เงินบาทแข็งค่า ใครได้ ใครเสีย? คนธรรมดา vs คนทำธุรกิจ
นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ มองว่า การแข็งค่าของเงินบาทในปีที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงความเคลื่อนไหวของค่าเงิน แต่เป็นสัญญาณการปรับสมดุลของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันก็กลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ส่งออก และมีนัยต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
โดย "หอการค้า" ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์
การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นหลัก “หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงินควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด” ดร.พจน์กล่าว
*หอการค้าไทยเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1) ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออกอัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม
2) ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจการเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ ซึ่่งตอนนึ้ ขึ้นเป็น 15% ใช้ได้แค่ 150 วันเท่านั้น ดังนั้นจะกระทบต่อการวางแผน
3) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกมาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค
**ธนาคารไทยพาณิชย์ มุมมองค่าเงินบาทเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และความผันผวนสูงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออกไทย และมีนัยต่อ GDP ของประเทศ ดังนั้นในปีที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นสะท้อนจากปริมาณธุรกรรมทั้งการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และสัญญาออปชั่น (Options) เพิ่มขึ้น
ส่วนตลาดการเงินในปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ เช่น ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลกแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น เงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้ยังมีแนวโน้มแข็งค่า
*ปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่า มีดังนี้
1.คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้
2.มองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้
3.ราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก ทั้ง AI disruption และสงครามในตะวันออกกลาง
4.ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาคลดลง
หลังจาก กนง.ลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด พบว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินปรับลดลงมาตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลง 0.15% มาอยู่ที่ 1.06% ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงราว 10 สตางค์ ซึ่งที่ผ่านมาการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมักไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาทนัก แต่ในรอบนี้ที่เป็นการลดดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาบ้าง
สำหรับในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ
ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
"ธนาคารกรุงไทย" เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ แม้ตลาดจะทยอยลดคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงบ้าง แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ หลังศาลสูงสุดสหรัฐมีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าบางส่วน รวมถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กดดันเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกันราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังช่วยหนุนเงินบาทเพิ่มเติม
แม้โมเมนตัมเงินบาทแข็งค่ามีกำลังมากขึ้น แต่การแข็งค่าน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังมีความเสี่ยงผันผวนสูงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และทิศทางเงินดอลลาร์ หากเงินบาทแข็งค่าหลุด 31.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจเปิดทางสู่โซน 30.50–30.75 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ดี มองว่าเป็นระดับที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง