โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

มานากาโนะต้องกิน! 6 ของอร่อยลิ้นแพงที่ห้ามพลาด

conomi

อัพเดต 21 มี.ค. 2567 เวลา 19.40 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2567 เวลา 00.00 น. • conomi.co

นากาโนะ เป็นจังหวัดที่ขึ้นเรื่องผักภูเขาและอาหารที่เฮลตี้แถมยังอร่อย จนหลายคนสงสัยว่าหรือนี่จะเป็นความลับเบื้องหลังความอายุยืนของคนนากาโนะกันนะ? เพราะถ้าอาหารอร่อยซะอย่าง มีหรือจะหนีไปกินอย่างอื่น? และบทความนี้จะพาทุกคนไปดูลิสต์ 6 ของอร่อยที่ห้ามพลาดของนากาโนะกัน!

คำเตือน ไม่แนะนำให้อ่านบทความนี้ตอนท้องว่างหรือดึก ๆ นะ

1. ไก่ทอดซันโซคุยากิ กรอบอร่อยเครื่องเทศเต็มคำ ไม่ต้องกลัวเลี่ยน

6 ของอร่อยลิ้นแพงแถมเฮลตี้ของนากาโนะ - ไก่ทอดซันโซคุยากิ เอกิเบ็น

มาเริ่มต้นกันด้วยของเรียกน้ำย่อย นั่นคือไก่ทอดซันโซคุยากิ (山賊焼, Sanzoku Yaki) ที่เป็นของอร่อยประจำเมืองมัตสึโมโตะกัน ซึ่งถ้าลงรถไฟที่สถานี JR Matsumoto (松本駅) และเดินผ่านแถวร้านอาหารล่ะก็จะได้กินไก่ทอดหอมโชยมาจูงจมูกให้เข้าร้านกันทีเดียว ใครจะเดินผ่านหน้าร้านได้โดยไม่แวะซื้อถือว่าต้องใจแข็งมาก

ร้าน Matsumoto Karaage Center ที่เสิร์ฟไก่ทอดหอมฉุยในสถานี JR Matsumoto

ไก่ทอดซันโซคุยากิเป็นเมนูที่นำส่วนน่องหรืออกของไก่มาปรุงรสด้วยโชยุที่ผสมกระเทียม ขิง และเครื่องเทศอื่น ๆ จากนั้นนำไปคลุกด้วยแป้งมันฝรั่งก่อนจะนำไปทอด แค่นี้ก็ฟังดูน่ากินแล้ว!

ไก่ทอดซันโซคุยากินั้นมาในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอดแบบชิ้น ๆ ขายร้อน ๆ ให้ถือกินระหว่างเดินเที่ยวได้ หรือจะเป็นเมนูเซ็ตข้าวตามร้านอาหาร รวมถึงเอกิเบ็นให้ถือขึ้นไปอร่อยกันบนรถไฟได้ในปริมาณอิ่มจุก ๆ

เอกิเบ็นซันโซคุยากิของ Matsumoto Karaage Center ไก่ทอดเยอะทะลักกล่องจนต้องใช้หนังยางมัด

แต่ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหน อย่างเดียวที่ไม่ต่างกันเลยก็คือความกรอบอร่อยเหมือนเพิ่งขึ้นมาใหม่ ๆ จากกระทะ ซึ่งแป้งข้างนอกจะกรอบเบารวมถึงเนื้อชุ่มน้ำซุปที่นุ่มมาก ที่สำคัญเลยคือไม่เลี่ยนอย่างไม่น่าเชื่อ และสามารถทานได้แบบไม่ต้องใช้ซอสอะไรมาช่วยเพิ่มหรือตัดรสชาติเลย ถ้ามาเที่ยวที่เมืองมัตสึโมโตะหรือเดินเล่นที่คามิโคจิล่ะก็ห้ามพลาดเลย!

ที่คามิโคจิก็มีขายเป็นชิ้น ๆ ให้ถือกินเติมพลังระหว่างเดินป่าด้วยนะ

Matsumoto Karaage Center (松本からあげセンター)

ที่อยู่ 4th Floor, MIDORI 1-1 Chome, Fukashi Matsumoto, Nagano 390-0815 Japan. เวลาเปิด-ปิด 11.30 – 19.30 น. การเดินทาง ลงรถไฟสถานี JR Matsumoto แล้วไปที่ชั้น 4 ร้านตั้งอยู่บริเวณโซนร้านอาหาร เว็บไซต์ karacen.com

2. เซโรมุชิ เมนูสุดเฮลตี้ อร่อยเหมือนคุณย่าคุณยายทำ

เซโรมุชิ ร้าน Yayoiza

เซโรมุชิ (せいろ蒸し, Seiro Mushi) เป็นอาหารนึ่งที่นำวัตถุดิบต่างๆ ไปนึ่งในซื้งไม้ไผ่ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส และหนึ่งในที่ที่เราจะได้ชิมเซโรมุชิที่อร่อยที่สุดในนากาโนะก็คือร้าน Yayoiza (門前茶寮 弥生座) ร้านอาหารบรรยากาศย้อนยุคที่อยู่หน้าทางเข้าวัดเซ็นโคจิ (善光寺, Zenkoji) ในย่านเมืองนากาโนะ

