โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอกเบี้ยต่ำบีบแบงก์ปล่อยกู้ รายย่อยโยกเงินฝาก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แบงก์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงเฉลี่ย 0.1% ขานรับมติ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ต่อปี รับมือเศรษฐกิจอ่อนแอ ดร.พิพัฒน์-KKP มองหั่นดอกเบี้ยรอบนี้เป็นเกมไล่เงินออกจากธนาคาร บีบแบงก์ให้ “ปล่อยกู้” วงในเผยปีที่ผ่านมาแบงก์ซุ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลพุ่ง 4.2 ล้านล้าน แก้ปมสภาพคล่องล้น-ไม่ปล่อยสินเชื่อ จับตาเงินฝากในระบบแบงก์ 16.82 ล้านล้าน ไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ-หุ้นปันผลมากขึ้น สมาคมตราสารหนี้ไทย เผยเอกชนหายใจได้คล่องมากขึ้น ต้นทุนเสนอขายหุ้นกู้ต่ำลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 กนง.มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% โดยให้มีผลทันที โดยนายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี มองว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัว 2.5% แต่การเติบโตมาจากปัจจัยชั่วคราว เป็นการดึงดีมานด์ในอนาคตมาใช้ทั้งภาคการลงทุนและการบริโภค เป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องของสงครามการค้า นโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะเงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีทิศทางปรับลดลง ส่งผลให้เงินเฟ้อเลื่อนเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ช้ากว่าที่คาดไว้เดิม จากเป้าหมายภายในครึ่งแรกของปี 2570 เป็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ดังนั้นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ เพื่อประคองเศรษฐกิจและดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อ

แบงก์ทยอยลดดอกเบี้ยกู้

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ทยอยประกาศลดดอกเบี้ย นำโดยธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามทันที โดยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา, MRR หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี และ MOR หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชีลงเฉลี่ย 0.10% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป

ต่อมาธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR, MLR และ MRR เฉลี่ย 0.10% ต่อปี เช่นเดียวกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 และธนาคารกสิกรไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.10% โดย MLR ลดลงเป็น 6.52%, MOR ลดลงเป็น 6.34% และ MRR ปรับลดลงเป็น 6.58% มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป

รวมทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.05-0.1% โดย MOR คงเหลือ 6.025% ต่อปี จากเดิม 6.125%, MLR คงเหลือ 6.025% ต่อปี และ MRR คงเหลือ 6.575% ต่อปี จากเดิม 6.625% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป

ลดภาระดอกกู้ 6.5 พันล้าน

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หลัง กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 1.00% ต่อปี จะเห็นว่าสถาบันการเงินทยอยลดดอกเบี้ยตาม ซึ่งเป็นการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องรอบที่ 2 นับจากปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นการส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การปรับดอกเบี้ยแต่ละแบงก์อาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับพอร์ตของแต่ละแบงก์ แต่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้บ้าง

“จากยอดคงค้างสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยที่มีอยู่ราว 12.5 ล้านล้านบาท พบว่ามีสัญญาสินเชื่อที่เข้าข่ายได้รับการปรับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 67% ซึ่งคำนวณภาระดอกเบี้ยที่ปรับลดลงจากการปรับดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 0.10% ต่อปี จะอยู่ที่ประมาณ 6,500-6,800 ล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปีนี้”

โดยกลุ่มลูกค้าที่ได้รับประโยชน์ จะเป็นกลุ่มสินเชื่อสัญญาอ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว เช่น สินเชื่อบ้านที่อยู่ในช่วงดอกเบี้ยลอยตัว และสัญญาสินเชื่อลูกค้าใหม่ อย่างไรก็ดี มองว่าการปรับลดดอกเบี้ยอาจยังไม่ได้ทำให้ปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น เพราะโจทย์การปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ความเสี่ยงเครดิต (Credit Risk) ของลูกค้า และโอกาสในการทำธุรกิจและการสร้างรายได้ในอนาคต ทำให้ดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจขอสินเชื่อหรือปล่อยสินเชื่อ

