โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินบาทแข็งค่า ใครได้ ใครเสีย? คนธรรมดา vs คนทำธุรกิจ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ มองว่า การแข็งค่าของเงินบาทในปีที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงความเคลื่อนไหวของค่าเงิน แต่เป็นสัญญาณการปรับสมดุลของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันก็กลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ส่งออก และมีนัยต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

โดย "หอการค้า" ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์

การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นหลัก “หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงินควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด” ดร.พจน์กล่าว

*หอการค้าไทยเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1) ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออกอัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม

2) ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจการเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ ซึ่่งตอนนึ้ ขึ้นเป็น 15% ใช้ได้แค่ 150 วันเท่านั้น ดังนั้นจะกระทบต่อการวางแผน

3) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกมาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค

**ธนาคารไทยพาณิชย์ มุมมองค่าเงินบาทเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และความผันผวนสูงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออกไทย และมีนัยต่อ GDP ของประเทศ ดังนั้นในปีที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นสะท้อนจากปริมาณธุรกรรมทั้งการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และสัญญาออปชั่น (Options) เพิ่มขึ้น

ส่วนตลาดการเงินในปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ เช่น ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลกแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น เงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้ยังมีแนวโน้มแข็งค่า

*ปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่า มีดังนี้

1.คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้

2.มองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้

3.ราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก ทั้ง AI disruption และสงครามในตะวันออกกลาง

4.ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาคลดลง

หลังจาก กนง.ลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด พบว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินปรับลดลงมาตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลง 0.15% มาอยู่ที่ 1.06% ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงราว 10 สตางค์ ซึ่งที่ผ่านมาการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมักไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาทนัก แต่ในรอบนี้ที่เป็นการลดดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาบ้าง

สำหรับในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ

ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

"ธนาคารกรุงไทย" เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ แม้ตลาดจะทยอยลดคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงบ้าง แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ หลังศาลสูงสุดสหรัฐมีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าบางส่วน รวมถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กดดันเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกันราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังช่วยหนุนเงินบาทเพิ่มเติม

แม้โมเมนตัมเงินบาทแข็งค่ามีกำลังมากขึ้น แต่การแข็งค่าน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังมีความเสี่ยงผันผวนสูงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และทิศทางเงินดอลลาร์ หากเงินบาทแข็งค่าหลุด 31.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจเปิดทางสู่โซน 30.50–30.75 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ดี มองว่าเป็นระดับที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...