ร้าน Yayoiza เปิดขึ้นเมื่อปี 1995 เป็นร้านที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นนากาโนะรวมถึงวัตถุดิบตามฤดูกาลมาปรุงเป็นอาหารที่ให้ผู้ชิมได้รับรู้ถึงความอร่อยของทั้งอาหารท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา อาหารมังสวิรัติของวัดเซ็นโคจิ และอาหารทั่วไปในชีวิตประจำวันของคนนากาโนะ นอกจากความเป็น Slow Food แล้ว ตัวร้านที่เป็นบ้านไม้เก่าแก่ยังให้บรรยากาศ Slow Life ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้านคุณย่าคุณยายชาวญี่ปุ่นในชนบท และสะท้อนถึงความหมายเบื้องหลังชื่อของร้าน Yayoiza

เคาน์เตอร์ครัวภายในร้าน บรรยากาศอบอุ่นเหมือนครัวคุณย่าคุณยาย

โดย Yayoi (弥生, ยาโยอิ) เป็นชื่อยุคที่เชื่อกันว่าผู้คนได้เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่หุบเขาแห่งนี้กัน ส่วน Za (座, สะ) หมายถึงที่นั่ง ซึ่งรวมถึงที่นั่งที่ผู้คนมารวมตัวพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน กลายที่มาของชื่อ Yayoiza ที่แฝงถึงเรื่องราวที่มาตั้งแต่อดีตของสถานที่แห่งนี้และความตั้งใจที่จะเป็นพื้นที่ของชุมชนที่ผู้คนมาใช้เวลาร่วมกันนั่นเอง

ร้าน Yayoiza มีเมนูเซโรมุชิให้เลือกมากมาย ทั้งเนื้อวัวชินชู (信州牛) กุ้ง ปลาไหล และหมูเป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะมาพร้อมกับผักสดๆ คัดพิเศษจากท้องถิ่นนากาโนะ ข้าวเหนียวห่อใบไม้ ไข่ตุ๋น ซุปมิโซะ และซอสสำหรับจิ้ม สำหรับเมนูที่เราเลือกชิมนั้นคือ Monzen Seiro Mushi (門前せいろ蒸し) ที่ประกอบด้วยเนื้อวัวชินชู ผัก ข้าวเหนียว และไข่ตุ๋น

ไอน้ำจากซึ้งนึ่งที่หอมไม้ไผ่พร้อมกลิ่นผักหวาน ๆ

เมื่อสั่งแล้วคุณป้าเจ้าของร้านจะจัดวางวัตถุดิบต่าง ๆ ลงในซึ้งไม้ไผ่แล้วนำไปนึ่ง วิธีนี้ทำให้นึ่งได้หลาย ๆ ชั้นพร้อมกัน และมากสุดได้ถึง 10 ชั้นทีเดียว เมื่อนึ่งเสร็จรอบหนึ่งซึ้งนึ่งจะถูกสลับจากอันบนสุดลงมาล่างสุดเพื่อให้ทุกอันสุกเท่ากัน ระหว่างสลับเราจะได้เห็นอาหารของเราแว๊บ ๆ พร้อมกลิ่นผักนึ่งหวาน ๆ หอม ๆ เรียกน้ำย่อยด้วย

Monzen Seiro Mushi มาเสิร์ฟแล้ว! มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าเฮลตี้

พออาหารมาเสิร์ฟถึงที่ก็หิวพอดีเลย ส่วนตัวเราเริ่มที่ซุปมิโซะก่อนเพื่อแก้หนาว ซึ่งซุปมิโสะนั้นใช้มิโซะแดงทำให้ได้รสชาติที่เข้มเป็นพิเศษเหมาะกับวันฝนตกอากาศหนาวอย่างวันนี้ ตามด้วยผักสดและเห็ดที่นึ่งจนเนื้อนุ่มและหวานมากจนไม่ต้องจิ้มซอสช่วยก็อร่อยได้ โดยเฉพาะฟักทองและแครอท ส่วนเนื้อวัวชินชูเองก็มาเป็นชิ้นแล่ใหญ่ ๆ ที่ทานได้เต็มปากเต็มคำ และเมื่อยิ่งจิ้มซอสที่ช่วยดึงรสอุมามิออกมาก็อร่อยยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับข้าวเหนียวในเซ็ตนั้นเป็นข้าวเหนียวที่นุ่มและอุ้มน้ำเยอะกว่าข้าวเหนียวไทยที่เราคุ้นเคยกัน ตบท้ายด้วยไข่ตุ๋นที่นุ่มมากชนิดละลายในปาก

เนื้อวัวชินชูหั่นบาง ๆ แต่อร่อยเต็มปากเต็มคำ

ที่พิเศษคือด้วยความที่ใช้ซึ้งไผ่นึ่ง ทำให้อาหารทั้งหมดนี้มีกลิ่นหอมไผ่จาง ๆ อยู่ด้วย เห็นถาดใหญ่ขนาดนี้แต่ทั้งหมดนี้เป็นมื้อที่อิ่มกำลังดีทีเดียว ยิ่งพอปิดท้ายด้วยไอศกรีมโฮมเมดของทางร้านด้วยล่ะก็ยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่

ไอศกรีมโฮมเมดของร้านรสขิงและงา บอกเลยว่ารสขิงอร่อยสดชื่นมาก ขนาดคนไม่ถูกกับขิงก็กินได้

ใครกำลังมองหาอาหารที่ให้เราอร่อยกับรสชาติแท้ของวัตถุดิบท้องถิ่น แถมเฮลตี้และได้นั่งในบรรยากาศร้านย้อนยุคสบายๆ ล่ะก็ เราขอแนะนำที่นี่เลย

