ธนาคารโลกหั่นจีดีพีไทยปี 69 โต 1.6% ส่งออกหมดโปรฯ หนี้ฉุดกำลังซื้อ
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ชนะการเลือกตั้งล่าสุด และมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นนายกฯอีกสมัยบอกว่า จะทำให้คนไทยรวยไม่ไหว แต่ในความเป็นจริงอาจจะต้องถามกันว่า คนไทยจะรวยไหวมั้ย ? เมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังเป็นขาลง ล่าสุด ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยปี 2569 จะโต 1.6% ลดลงจากที่คาดการณ์ครั้งก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่คาดว่าจะโต 1.7%
ในรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2026 (Thailand Economic Monitor | February 2026) ธนาคารโลกคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะชะลอลงเหลือ 1.6% ก่อนจะขยับขึ้นเป็นประมาณ 2.2% ในปี 2570 เมื่ออุปสงค์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่เริ่มเกิดขึ้น
เศรษฐกิจไทยปี 68 เผยจุดอ่อนชัด
ธนาคารโลกกล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของไทยในปี 2568 ทำให้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่มีอยู่มาอย่างยาวนานชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่ ฐานอุตสาหกรรมที่ล้าสมัย ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และพื้นที่ทางการคลังที่ตึงตัวมากขึ้น
แต่สิ่งที่เป็นข้อดีก็คือ สถานการณ์ดังกล่าวช่วยชี้ให้เห็นโอกาสในการปฏิรูปเพื่อสนับสนุนการลงทุน การบริโภค และตลาดแรงงานให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น แม้แรงขับเคลื่อนในภาคการผลิตจะอ่อนตัวลง และการส่งออกจะขยายตัวชั่วคราว แต่เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับประโยชน์จากความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่ง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับควบคุมได้
“อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านลบยังมีน้ำหนักมาก จึงตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมสร้างการแข่งขัน ยกระดับทักษะแรงงาน และพื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง เพื่อยกระดับผลิตภาพ ส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูง รวมถึงสนับสนุนการเติบโตที่มีความยืดหยุ่น และการสร้างงานมากขึ้น”
ปี 69 ชะลอ ส่งออกหมดโปรฯ หนี้ฉุดการจับจ่าย ท่องเที่ยวฟื้นเบา
เมื่อมองไประยะข้างหน้า ธนาคารโลกมองว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะใกล้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะค่อย ๆ ปรับดีขึ้นในระยะปานกลาง อัตราการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6% ในปี 2569 สะท้อนการคลี่คลายของแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปี 2568 ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลกที่ยังคงอยู่ และแรงกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ควบคู่กับภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว ซึ่งยังคงถ่วงอุปสงค์ภายในประเทศ ส่วนภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2570 มาอยู่ที่ประมาณ 2.2% จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพมากขึ้น การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัว และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตและการจ้างงานจริง
การส่งออกมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันในปี 2569 โดยคาดว่าการเติบโตของการส่งออกสินค้าจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปี 2568
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มากที่สุด (ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักรบางประเภท) มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย
ขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (Al) ยังคงขยายตัวได้ดี ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 2% ของ GDP ในปี 2569 จากดุลการค้าที่ปรับลดลง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำลงและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยพยุงฐานะดุลภายนอกโดยรวม
ความเสี่ยงมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวก
ความเสี่ยงด้านขาลงยังคงมีน้ำหนักมากกว่า โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลกที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงเป็นความเสี่ยงภายนอกหลัก ซึ่งการทวีความรุนแรงของความตึงเครียดทางการค้าอาจกดดันการส่งออก สร้างความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทาน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภาคการท่องเที่ยวยังเผชิญความเสี่ยงจากความกังวลด้านความปลอดภัย การแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการเลือกตั้งอาจส่งผลให้การอนุมัติและการดำเนินงบประมาณปีงบประมาณ 2570 ล่าช้า และกระทบต่อแผนการใช้จ่ายภาครัฐ
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยหนุนบางประการ ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่สูงกว่าคาดไว้โดยเฉพาะในยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งอาจช่วยหนุนกิจกรรมการผลิตและผลิตภาพ ขณะเดียวกัน การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าโลกอาจช่วยฟื้นแรงส่งของภาคอุตสาหกรรมได้
แนะปฏิรูปเน้นการแข่งขัน ทักษะ ปรับสมดุลการคลัง
ธนาคารโลกมีข้อเสนอแนะทางนโยบายต่อผู้กำหนดนโยบายของไทยว่า การเสริมสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตและการจ้างงานของไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่มุ่งเน้นในด้านการแข่งขัน ทักษะ และการปรับฐานทางการคลัง
การยกระดับการแข่งขันในภาคบริการ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โลจิสติกส์และภาคโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น ๆ มีความจำเป็นต่อการเพิ่มผลิตภาพและดึงดูดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น การยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและการพัฒนา ทักษะใหม่ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องของทักษะที่เพิ่มขึ้น และเตรียมแรงงานสำหรับภาคส่วนที่เติบโตเร็ว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง บริการดิจิทัล และการผลิตที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อม
การปรับฐานทางการคลัง โดยการลดการขาดดุลให้สอดคล้องกับกรอบการคลังระยะปานกลาง การปรับทิศทางการใช้จ่ายไปสู่การลงทุนภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและการคุ้มครองทางสังคมแบบมุ่งเป้า ตลอดจนการขยายฐานรายได้ จะช่วยฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง
นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสามารถแก้ไขได้ผ่านแนวทางเชิงระบบที่บูรณาการกัน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้แบบมุ่งเป้า การบริหารจัดการหนี้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และการเสริมมาตรการคุ้มครองทางสังคมควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มรายได้
“โดยรวมแล้ว การปฏิรูปเหล่านี้จะช่วยให้เงินทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่มีผลิตภาพสูง เสริมสร้างความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน และเพิ่มความพร้อมของไทยในการคว้าโอกาสใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมสีเขียวและ อุตสาหกรรมขั้นสูงได้”