟริกาที่ไม่มีทางออกทางทะเลซึ่งมีเนื้อที่ราวๆ 11,000 ตารางไมล์ และเก็บในอัตรา 10% จากดินแดนเกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมคโดนัลด์ ซึ่งประชากรมีแต่นกเพนกวิน และแมวน้ำ

การประกาศของทรัมป์ทำให้ตลาดการเงินไหลรูดหล่นฮวบอย่างแรง กวาดเอามูลค่าหลักทรัพย์ต่างๆ สูญหายไประดับหลายล้านล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน ต่อมาเขาประกาศผ่อนคลายและชะลอ [5] การใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ไปก่อนเป็นส่วนใหญ่ ทว่าหันไปขยายสงครามการค้ากับจีน ด้วยการขึ้นภาษีศุลกากรพุ่งพรวดขึ้นไปที่อัตรา 125% และลงท้ายก็ไปถึง 145%

สงครามการค้าระหว่างคณะบริหารทรัมป์กับจีนคลายความร้อนแรงลงมาบ้าง [6] เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม กระนั้นอัตราที่จัดเก็บจากผลิตภัณฑ์บางชนิดก็ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 55%

ทรัมป์ยืนยันว่าภาษีศุลกากรของเขากำลังบีบบังคับให้รัฐบาลของชาติต่างๆ ต้องหันมาลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จะได้รับการผ่อนปรนถูกจัดเก็บภาษีศุลกากรต่ำลง ตัวอย่างเช่น พวกเจ้าหน้าที่ของทรัมป์อ้างว่าประสบชัยชนะในการทำดีลกรอบโครงข้อตกลง [7] กับญี่ปุ่น โดยที่จะลดภาษีศุลกากรที่จัดเก็บจากผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นลงจาก 25% เหลือ 15% แลกเปลี่ยนกับการที่ทางญี่ปุ่นสัญญาจะลงทุนเป็นมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ

กระทั่งเมื่อถึงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง ทรัมป์ยังประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มพิเศษอัตรา 25% เอากับสินค้านำเข้าจากอินเดีย ทำให้อัตราภาษีศที่เก็บจากผลิตภัณฑ์ของอินเดียรวมแล้วพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50% โดยทรัมป์อ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะแดนภารตะยังคงซื้อหาน้ำมันรัสเซียเป็นจำนวนมหาศาล

ตอนต้นเดือนสิงหาคม ทรัมป์ยังประกาศขึ้นภาษีในอัตรา 40% เอากับสินค้าของบราซิล ภายหลังจากเขาไม่พอใจการที่ประเทศนั้นฟ้องร้องเอาผิดกับ ฌาอีร์ โบลโซนารู อดีตประธานาธิบดีจากพรรคขวาจัด โดยตั้งข้อหาว่าวางแผน [8] เตรียมการก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2022 เพื่อจะได้ครองอำนาจต่อไป

ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพรครั้งแรกโดยเว็บไซต์ข่าว สเตทส์ นิวส์รูม (States Newsroom) (https://www.newsfromthestates.com/article/us-supreme-court-rules-against-trumps-tariffs-6-3-opinion-dealing-blow-trade-agenda)

เชิงอรรถ

[1] https://www.supremecourt.gov/opinions/25pdf/24-1287_4gcj.pdf

[2] https://www.newsfromthestates.com/article/trump-tariffs-undergo-intense-scrutiny-us-supreme-court-justices

[3] https://www.newsfromthestates.com/article/economists-blast-calculations-bombshell-trump-tariffs-faulty-while-stocks-plunge

[4] https://www.newsfromthestates.com/article/economists-blast-calculations-bombshell-trump-tariffs-faulty-while-stocks-plunge

[5] https://www.newsfromthestates.com/article/markets-revive-after-trump-sets-90-day-pause-many-tariffs-hikes-china-125

[6] https://www.newsfromthestates.com/article/us-and-china-hit-pause-button-trade-war-90-days-talks-continue

[7] https://www.newsfromthestates.com/article/us-japan-trade-deal-sets-15-tax-imported-vehicles-550b-investment-us

[8] https://www.npr.org/2025/09/11/nx-s1-5535658/bolsonaro-brazil-coup-trial

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...