Yayoiza (門前茶寮 弥生座)

ที่อยู่ 503 Nagano, 380-0841, Japan. เวลาเปิด-ปิด 11.30 – 14.00 น. / 17.00 – 20.00 น. การเดินทาง จากสถานี JR Nagano นั่งรถบัส 15 นาทีลงที่ป้าย Zenkoji Daimon (善光寺大門) ค่ารถบัส 190 เยน จากนั้นเดินอีกไม่ถึง 1 นาที เว็บไซต์ yayoiza.jp

3. ผลไม้นากาโนะ ของดีประจำจังหวัด

แอปเปิ้ลชินชูเด็ดสด ๆ จากสวน

ความลำบากใจหนึ่งของการกินผลไม้ของนากาโนะคือจะหาผลไม้อร่อยแบบนี้ที่อื่นได้ยากแน่นอน เพราะจังหวัดนี้มีผลไม้ที่อร่อยมากจนให้กินเป็นกิโล ๆ ก็คิดว่าไหว ซึ่งผลไม้ตัวตึงของจังหวัดที่เราขอยกขึ้นมาในบทความนี้ก็คือแอปเปิ้ลชินชู (信州りんご, Shinshu Apple) และองุ่น Shine Muscat (シャインマスカット)

แอปเปิ้ลชินชูสีแดงสดน่ากินพร้อมเด็ดกลับบ้าน

เริ่มกันที่แอปเปิ้ลชินชู ซึ่งถ้าจะให้อร่อยแบบสุดๆ ก็ต้องแอปเปิ้ลที่เพิ่งเด็ดจากต้นเท่านั้น และในจังหวัดมีสวนแอปเปิ้ลหลายแห่งให้เลือกเข้าไปเก็บแอปเปิ้ลได้มากเท่าที่ต้องการในเวลาที่กำหนด สำหรับสวนที่เราไปมาคือ Nakajo Fruits Farm ในเมืองสุซากะ (須坂市, Suzaka City) ซึ่งว่ากันว่าเป็นฟาร์มแห่งแรกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเก็บแอปเปิ้ลได้

Nakajo Fruits Farm

แอปเปิ้ลที่สต๊าฟของฟาร์มแนะนำให้เก็บคือลูกที่มีสีออกแดงหน่อยซึ่งจะมีรสชาติหวาน ส่วนตอนเด็ดให้จับที่ลูกแอปเปิ้ลแล้วบิดขึ้นด้านบนจะทำให้แอปเปิ้ลหลุดจากขั้วได้ง่ายและไม่ทำให้ต้นไม้เสียหายด้วย แอปเปิ้ลที่เด็ดได้นั้นมีแต่ลูกใหญ่ ๆ หนัก ๆ ทั้งนั้นและผิวเรียบสวยมากด้วย พอเด็ดได้จนครบเวลาแล้วก็นำแอปเปิ้ลในตะกร้าไปชั่งน้ำหนักเพื่อคิดราคา หลังจากจ่ายตังค์เรียบร้อยก็กินได้เลย!

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบรสชาติแนว ๆ แอปเปิ้ล Jazz ล่ะก็จะต้องชอบแอปเปิ้ลชินชูแน่นอน เพราะแอปเปิ้ลชินชูมีรสหวานนำอมเปรี้ยวนิด ๆ ในแบบที่หลายคนชอบ พร้อมเนื้อแอปเปิ้ลกรอบกรุบ ๆ เคี้ยวเพลิน เห็นลูกใหญ่เท่าหน้าแบบนี้ แต่พอกัดเข้าไปคำนึงเผลอแป๊บเดียวก็กินหมดลูกจนเพื่อนข้าง ๆ ถามว่าเคี้ยวก่อนกลืนบ้างไหม แต่นี่แหละคือพลังความอร่อยของแอปเปิ้ลชินชูที่เพิ่งเก็บมาใหม่ ๆ จากต้น ถ้าเพื่อน ๆ ใฝ่ฝันถึงแอปเปิ้ลลูกใหญ่ๆ หวานกรอบอร่อยเคี้ยวสนุกล่ะก็ มาที่นากาโนะกันได้เลย

Nakajo Fruits Farm (中条フルーツ農場)

ที่อยู่ 3750 Ogawara, Suzaka, Nagano 382-0071, Japan. เวลาเปิด-ปิด 8.30-17.30 น. การเดินทาง จากสถานี Obuse นั่งแท๊กซี่ประมาณ 7 นาที เว็บไซต์ fruitsland.co.jp

อีกผลไม้หนึ่งของจังหวัดที่อยากแนะนำก็คือองุ่น Shine Muscat ที่ดังพอ ๆ กับองุ่นเคียวโฮ (巨峰葡萄, Kyoho) และอร่อยไม่แพ้กัน

องุ่น Shine Muscat ลูกใหญ่เคี้ยวอร่อยเต็มปากเต็มคำ

นอกจากผลองุ่นที่ใหญ่พอ ๆ กับลูกปิงปองแล้ว องุ่น Shine Muscat มีจุดเด่นคือรสชาติที่หวานสะใจและไม่มีรสเปรี้ยวหรือรสฝาดที่เปลือกปนเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเพื่อน ๆ ที่ไม่ชอบองุ่นเปรี้ยว ๆ ฝาด ๆ ก็อร่อยกับ Shine Muscat ทั้งพวงได้แบบไม่ต้องกลัวหวยออกรสเปรี้ยวฝาดที่ลูกไหนเลย ในส่วนของรสสัมผัสนั้น ส่วนตัวรู้สึกว่า Shine Muscat จะใกล้เคียงกับเยลลี่ที่เนื้อออกหนึบหน่อย ซึ่งจะต่างกับเนื้อคล้ายเยลลี่กรุบ ๆ ขององุ่นที่เราคุ้นเคย อ้อ ที่สำคัญคือไม่มีเมล็ดด้วยนะ!

