ดอกเบี้ยต่ำบีบแบงก์ปล่อยกู้ รายย่อยโยกเงินฝาก
แบงก์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงเฉลี่ย 0.1% ขานรับมติ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ต่อปี รับมือเศรษฐกิจอ่อนแอ ดร.พิพัฒน์-KKP มองหั่นดอกเบี้ยรอบนี้เป็นเกมไล่เงินออกจากธนาคาร บีบแบงก์ให้ “ปล่อยกู้” วงในเผยปีที่ผ่านมาแบงก์ซุ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลพุ่ง 4.2 ล้านล้าน แก้ปมสภาพคล่องล้น-ไม่ปล่อยสินเชื่อ จับตาเงินฝากในระบบแบงก์ 16.82 ล้านล้าน ไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ-หุ้นปันผลมากขึ้น สมาคมตราสารหนี้ไทย เผยเอกชนหายใจได้คล่องมากขึ้น ต้นทุนเสนอขายหุ้นกู้ต่ำลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 กนง.มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% โดยให้มีผลทันที โดยนายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี มองว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัว 2.5% แต่การเติบโตมาจากปัจจัยชั่วคราว เป็นการดึงดีมานด์ในอนาคตมาใช้ทั้งภาคการลงทุนและการบริโภค เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องของสงครามการค้า นโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะเงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีทิศทางปรับลดลง ส่งผลให้เงินเฟ้อเลื่อนเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ช้ากว่าที่คาดไว้เดิม จากเป้าหมายภายในครึ่งแรกของปี 2570 เป็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ดังนั้นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ เพื่อประคองเศรษฐกิจและดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อ
แบงก์ทยอยลดดอกเบี้ยกู้
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ทยอยประกาศลดดอกเบี้ย นำโดยธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามทันที โดยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา, MRR หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี และ MOR หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชีลงเฉลี่ย 0.10% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป
ต่อมาธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR, MLR และ MRR เฉลี่ย 0.10% ต่อปี เช่นเดียวกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 และธนาคารกสิกรไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.10% โดย MLR ลดลงเป็น 6.52%, MOR ลดลงเป็น 6.34% และ MRR ปรับลดลงเป็น 6.58% มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป
รวมทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.05-0.1% โดย MOR คงเหลือ 6.025% ต่อปี จากเดิม 6.125%, MLR คงเหลือ 6.025% ต่อปี และ MRR คงเหลือ 6.575% ต่อปี จากเดิม 6.625% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป
ลดภาระดอกกู้ 6.5 พันล้าน
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หลัง กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 1.00% ต่อปี จะเห็นว่าสถาบันการเงินทยอยลดดอกเบี้ยตาม ซึ่งเป็นการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องรอบที่ 2 นับจากปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นการส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การปรับดอกเบี้ยแต่ละแบงก์อาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับพอร์ตของแต่ละแบงก์ แต่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้บ้าง
“จากยอดคงค้างสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยที่มีอยู่ราว 12.5 ล้านล้านบาท พบว่ามีสัญญาสินเชื่อที่เข้าข่ายได้รับการปรับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 67% ซึ่งคำนวณภาระดอกเบี้ยที่ปรับลดลงจากการปรับดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 0.10% ต่อปี จะอยู่ที่ประมาณ 6,500-6,800 ล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปีนี้”
โดยกลุ่มลูกค้าที่ได้รับประโยชน์ จะเป็นกลุ่มสินเชื่อสัญญาอ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว เช่น สินเชื่อบ้านที่อยู่ในช่วงดอกเบี้ยลอยตัว และสัญญาสินเชื่อลูกค้าใหม่ อย่างไรก็ดี มองว่าการปรับลดดอกเบี้ยอาจยังไม่ได้ทำให้ปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น เพราะโจทย์การปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ความเสี่ยงเครดิต (Credit Risk) ของลูกค้า และโอกาสในการทำธุรกิจและการสร้างรายได้ในอนาคต ทำให้ดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจขอสินเชื่อหรือปล่อยสินเชื่อ
หั่นดอกเบี้ยรับ ศก.อ่อนแอ
นางสาวธัญญลักษณ์กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยของ กนง.รอบนี้ เป็นการทำนโยบายเชิงรุก เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ได้ดีอย่างที่คิด โดยตัวเลขที่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งส่งออกจากนโยบายภาษีสหรัฐ แม้ว่ารัฐบาลใหม่กำลังมา แต่ กนง.ใช้นโยบายการเงินดูแลก่อน เพราะสัญญาณเศรษฐกิจค่อนข้างอ่อนแอ
“การลดดอกเบี้ย M Rate เชื่อว่าช่วยลดภาระได้บ้าง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเพียงพอหรือไม่ แต่มองว่าดีกว่าไม่ช่วย ซึ่งก็คงต้องติดตามสัญญาณเศรษฐกิจหลังรัฐบาลเข้ามา ความชัดเจนทางการคลัง ภาษี และการเจรจาการค้า หากสถานการณ์ไม่ได้แย่ เชื่อว่า กนง.น่าจะเก็บกระสุนไว้ก่อน”
ธุรกิจดีใจต้นทุน “หุ้นกู้” ถูกลง
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า หลัง กนง.ลดดอกเบี้ย ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ปรับลดลง เช่นกันสำหรับคนที่ซื้อต้องการลงทุนซื้อหุ้นกู้ออกใหม่ ดอกเบี้ยอาจจะจูงใจลดลง ทำให้อาจมีนักลงทุนส่วนหนึ่งที่หันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นได้ เพราะดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยหุ้นกู้ลดลงหมด
“ดอกเบี้ยต่ำลง คนฝากเงินก็อาจจะเห็นว่าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งทองคำ และตลาดหุ้น เพราะดอกเบี้ยหุ้นกู้ต่ำกว่าเงินปันผลอีก แต่ยังไม่เห็นโฟลว์การเคลื่อนย้าย เพียงแต่มองว่า ช่วงนี้ตลาดหุ้นอาจจะมีความคึกคักมากขึ้น คนก็อาจจะมองหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น”
ในแง่ของการระดมทุน ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำลงมา เมื่อออกหุ้นกู้ก็จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง ส่วนบริษัทที่มีปัญหาสภาพคล่อง ตอนนี้มีกว่า 20 บริษัทที่ขอยืดการไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไป การที่ดอกเบี้ยลดก็ทำให้สามารถหายใจได้คล่องขึ้น
เงินไหลเข้ากองทุน-หุ้นปันผล
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มโยกเงินออกจากเงินออมและเงินฝากประจำ ไปสู่กองทุนรวมและหุ้นปันผลสูง ซึ่งเป็นภาวะ Search for Yield ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากแทบไม่ได้ยินคำนี้มานาน 4 ปี
โดยปัจจุบันเงินฝากในระบบของไทยมีมูลค่าราว 16.8 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินฝากประจำประมาณ 4.7 ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งเงินฝากประจำส่วนหนึ่งมีแนวโน้มจะถูกย้ายเข้าสู่กองทุนรวม ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในระยะหลัง รวมถึงหุ้นปันผลมากขึ้น เพราะอัตราดอกเบี้ยเริ่มไม่จูงใจเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากตลาดทุน
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยราว 4% ขณะที่หุ้นในกลุ่ม SET HD ให้ผลตอบแทนประมาณ 5-7% ซึ่งถือว่าน่าสนใจในสภาวะดอกเบี้ยขาลง
