โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนาคารโลกหั่นจีดีพีไทยปี 69 โต 1.6% ส่งออกหมดโปรฯ หนี้ฉุดกำลังซื้อ

Amarin TV

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ธนาคารโลกหั่นจีดีพีไทยปี 69 เหลือโต 1.6% ส่งออกหมดโปรฯ หนี้ฉุดกำลังซื้อ การท่องเที่ยวฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ชนะการเลือกตั้งล่าสุด และมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นนายกฯอีกสมัยบอกว่า จะทำให้คนไทยรวยไม่ไหว แต่ในความเป็นจริงอาจจะต้องถามกันว่า คนไทยจะรวยไหวมั้ย ? เมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังเป็นขาลง ล่าสุด ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยปี 2569 จะโต 1.6% ลดลงจากที่คาดการณ์ครั้งก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่คาดว่าจะโต 1.7%

ในรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2026 (Thailand Economic Monitor | February 2026) ธนาคารโลกคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะชะลอลงเหลือ 1.6% ก่อนจะขยับขึ้นเป็นประมาณ 2.2% ในปี 2570 เมื่ออุปสงค์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่เริ่มเกิดขึ้น

เศรษฐกิจไทยปี 68 เผยจุดอ่อนชัด

ธนาคารโลกกล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของไทยในปี 2568 ทำให้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่มีอยู่มาอย่างยาวนานชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่ ฐานอุตสาหกรรมที่ล้าสมัย ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และพื้นที่ทางการคลังที่ตึงตัวมากขึ้น

แต่สิ่งที่เป็นข้อดีก็คือ สถานการณ์ดังกล่าวช่วยชี้ให้เห็นโอกาสในการปฏิรูปเพื่อสนับสนุนการลงทุน การบริโภค และตลาดแรงงานให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น แม้แรงขับเคลื่อนในภาคการผลิตจะอ่อนตัวลง และการส่งออกจะขยายตัวชั่วคราว แต่เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับประโยชน์จากความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่ง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับควบคุมได้

“อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านลบยังมีน้ำหนักมาก จึงตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมสร้างการแข่งขัน ยกระดับทักษะแรงงาน และพื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง เพื่อยกระดับผลิตภาพ ส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูง รวมถึงสนับสนุนการเติบโตที่มีความยืดหยุ่น และการสร้างงานมากขึ้น”

ปี 69 ชะลอ ส่งออกหมดโปรฯ หนี้ฉุดการจับจ่าย ท่องเที่ยวฟื้นเบา

เมื่อมองไประยะข้างหน้า ธนาคารโลกมองว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะใกล้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะค่อย ๆ ปรับดีขึ้นในระยะปานกลาง อัตราการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6% ในปี 2569 สะท้อนการคลี่คลายของแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปี 2568 ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลกที่ยังคงอยู่ และแรงกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ควบคู่กับภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว ซึ่งยังคงถ่วงอุปสงค์ภายในประเทศ ส่วนภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2570 มาอยู่ที่ประมาณ 2.2% จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพมากขึ้น การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัว และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตและการจ้างงานจริง

การส่งออกมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันในปี 2569 โดยคาดว่าการเติบโตของการส่งออกสินค้าจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปี 2568

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มากที่สุด (ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักรบางประเภท) มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย

ขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (Al) ยังคงขยายตัวได้ดี ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 2% ของ GDP ในปี 2569 จากดุลการค้าที่ปรับลดลง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำลงและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยพยุงฐานะดุลภายนอกโดยรวม

ความเสี่ยงมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวก

ความเสี่ยงด้านขาลงยังคงมีน้ำหนักมากกว่า โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลกที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงเป็นความเสี่ยงภายนอกหลัก ซึ่งการทวีความรุนแรงของความตึงเครียดทางการค้าอาจกดดันการส่งออก สร้างความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทาน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภาคการท่องเที่ยวยังเผชิญความเสี่ยงจากความกังวลด้านความปลอดภัย การแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการเลือกตั้งอาจส่งผลให้การอนุมัติและการดำเนินงบประมาณปีงบประมาณ 2570 ล่าช้า และกระทบต่อแผนการใช้จ่ายภาครัฐ

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยหนุนบางประการ ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่สูงกว่าคาดไว้โดยเฉพาะในยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งอาจช่วยหนุนกิจกรรมการผลิตและผลิตภาพ ขณะเดียวกัน การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าโลกอาจช่วยฟื้นแรงส่งของภาคอุตสาหกรรมได้

แนะปฏิรูปเน้นการแข่งขัน ทักษะ ปรับสมดุลการคลัง

ธนาคารโลกมีข้อเสนอแนะทางนโยบายต่อผู้กำหนดนโยบายของไทยว่า การเสริมสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตและการจ้างงานของไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่มุ่งเน้นในด้านการแข่งขัน ทักษะ และการปรับฐานทางการคลัง

การยกระดับการแข่งขันในภาคบริการ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โลจิสติกส์และภาคโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น ๆ มีความจำเป็นต่อการเพิ่มผลิตภาพและดึงดูดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น การยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและการพัฒนา ทักษะใหม่ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องของทักษะที่เพิ่มขึ้น และเตรียมแรงงานสำหรับภาคส่วนที่เติบโตเร็ว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง บริการดิจิทัล และการผลิตที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อม

การปรับฐานทางการคลัง โดยการลดการขาดดุลให้สอดคล้องกับกรอบการคลังระยะปานกลาง การปรับทิศทางการใช้จ่ายไปสู่การลงทุนภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและการคุ้มครองทางสังคมแบบมุ่งเป้า ตลอดจนการขยายฐานรายได้ จะช่วยฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง

นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสามารถแก้ไขได้ผ่านแนวทางเชิงระบบที่บูรณาการกัน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้แบบมุ่งเป้า การบริหารจัดการหนี้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และการเสริมมาตรการคุ้มครองทางสังคมควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มรายได้

“โดยรวมแล้ว การปฏิรูปเหล่านี้จะช่วยให้เงินทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่มีผลิตภาพสูง เสริมสร้างความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน และเพิ่มความพร้อมของไทยในการคว้าโอกาสใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมสีเขียวและ อุตสาหกรรมขั้นสูงได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...