View this post on Instagram

A post shared by ↑のんきーです。 長野市 N vintage coffee フルーツ大福とアルクマラテのカフェ☕️いちご飴🍓いちごチョコ🍫 (@n_vintage_coffee)

ด้วยเนื้อคล้ายเยลลี่และรสชาติหวานอร่อยแบบไม่ต้องใช้อะไรช่วย ความอร่อยนี้เองที่ทำให้ Shine Muscat ถูกใช้ในขนมหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือไดฟุกุของร้าน N vintage coffee ร้านคาเฟ่ใจกลางเมืองนากาโนะที่ใช้ผลองุ่น Shine Muscat ทั้งลูกมาเป็นไส้ ปกติเราจะชินกับไดฟุกุไส้ถั่วแดง ชาเขียว ไม่ก็ไส้สตรอว์เบอรี่ เลยเป็นปกติที่เราจะคิดว่ารสชาติของไส้ไดฟุกุก็คงไม่พ้นแนว ๆ นี้ แต่ไดฟุกุไส้ Shine Muscat เป็นอะไรที่แปลกใหม่มากและเปิดโลกเลยว่าเนื้อไดฟุกุเหนียวนุ่มและองุ่นลูกใหญ่หนึบ ๆ หวานเจี๊ยบจะจับคู่กันแล้วเวิร์คขนาดนี้ นอกจากองุ่น Shine Muscat แล้ว N vintage coffee ยังมีไดฟุกุไส้ผลไม้อื่น ๆ อีกมากให้เลือกชิมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นส้มที่มาทั้งลูกอีกเหมือนกัน สตรอว์เบอรี่ที่เราคุ้นเคย กีวี่ หรือที่แปลกตาหน่อยคือเมลอนและสับปะรดเป็นต้น!

โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะชอบอร่อยกับตัวผลไม้เน้น ๆ หรือชอบแบบในขนมต่าง ๆ ที่นี่คือที่หนึ่งที่บรรดาคนรักผลไม้ต้องมาให้ได้เลย

N vintage coffee

ที่อยู่ 2 Chome-2-1 Minamichitose, Nagano, 380-0823, Japan. เวลาเปิด-ปิด 11.00 – 19.00 น. การเดินทาง จากสถานี JR Nagano เดิน 4 นาที เว็บไซต์ N vintage coffee Fanpage

4. เนื้อวัวชินชู ของอร่อยระดับพรีเมี่ยมของนากาโนะ

6 ของอร่อยลิ้นแพงแถมเฮลตี้ของนากาโนะ - เนื้อวัวชินชู

สตาร์ทที่อาหารเบา ๆ กันแล้ว งานนี้มาที่จานหลักกันบ้าง และพูดถึงจานหลักจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเนื้อ ซึ่งถ้าพูดถึงเนื้อในจังหวัดนากาโนะแล้วก็ต้องแบรนด์เนื้อ “วัวชินชู (信州牛)”

เนื้อวัวชินชูเป็นเนื้อที่ได้จากวัวซึ่งเลี้ยงด้วยแอปเปิ้ลร่วมกับอาหารอื่น ๆ โดยจังหวัดนากาโนะถือเป็นแหล่งผลิตแอปเปิ้ลที่ดังรองมาจากจังหวัดอาโอโมริซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น อีกทั้งแอปเปิ้ลนากาโนะยังมีสารอาหารเยอะมาก จนว่ากันว่าคนทานแทบจะไม่ต้องพึ่งยารักษาโรคเลยก็ว่าได้ เพราะว่าแอปเปิ้ลนากาโนะมีน้ำตาลที่มากพอรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ดังนั้นการให้แอปเปิ้ลที่ว่านี้กับวัวจึงเป็นการยกระดับคุณภาพเนื้อวัวไปด้วยในตัว รวมถึงทำให้เนื้อวัวชินชูมีรสชาติเฉพาะตัวและมีไขมันแทรกเนื้อกำลังดี และถือเป็นจุดเด่นของเนื้อวัวชินชู จนเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ “วัวที่เลี้ยงด้วยแอปเปิ้ล (りんごで育った牛)”

ถ้าถามว่าจะอร่อยกับเนื้อวัวชินชูได้ที่ไหน ที่หนึ่งที่เราขอแนะนำเลยก็คือ YAMASACHI (鉄板焼「やまさち」) เคาน์เตอร์เทปปันยากิที่ตั้งอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น SHINANO ของโรงแรม Hotel Metropolitan Nagano ซึ่งเดินเท้าจากสถานี JR Nagano ไปถึงได้ไม่ถึงหนึ่งนาที โดย YAMASACHI จะมีคอร์สอาหารที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยก็คือการใช้เนื้อวัวชินชูระดับพรีเมี่ยม

บน: ส้มเชื่อม เต้าหูไข่ไก่ และถั่ว, สลัดผักสดราสซอสยูสุมิโสะและซุปฟักทอง ล่าง: Fillet ปลาประจำฤดู

ตอนที่เราไปนั้น คอร์สอาหารที่ได้ก็จะประกอบด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างส้มเชื่อม เต้าหู้ไข่ไก่ และถั่ว ต่อด้วยสลัดผักสดราสซอสยูสุมิโสะ ซุปฟักทองเนื้อเนียนหอม ๆ มาซดแก้หนาว ตามด้วย Fillet ปลาประจำฤดูเนื้อแน่นที่เพิ่งย่างเกรียม ๆ หอม ๆ ตรงหน้า พักล้างปากนิดนึงด้วยน้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิ้ลชินชูหอม ๆ สดชื่นเพื่อรีเซ็ทลิ้นให้เราพร้อมสำหรับจานหลัก นั่นคือเนื้อวัวชินชูย่าง Medium Rare เสิร์ฟพร้อมผักย่างประจำฤดูกาลเช่นมะเขือม่วง ฟักทอง ข้าวโพด ถั่วฝักเป็นต้น

เนื้อวัวชินชูปรุงเสร็จใหม่ ๆ ร้อน ๆ พร้อมเครื่องปรุง 3 ชนิดให้เลือกจิ้มตามชอบ

ตัวเนื้อวัวชินชูจะถูกหั่นเสิร์ฟพอดีคำพร้อมเครื่องปรุงให้เลือกจิ้มได้ โดยมีน้ำมันงา ซอสมิโซะ และวาซาบิ ซึ่งนอกจากนี้ก็จะมีเกลือให้จิ้มอยู่หยิบมือนึงไว้ช่วยดึงความอุมามิของเนื้อวัวออกมา แน่นอนว่าขั้นแรกเราก็ต้องอยากพิสูจน์ความอร่อยของเนื้อวัวกันก่อนด้วยการจิ้มเพียงเกลือเท่านั้น อย่างแรกที่รู้สึกเลยในตอนที่เนื้อวัวเข้าปากคือความหอมเกรียมนิด ๆ ที่ได้จากเตาเท็ปปันยากิและน้ำซุปจากเนื้อวัว ตามด้วยรสสัมผัสของเนื้อวัวที่นุ่มจนแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยวทำให้เราจดจ่ออยู่กับรสชาติหวานนิดมีน้ำมันหน่อยที่เกลือช่วยดึงรสชาติออกมาให้ได้อย่างเต็มที่

6 ของอร่อยลิ้นแพงแถมเฮลตี้ของนากาโนะ - เนื้อวัวชินชู เท็ปปันยากิ

ถัดมาก็ลองมาชิมกับเครื่องปรุงอื่น ๆ บ้าง ส่วนตัวเราไม่ถูกกับกลิ่นของวาซาบิเท่าไหร่แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วต้องลองนิดนึง แน่นอนว่าเราลองแต้มว่าซาบิแค่นิดดดดดดเดียวเท่านั้น ที่ผิดคาดคือวาซาบิไม่ได้เด่นเกินรสชาติของเนื้อเลย (คงเพราะใส่น้อยด้วยมั้ง) แต่ความฉุนและเผ็ดชาของวาซาบิกลายเป็นตัวดันความหวานของเนื้อให้เด่นขึ้นมาได้เป็นอย่างดี

เคลียร์วาซาบิที่เปรียบเหมือนลาสบอสของเครื่องปรุงไปแล้ว ต่อไปมาที่ตัวที่ยังไง๊ยังไงก็รู้ว่ามันอร่อยแน่ ๆ กัน เราเลือกพักเบรกรสชาติกันนิดนึงด้วยการจิ้มเนื้อวัวในเกลือนิดนึงก่อนกินกับน้ำมันงา ตัวน้ำมันงาหอมงาคั่วมากและเหมือนจะมีพริกไทยป่นใส่อยู่เล็กน้อยทำให้รสชาติที่ได้โดยรวมไม่เลี่ยนจนเกินไป และเป็นเครื่องปรุงที่ให้เราได้รสชาติของน้ำมันและซุปในเนื้อวัวแบบเน้น ๆ ใครชอบรสชาติแนวเนื้อย่างแบบน้ำมันฉ่ำ ๆ หอม ๆ ต้องติดใจแน่นอน

สุดท้ายนี้เรา Back to the Basic กันด้วยการจิ้มกับซอสมิโซะที่ทุกคนรู้โลกรู้ว่ามีรสอุมามิอยู่ในตัวอยู่แล้ว พอเนื้อวัวที่มีรสอุมามิอยู่ในตัวมาเจอกับซอสมิโซะ แน่นอนว่าสิ่งที่ได้ก็คือรสอุมามิเน้น ๆ ถ้าจะบอกว่าอร่อยลงตัวสุด ๆ ก็คงน้อยไป เพราะเอาจริงก็บรรยายไม่ถูกเหมือนกันว่าโดยละเอียดแล้วมันอร่อยยังไง บ้าง รู้แค่ว่าที่กินอยู่ตอนนี้อร่อยมากจนน่าจะลิ้นแพงขึ้นอีกเลเวลนึงแน่นๆ เท่าที่พอจะอธิบายได้คือซุปหวานๆ กับเนื้อวัวนุ่ม ๆ บวกกับมิโซะเค็มนิด ๆ แถมหอมมีเอกลักษณ์ช่วยเสริมรสชาติกันได้อย่างดีเยี่ยม และรู้สึกคิดถูกจริง ๆ ที่ให้ซอสมิโซะเป็นฟินาเล่ของการชิมเนื้อวัวชินชูในครั้งนี้