เงินฝากพุ่ง-ปล่อยสินเชื่อวูบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขเงินให้สินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ 17 แห่ง มียอดเงินฝาก ณ เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 16,815,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ 16,407,227 ล้านบาท และในปี 2566 เงินฝากอยู่ที่ 16,203,344 ล้านบาท
ขณะที่ตัวเลขสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ลดลงต่อเนื่อง โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 สินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 17,211,443 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ที่อยู่ 17,403,883 ล้านบาท และในปี 2566 อยู่ที่ 17,523,685 ล้านบาท
บีบแบงก์ “ปล่อยกู้”
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ แบงก์อาจจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงไม่ได้มาก เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากในรูปแบบกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ปรับลดลงไม่ได้แล้ว ซึ่งตรงนั้นเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของแบงก์ การที่ดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาใกล้ดอกเบี้ย CASA ทำให้แบงก์ไม่รู้จะเอาเงินหนีไปไหน ก็อาจจะปล่อยกู้มากขึ้น หรือคืนทุนให้ผู้ถือหุ้น
“เพราะปัจจุบันดอกเบี้ย CASA อยู่ที่ 0.50% แบงก์ต้องจ่าย FIDF อีก 0.46% รวมกันก็เกือบ 1% ที่ผ่านมาดอกเบี้ย Repo (อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 1 วัน) ของแบงก์ชาติอยู่ที่ 1.25% หรือ 1.50% แบงก์ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรก็เอาไปฝาก Repo แต่พอวันนี้ Repo เหลือแค่ 1% ต้นทุนการเงินก็เท่า ๆ กันแล้ว แบงก์ก็ต้องตัดสินใจจะนำไปปล่อยกู้ หรือคืนทุนให้ผู้ถือหุ้น หรืออะไรก็ว่าไป”
ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ผลจากการลดดอกเบี้ยอีกส่วนหนึ่งก็คือ เป็นการไล่เงินออกไปจากแบงก์ เพื่อให้มีการนำเงินไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะนำไปใช้จ่าย ลงทุน หรืออื่น ๆ ก็เป็นไปได้หลายทาง บางคนอาจจะนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ หรือลงทุนหุ้นมากขึ้นก็เป็นได้
ลด ดบ.ไม่พอ-ต้องมีเครื่องมือเสริม
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยก็มีผลดีต่อเศรษฐกิจ ในแง่ของรายย่อยก็ภาระหนี้ลดลง ธุรกิจก็อาจตัดสินใจลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนทางการเงินลดลง อย่างไรก็ดี ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ หรือมนุษย์เงินเดือนที่ไม่ได้รับผลกระทบด้านเครดิต ส่วนคนที่เดือดร้อนอยู่แล้ว เช่น เอสเอ็มอี หรือคนที่คุณภาพเครดิตไม่ดี ก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์
นอกจากนี้การลดดอกเบี้ยลง ก็ช่วยลดแรงกดดันเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าลงไปได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีก็ต้องมีมาตรการเฉพาะจุดมาช่วยคนที่ไม่ได้รับประโยชน์ด้วย อย่างเช่น การค้ำประกันให้เอสเอ็มอี เป็นต้น
“โอกาสลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ ขึ้นกับข้อมูล Data Dependent คือ ถ้าเป็นอย่างที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่าจะปรับจีดีพีกลับไปโตที่ 2% ตอนนี้ผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว ถ้าแบบนั้น ผมคิดว่าโอกาสลดดอกเบี้ยอีก คงไม่มีแล้ว แต่ถ้าจีดีพีไตรมาสแรกออกมาไม่ดี หรือหนี้เสียสูงขึ้น สินเชื่อติดลบไปเรื่อย ๆ เศรษฐกิจไม่ฟื้น ก็มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก แต่จะไม่เยอะแล้ว” ดร.พิพัฒน์กล่าว
แบงก์ซื้อบอนด์รัฐพุ่ง 4.2 ล้าน ล.