หั่นดอกเบี้ยรับ ศก.อ่อนแอ

นางสาวธัญญลักษณ์กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยของ กนง.รอบนี้ เป็นการทำนโยบายเชิงรุก เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ได้ดีอย่างที่คิด โดยตัวเลขที่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งส่งออกจากนโยบายภาษีสหรัฐ แม้ว่ารัฐบาลใหม่กำลังมา แต่ กนง.ใช้นโยบายการเงินดูแลก่อน เพราะสัญญาณเศรษฐกิจค่อนข้างอ่อนแอ

“การลดดอกเบี้ย M Rate เชื่อว่าช่วยลดภาระได้บ้าง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเพียงพอหรือไม่ แต่มองว่าดีกว่าไม่ช่วย ซึ่งก็คงต้องติดตามสัญญาณเศรษฐกิจหลังรัฐบาลเข้ามา ความชัดเจนทางการคลัง ภาษี และการเจรจาการค้า หากสถานการณ์ไม่ได้แย่ เชื่อว่า กนง.น่าจะเก็บกระสุนไว้ก่อน”

ธุรกิจดีใจต้นทุน “หุ้นกู้” ถูกลง

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า หลัง กนง.ลดดอกเบี้ย ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ปรับลดลง เช่นกันสำหรับคนที่ซื้อต้องการลงทุนซื้อหุ้นกู้ออกใหม่ ดอกเบี้ยอาจจะจูงใจลดลง ทำให้อาจมีนักลงทุนส่วนหนึ่งที่หันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นได้ เพราะดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยหุ้นกู้ลดลงหมด

“ดอกเบี้ยต่ำลง คนฝากเงินก็อาจจะเห็นว่าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งทองคำ และตลาดหุ้น เพราะดอกเบี้ยหุ้นกู้ต่ำกว่าเงินปันผลอีก แต่ยังไม่เห็นโฟลว์การเคลื่อนย้าย เพียงแต่มองว่า ช่วงนี้ตลาดหุ้นอาจจะมีความคึกคักมากขึ้น คนก็อาจจะมองหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น”

ในแง่ของการระดมทุน ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำลงมา เมื่อออกหุ้นกู้ก็จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง ส่วนบริษัทที่มีปัญหาสภาพคล่อง ตอนนี้มีกว่า 20 บริษัทที่ขอยืดการไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไป การที่ดอกเบี้ยลดก็ทำให้สามารถหายใจได้คล่องขึ้น

เงินไหลเข้ากองทุน-หุ้นปันผล

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มโยกเงินออกจากเงินออมและเงินฝากประจำ ไปสู่กองทุนรวมและหุ้นปันผลสูง ซึ่งเป็นภาวะ Search for Yield ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากแทบไม่ได้ยินคำนี้มานาน 4 ปี

โดยปัจจุบันเงินฝากในระบบของไทยมีมูลค่าราว 16.8 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินฝากประจำประมาณ 4.7 ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งเงินฝากประจำส่วนหนึ่งมีแนวโน้มจะถูกย้ายเข้าสู่กองทุนรวม ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในระยะหลัง รวมถึงหุ้นปันผลมากขึ้น เพราะอัตราดอกเบี้ยเริ่มไม่จูงใจเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากตลาดทุน

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยราว 4% ขณะที่หุ้นในกลุ่ม SET HD ให้ผลตอบแทนประมาณ 5-7% ซึ่งถือว่าน่าสนใจในสภาวะดอกเบี้ยขาลง

เงินฝากพุ่ง-ปล่อยสินเชื่อวูบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขเงินให้สินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ 17 แห่ง มียอดเงินฝาก ณ เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 16,815,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ 16,407,227 ล้านบาท และในปี 2566 เงินฝากอยู่ที่ 16,203,344 ล้านบาท

ขณะที่ตัวเลขสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ลดลงต่อเนื่อง โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 สินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 17,211,443 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ที่อยู่ 17,403,883 ล้านบาท และในปี 2566 อยู่ที่ 17,523,685 ล้านบาท