บน: ข้าวผัดที่เสิร์ฟเป็นเมนูปิดท้าย ล่าง: ของหวานที่ใช้ผลไม้ของนากาโนะ

หลังจากนั้นก็ปิดคอร์สอาหารกันด้วยชิเมะนั่นก็คือข้าวผัดร้อน ๆ หอม ๆ ถ้วยนึง ตามด้วยของหวานคือผลไม้ประจำฤดูกาลของนากาโนะและมูสเนื้อเนียน และเครื่องดื่มที่มีให้เลือกเช่นชา กาแฟ และซอฟท์ดริ้งอื่น ๆ พอกินหมดก็แทบจะกลิ้งลงเก้าอี้ออกจากร้านได้แล้ว ถึงจะอิ่มจุกมาก ๆ แต่คอร์สเนื้อวัวชินชูถือเป็นมื้อที่ควรมาลองให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต

YAMASACHI (鉄板焼「やまさち」)

ที่อยู่ Minamiishidocho-1346, Nagano, 380-0824, Japan. เวลาเปิด-ปิด 11.30 – 14.30 น. / 17.30 – 21.30 น. การเดินทาง จากสถานี JR Nagano เดินประมาณ 5 นาทีเข้าไปในโรงแรม Hotel Metropolitan Nagano ร้านอยู่ชั้น 2 ข้างในร้าน SHINANO อีกที เว็บไซต์ nagano.hotel-metropolitan.com

5.เกาลัดแห่งเมืองโอบุเสะ อาณาจักรเกาลัด

6 ของอร่อยลิ้นแพงแถมเฮลตี้ของนากาโนะ - เกาลัดโอบุเสะ

มาต่อกันที่เกาลัด อีกของอร่อยของจังหวัดนากาโนะกันบ้าง ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนหนึ่งไม่เคยกินเกาลัดมาก่อน เมืองโอบุเสะ (小布施町) คือที่ที่เหมาะสำหรับเดบิวต์เข้าวงการนักกินเกาลัด อย่างเช่นเราเป็นต้นที่เคยเดินเยาวราชมาหลายครั้งแต่ไม่เคยซื้อเกาลัดกินสักรอบ เลยถือโอกาสมาเปิดโลกที่เมืองโอบุเสะซะเลย

เมืองโอบุเสะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ยังคงบรรยากาศเมืองเก่าไว้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้นนอกจากจะมาที่นี่เพื่ออร่อยกับเกาลัดแล้ว เรายังจะได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศญี่ปุ่นจ๋าอีกด้วย จุดเริ่มต้นของเกาลัดเมืองโอบุเสะนั้นว่ากันว่าเริ่มมาจากพระสงฆ์คูไค (弘法大師空海) ที่กำลังธุดงค์ไปตามแคว้นต่าง ๆ โดยได้มาปลูกเกาลัดที่เมืองโอบุเสะ และเกาลัดนั้นก็แพร่ขยายในเมืองจนถึงปัจจุบัน ส่วนความลับเบื้องหลังความอร่อยของเกาลัดโอบุเสะก็คาดว่ามาจากทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่บนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมัตสึคาวะ (松川) ที่มีความเป็นกรดอ่อน ๆ อยู่ ซึ่งเมื่อดินในพื้นที่ได้กรดอ่อนจากแม่น้ำและบวกกับภูมิอากาศของเมืองที่ร้อนจัดในฤดูร้อนและหนาวจัดในฤดูหนาวแล้ว จึงเกิดเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกาลัดในพื้นที่มีกลิ่นรสที่เฉพาะตัวนั่นเอง

เซ็ทอาหารโอโควะของ Chikufudo Obuse Honten

ทันทีที่เข้าเขตเมืองโอบุเสะ เราจะเห็นอาคารสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมเรียงรายอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและร้านขนมที่มีเกาลัดเป็นวัตถุดิบหลัก ถ้ามาถึงแล้วไม่รู้ว่าจะเริ่มจากไหนดี ขอแนะนำให้มาที่ Chikufudo Obuse Honten (竹風堂 小布施本店) ร้านที่เสิร์ฟตั้งแต่ขนมทำจากเกาลัดไปจนถึงเซ็ทอาหารโอโควะ (おこわ, ข้าวเหนียวหุงถั่วแดงหรือเกาลัดเป็นต้น)

เซ็ทอาหารโอโควะของทางร้านจะมาพร้อมกับปลาย่างรสหวานที่กินได้ทั้งตัว ซุปมิโซะ จานเครื่องเคียงที่มีผักและเต้าหู้ น้ำแอปเปิ้ลชินชู และตัวเอกของเซ็ทก็คือข้าวโอโควะเกาลัดนั่นเอง ข้าวเหนียวจะเป็นข้าวเหนียวที่เนื้อนุ่มหนุบหนับกว่าข้าวเหนียวไทย ส่วนเกาลัดจะมาเป็นชิ้นพอดีคำที่เคี้ยวแล้วกรุบนิด ๆ แต่เนื้อนุ่มไม่แพ้กัน ถือเป็นข้าวโอโควะที่ให้เราเพลินกับรสสัมผัสที่หลากหลายได้ทีเดียว แต่นอกจากรสสัมผัสแล้ว สิ่งที่ต้องยกให้เลยก็คือกลิ่นหอมของเกาลัดซึ่งจะออกกลิ่นไม้ ๆ หน่อยและรสหวานธรรมชาติที่ล้อไปกับรสหวานของข้าวเหนียวได้เป็นอย่างดีและไม่ทำให้ตัวข้าวนั้นหวานเลี่ยน แถมจะกินคู่กับปลาย่างหรือจะซดซุปมิโซะตามก็เข้ากันได้ดีมาก