แหล่งข่าวจากแวดวงตลาดเงิน ตลาดทุนระบุว่า จากดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง ขณะที่แบงก์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ จะเห็นว่าแบงก์มีการนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ คือ พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรแบงก์ชาติ เพิ่มขึ้นมาก โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ สิ้นปี 2567 แบงก์ถือตราสารหนี้ภาครัฐอยู่ราว 3.3 ล้านล้านบาท พบว่า ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.2 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9 แสนล้านบาท ในช่วง 13 เดือน หรือเพิ่มราว 27%
เทียบกับนักลงทุนต่างชาติที่ถือตราสารหนี้ภาครัฐอยู่ราว 8.5 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 ขยับขึ้นมาที่ 9.4 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10%
“ปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพสินเชื่อแบงก์ไม่โต การเสนอขายหุ้นกู้ก็ไม่โต แล้วไปโตที่ไหน เพราะสินทรัพย์ของแบงก์ก็โตขึ้น มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนรวมก็เพิ่มขึ้น ซึ่งพบว่าไปโตที่ตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีความเสี่ยง”
สำหรับรายย่อย บางส่วนอาจจะโยกเงินไปลงทุนในหุ้นปันผล แต่อีกส่วนก็ยังลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ หรือในหุ้นกู้ ที่เครดิตเรตติ้ง A ขึ้นไป เพราะปัจจุบันนักลงทุนไม่ต้องการรับความเสี่ยงมาก
นอกจากนี้จะเห็นว่าแบงก์มีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น รวมถึงซื้อหุ้นคืน ซึ่งเป็นการบริหารทุน ซึ่งเป็นเทรนด์ทั่วโลกต่อเนื่องมาราว 3 ปี อย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น และไม่ใช่แค่เซ็กเตอร์แบงก์ แต่รวมถึงธุรกิจที่กำไรแข็งแกร่งด้วย
ต้นทุนกู้ลด-ผู้ฝากเสียเปรียบ
นางสาวนงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของแบงก์ อาจจะไม่จำเป็นต้องปรับในอัตราเท่ากัน แบบ 1 ต่อ 1 เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นต้นทุนของธนาคาร ซึ่งแต่ละแห่งมีต้นทุนแตกต่างกัน ขึ้นกับพอร์ตและฐานลูกค้าแต่ละแห่ง
“การปรับดอกเบี้ยเงินกู้ M Rate ทุกคนได้ประโยชน์ในส่วนของสินเชื่ออ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว แต่คนที่เสียเปรียบ คือ ผู้ฝากเงิน เพราะหากมีการปรับลด ดอกเบี้ยเงินฝากปรับลดลงเร็วกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะมีการปรับตามรอบการชำระค่างวด”
หุ้นน็อนแบงก์ “ต้นทุนลด”
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย กล่าวว่า หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด ในระยะสั้นหุ้นกลุ่มแบงก์มีการปรับตัวลงมา แต่จากนั้นก็ปรับขึ้น จากปัจจัยการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามา ส่วนกลุ่มน็อนแบงก์ทิศทางจะสวนกับกลุ่มแบงก์ คือเมื่อมีแรงซื้อกลับกลุ่มแบงก์ กลุ่มน็อนแบงก์จะถูกแรงเทขายออกมา
อย่างไรก็ดี ถ้ามองในเชิงพื้นฐาน กลุ่มน็อนแบงก์ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ย เพราะจะทำให้ต้นทุนลดลงในระยะยาวเมื่อออกหุ้นกู้ใหม่ ส่วนกลุ่มแบงก์ก็ผลกระทบไม่มาก โดยเฉพาะในเชิงกำไร ส่วนประเด็น ธปท.จะคุมค่าธรรมเนียม ยังประเมินผลกระทบไม่ได้ เพราะยังไม่รู้จะปรับลดอะไร แค่ไหน
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสลดได้อีก 1 ครั้งในระยะต่อไป แต่คงไม่ได้ลดต่อเนื่องติดต่อกัน เพราะยังไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป
เงินไหลออกจากแบงก์
นายธนเดชกล่าวว่า เมื่ออัตราผลตอบแทนเงินฝากลดลง ทางทฤษฎีถ้าประเทศที่พัฒนามากกว่านี้ เงินจะต้องไหลไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าบนความเสี่ยงที่รับได้ เช่น ตราสารหนี้ หรือบางส่วนอาจจะเป็นหุ้น ซึ่งในส่วนของเงินฝากประจำคาดว่ายังไงธนาคารพาณิชย์ก็ต้องลดดอกเบี้ยลง
“การส่งผ่านนโยบายทางการเงินหลังจากนี้จะไม่มากแล้ว ค่อนข้างจำกัด ต่อไปจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลและนโยบายด้านการคลัง หรืออาจจะต้องมีมาตรการเสริมหรือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอกเบี้ยต่ำบีบแบงก์ปล่อยกู้ รายย่อยโยกเงินฝาก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net