บีบแบงก์ “ปล่อยกู้”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ แบงก์อาจจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงไม่ได้มาก เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากในรูปแบบกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ปรับลดลงไม่ได้แล้ว ซึ่งตรงนั้นเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของแบงก์ การที่ดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาใกล้ดอกเบี้ย CASA ทำให้แบงก์ไม่รู้จะเอาเงินหนีไปไหน ก็อาจจะปล่อยกู้มากขึ้น หรือคืนทุนให้ผู้ถือหุ้น

“เพราะปัจจุบันดอกเบี้ย CASA อยู่ที่ 0.50% แบงก์ต้องจ่าย FIDF อีก 0.46% รวมกันก็เกือบ 1% ที่ผ่านมาดอกเบี้ย Repo (อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 1 วัน) ของแบงก์ชาติอยู่ที่ 1.25% หรือ 1.50% แบงก์ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรก็เอาไปฝาก Repo แต่พอวันนี้ Repo เหลือแค่ 1% ต้นทุนการเงินก็เท่า ๆ กันแล้ว แบงก์ก็ต้องตัดสินใจจะนำไปปล่อยกู้ หรือคืนทุนให้ผู้ถือหุ้น หรืออะไรก็ว่าไป”

ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ผลจากการลดดอกเบี้ยอีกส่วนหนึ่งก็คือ เป็นการไล่เงินออกไปจากแบงก์ เพื่อให้มีการนำเงินไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะนำไปใช้จ่าย ลงทุน หรืออื่น ๆ ก็เป็นไปได้หลายทาง บางคนอาจจะนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ หรือลงทุนหุ้นมากขึ้นก็เป็นได้

ลด ดบ.ไม่พอ-ต้องมีเครื่องมือเสริม

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยก็มีผลดีต่อเศรษฐกิจ ในแง่ของรายย่อยก็ภาระหนี้ลดลง ธุรกิจก็อาจตัดสินใจลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนทางการเงินลดลง อย่างไรก็ดี ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ หรือมนุษย์เงินเดือนที่ไม่ได้รับผลกระทบด้านเครดิต ส่วนคนที่เดือดร้อนอยู่แล้ว เช่น เอสเอ็มอี หรือคนที่คุณภาพเครดิตไม่ดี ก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์

นอกจากนี้การลดดอกเบี้ยลง ก็ช่วยลดแรงกดดันเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าลงไปได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีก็ต้องมีมาตรการเฉพาะจุดมาช่วยคนที่ไม่ได้รับประโยชน์ด้วย อย่างเช่น การค้ำประกันให้เอสเอ็มอี เป็นต้น

“โอกาสลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ ขึ้นกับข้อมูล Data Dependent คือ ถ้าเป็นอย่างที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่าจะปรับจีดีพีกลับไปโตที่ 2% ตอนนี้ผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว ถ้าแบบนั้น ผมคิดว่าโอกาสลดดอกเบี้ยอีก คงไม่มีแล้ว แต่ถ้าจีดีพีไตรมาสแรกออกมาไม่ดี หรือหนี้เสียสูงขึ้น สินเชื่อติดลบไปเรื่อย ๆ เศรษฐกิจไม่ฟื้น ก็มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก แต่จะไม่เยอะแล้ว” ดร.พิพัฒน์กล่าว

แบงก์ซื้อบอนด์รัฐพุ่ง 4.2 ล้าน ล.

แหล่งข่าวจากแวดวงตลาดเงิน ตลาดทุนระบุว่า จากดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง ขณะที่แบงก์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ จะเห็นว่าแบงก์มีการนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ คือ พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรแบงก์ชาติ เพิ่มขึ้นมาก โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ สิ้นปี 2567 แบงก์ถือตราสารหนี้ภาครัฐอยู่ราว 3.3 ล้านล้านบาท พบว่า ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.2 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9 แสนล้านบาท ในช่วง 13 เดือน หรือเพิ่มราว 27%

เทียบกับนักลงทุนต่างชาติที่ถือตราสารหนี้ภาครัฐอยู่ราว 8.5 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 ขยับขึ้นมาที่ 9.4 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10%

“ปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพสินเชื่อแบงก์ไม่โต การเสนอขายหุ้นกู้ก็ไม่โต แล้วไปโตที่ไหน เพราะสินทรัพย์ของแบงก์ก็โตขึ้น มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนรวมก็เพิ่มขึ้น ซึ่งพบว่าไปโตที่ตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีความเสี่ยง”

สำหรับรายย่อย บางส่วนอาจจะโยกเงินไปลงทุนในหุ้นปันผล แต่อีกส่วนก็ยังลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ หรือในหุ้นกู้ ที่เครดิตเรตติ้ง A ขึ้นไป เพราะปัจจุบันนักลงทุนไม่ต้องการรับความเสี่ยงมาก

นอกจากนี้จะเห็นว่าแบงก์มีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น รวมถึงซื้อหุ้นคืน ซึ่งเป็นการบริหารทุน ซึ่งเป็นเทรนด์ทั่วโลกต่อเนื่องมาราว 3 ปี อย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น และไม่ใช่แค่เซ็กเตอร์แบงก์ แต่รวมถึงธุรกิจที่กำไรแข็งแกร่งด้วย

ต้นทุนกู้ลด-ผู้ฝากเสียเปรียบ

นางสาวนงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของแบงก์ อาจจะไม่จำเป็นต้องปรับในอัตราเท่ากัน แบบ 1 ต่อ 1 เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นต้นทุนของธนาคาร ซึ่งแต่ละแห่งมีต้นทุนแตกต่างกัน ขึ้นกับพอร์ตและฐานลูกค้าแต่ละแห่ง

“การปรับดอกเบี้ยเงินกู้ M Rate ทุกคนได้ประโยชน์ในส่วนของสินเชื่ออ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว แต่คนที่เสียเปรียบ คือ ผู้ฝากเงิน เพราะหากมีการปรับลด ดอกเบี้ยเงินฝากปรับลดลงเร็วกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะมีการปรับตามรอบการชำระค่างวด”

หุ้นน็อนแบงก์ “ต้นทุนลด”

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย กล่าวว่า หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด ในระยะสั้นหุ้นกลุ่มแบงก์มีการปรับตัวลงมา แต่จากนั้นก็ปรับขึ้น จากปัจจัยการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามา ส่วนกลุ่มน็อนแบงก์ทิศทางจะสวนกับกลุ่มแบงก์ คือเมื่อมีแรงซื้อกลับกลุ่มแบงก์ กลุ่มน็อนแบงก์จะถูกแรงเทขายออกมา

อย่างไรก็ดี ถ้ามองในเชิงพื้นฐาน กลุ่มน็อนแบงก์ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ย เพราะจะทำให้ต้นทุนลดลงในระยะยาวเมื่อออกหุ้นกู้ใหม่ ส่วนกลุ่มแบงก์ก็ผลกระทบไม่มาก โดยเฉพาะในเชิงกำไร ส่วนประเด็น ธปท.จะคุมค่าธรรมเนียม ยังประเมินผลกระทบไม่ได้ เพราะยังไม่รู้จะปรับลดอะไร แค่ไหน

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสลดได้อีก 1 ครั้งในระยะต่อไป แต่คงไม่ได้ลดต่อเนื่องติดต่อกัน เพราะยังไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป

เงินไหลออกจากแบงก์

นายธนเดชกล่าวว่า เมื่ออัตราผลตอบแทนเงินฝากลดลง ทางทฤษฎีถ้าประเทศที่พัฒนามากกว่านี้ เงินจะต้องไหลไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าบนความเสี่ยงที่รับได้ เช่น ตราสารหนี้ หรือบางส่วนอาจจะเป็นหุ้น ซึ่งในส่วนของเงินฝากประจำคาดว่ายังไงธนาคารพาณิชย์ก็ต้องลดดอกเบี้ยลง

“การส่งผ่านนโยบายทางการเงินหลังจากนี้จะไม่มากแล้ว ค่อนข้างจำกัด ต่อไปจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลและนโยบายด้านการคลัง หรืออาจจะต้องมีมาตรการเสริมหรือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอกเบี้ยต่ำบีบแบงก์ปล่อยกู้ รายย่อยโยกเงินฝาก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...