6 ของอร่อยลิ้นแพงแถมเฮลตี้ของนากาโนะ - โอโควะ ข้าวหุงเกาลัด

Chikufudo Obuse Honten (竹風堂 小布施本店)

ที่อยู่ 973 Obuse, Obuse, Kamitakai District, Nagano 381-0201, Japan. เวลาเปิด-ปิด โซนร้านจำหน่ายสินค้า 8.00-18.00 น.
โซนร้านอาหาร 10.00-18.00 น. การเดินทาง เดิน 8 นาทีจากสถานี Obuse ของทางรถไฟสาย Nagano Dentetsu เว็บไซต์ chikufudo.com

ต่อจากของคาวแล้วเพื่อน ๆ อาจจะอยากกินเกาลัดเป็นของหวานให้ครบไปด้วยกันเลย และร้านที่หลายคนแนะนำก็คือร้าน Obusedo (小布施堂) ร้านเก่าแก่ประจำเมืองโอบุเสะที่คิวเข้านั่งที่ร้านเต็มอยู่เสมอ ซึ่งถ้าไม่จองล่วงหน้าก็มีโอกาสพลาดได้เหมือนกัน

Suzaku เมนูขนมทำจากเกาลัดที่ขึ้นชื่อของร้าน Obusedo

เมนูเด่นของร้านก็คือ Suzaku (朱雀) ขนมประจำฤดูใบไม้ร่วงที่เป็นซีซั่นของเกาลัดพอดี แต่ถ้าไปช่วงคาบเกี่ยวระหว่างฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงเช่นปลายเดือนกันยายนก็มีให้ลองเช่นกัน

Suzaku เป็นขนมที่นำเกาลัดเก็บใหม่สด ๆ มานึ่งแล้วบดจนเนื้อเนียนฟูนุ่ม แถมมีรสชาติหวานของเกาลัดล้วน ๆ ไม่มีน้ำตาลผสม นอกจากนี้ ทางร้านยังใส่ใจในการทำ Suzaku แต่ละชิ้นขึ้นมาให้มีรสชาติของเกาลัดแท้ ๆ และไม่สูญเสียความหอมอร่อยของเกาลัดไป

6 ของอร่อยลิ้นแพงแถมเฮลตี้ของนากาโนะ - เมนูขนมเกาลัด Suzaku

เกริ่นมาพอแล้ว ได้เวลาชิมของจริงกัน ตัวขนมขนาดเท่าลูกเทนนิสหน้าตาเหมือนเค้กมองบลังค์ทำให้เราคิดว่ารสสัมผัสน่าจะเหมือนวิปครีม แต่พอตักเข้าปากแล้วจะรู้สึกเหมือนกำลังเคี้ยวเกาลัดนุ่ม ๆ ทั้งลูกในปาก เพราะมาเต็มมากทั้งในเรื่องของกลิ่นหอมคล้ายถั่วเฉพาะตัวของเกาลัด และความหวานที่หวานกว่าที่คิดไว้ ชนิดที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเกาลัดเพียว ๆ หวานได้ขนาดนี้เลยเหรอ จุดที่เหมือนเกาลัดอีกจุดหนึ่งคือเนื้อครีมจะแห้ง ๆ หน่อยผิดกับเนื้อครีมจากนมที่เราคุ้นเคย เลยอาจจะต้องจิบชาช่วยนิดนึงเพื่อให้อร่อยกับ Suzaku ได้แบบคล่องคอมากขึ้น ซึ่งชาที่ร้านมีให้เติมแบบไม่อั้นเองก็เข้ากับขนมได้เป็นอย่างดีทีเดียว พูดได้เลยว่าสมกับเป็นของดีประจำเมืองโอบุเสะ

Obusedo (小布施堂)

ที่อยู่ 808 Obuse, Kamitakai District, Nagano 381-0201, Japan. เวลาเปิด-ปิด 9.00 – 17.00 น. การเดินทาง เดิน 10 นาทีจากสถานี Obuse ของทางรถไฟสาย Nagano Dentetsu เว็บไซต์ obusedo.com

6. เห็ดมัตสึทาเกะ สุดยอดของอร่อยหายากระดับ SSR ของนากาโนะ

เห็ดมัตสึทาเกะ ของอร่อยหายากประจำจังหวัดนากาโนะ

ถ้าจะมีของกินไหนในนากาโนะที่ยกให้ยืนหนึ่งทั้งในเรื่องของความอร่อยและความหายากล่ะก็ ต้องยกให้เห็ดมัตสึทาเกะ (松茸, Matsutake) เลย ก่อนจะไปชิมของจริงนั้นเราไปทำการบ้านมานิดนึงก่อน เห็ดมัตสึทาเกะเป็นเห็ดที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้และมีให้เก็บเกี่ยวได้เฉพาะที่โตตามธรรมชาติเท่านั้น และนอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว เห็ดมัตสึทาเกะยังมีกลิ่นหอมคล้ายเครื่องเทศอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้การมีเห็ดมัตสึทาเกะบนโต๊ะอาหารถือเป็นโอกาสที่พิเศษมากสำหรับคนญี่ปุ่น และเมืองอุเอดะถือเป็นแหล่งขุมทรัพย์หนึ่งที่เก็บเห็ดมัตสึทาเกะได้มากที่สุดของญี่ปุ่น!

และร้านอาหารที่แนะนำเลยในเมืองอุเอดะก็คือ Kinokomura Shinzan (きのこむら深山) ร้านอาหารของ Miyazawa Kinoko Farm (みやざわきのこ園) ฟาร์มเห็ดที่เปิดกิจการในเมืองอุเอดะมาตั้งแต่ปี 1976 โดยเป็นฟาร์มที่มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของอุตสาหกรรมเห็ดของจังหวัดนากาโนะ ภายในร้านที่ตกแต่งแบบเรโทรนิด ๆ แต่ยังแฝงกิมมิกเกี่ยวกับเห็ดไว้นี้ ลูกค้าจะได้เปิดปาร์ตี้เห็ดกับหลายเมนูอร่อยที่ปรุงจากเห็ดสดใหม่จากโรงปลูกที่ตั้งอยู่ติด ๆ ร้านเลย

Kinokomura Shinzan เสิร์ฟเห็ดมัตสึทาเกะเป็นอาหารเซ็ทที่มีให้เลือกหลายแบบด้วยกัน (ราคาเริ่มต้น 6,800 เยน รวมภาษี)

เครืองเคียงเซ็ท Kosumosu

เซ็ทที่เราลองคือเซ็ท Kosumosu (秋桜) ซึ่งถือเป็นเซ็ทที่เบสิกสุดในบรรดาทั้งหมด ภายในเซ็ทจะมีทั้งหม้อไฟเห็ดมัตสึทาเกะ หม้อไฟเห็ด ซุปเห็ดมัตสึทาเกะเสิร์ฟในกาน้ำชา ข้าวอบเห็ด ชินชูโซบะท็อปปิ้งด้วยเห็ด และเครื่องเคียงตามฤดูกาล ถือเป็นเซ็ทเบสิกที่จัดเต็มมากและให้เราได้อร่อยกับเห็ดหลากชนิดของฟาร์มได้โดยมีเห็ดมัตสึทาเกะเป็นตัวเอกของมื้อ

เห็ดเก็บสด ๆ จากฟาร์มที่ให้แบบไม่ยั้ง คนชอบเห็ดต้องเลิฟ

เริ่มแรกจะมีพี่ ๆ พนักงานสุดเฟรนด์ลี่ของทางร้านมาแนะนำให้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อน ซึ่งขั้นแรกเลยก็คือการจัดเห็ดต่าง ๆ ลงในหม้อไฟที่ว่างแล้วจุดไฟปิดฝาอบ ระหว่างรอหม้อทั้งสองเดือดปุด ๆ ก็อุ่นเครื่องกันด้วยน้ำซุปใส ๆ ในกาน้ำชา ซึ่งแค่รินน้ำซุปออกมาก็หอมดาชิและเห็ดมัตสึทาเกะแล้ว ยิ่งพอจิบจะได้กลิ่นหอมเข้ม ๆ คล้ายกลิ่นไม้ของตัวเห็ดเข้าไปอีก มาต่อกันที่ข้าวอบเห็ดซึ่งปรุงรสเค็มอ่อน ๆ ในแบบที่จะกินเปล่า ๆ ก็อร่อย หรือจะกินคู่กับอย่างอื่นเป็นกับข้าวก็ลงตัวเหมือนกัน จากนั้นเปลี่ยนบรรยากาศกันซักนิดด้วยชินชูโซบะที่เสิร์ฟเย็นพร้อมท็อปปิ้งเห็ดชิเมจิ ซึ่งเนื้อโซบะเส้นนุ่มกำลังดีตัดกับเนื้อสัมผัสกรุบ ๆ ของเห็ดชิเมจิได้ลงตัวทีเดียว!

บน: ข้าวอบและเห็ดมัตสึทาเกะย่าง ล่าง: ชินชูโซบะเห็ดชิเมจิเสิร์ฟเย็น ๆ และซุปเห็ดมัตสึทาเกะ

เอาล่ะ หม้อเดือดปุด ๆ แล้วก็ได้เวลาตักเห็ดในหม้อไฟมาชิมกันแล้ว

หม้อไฟสุกพร้อมให้เปิดงานแล้ว

ด้วยความที่อบในหม้อดินทำให้บรรดาเนื้อ เห็ด และผักในนี้สุกเร็วแต่ไม่เสียความอร่อยของวัตถุดิบสดใหม่ไป ส่วนน้ำซุปที่ใช้ต้มนั้นจะเป็นซุปดำรสชาติเข้มข้นเข้าถึงเนื้อวัตถุดิบ และหนึ่งในนั้นคือเห็ดมัตสึทาเกะหั่นซีกชิ้นโตที่ให้กินได้เต็มคำ

หม้อไฟเห็ดมัตสึทาเกะ ตัวเอกของงานนี้

ในตอนแรกเราคิดว่ารสชาติของซุปและกลิ่นจากวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ต้มด้วยกันจะปนเปกับกลิ่นเฉพาะตัวของเห็ดมัตสึทาเกะบ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลิ่นของเห็ดมัตสึทาเกะนั้นสู้มากและเด่นมาก ซึ่งกลิ่นจะไม่ได้ออกแผดนิดนึงเหมือนเห็ดชิเมจิ แต่จะเป็นกลิ่นไม้เข้ม ๆ ที่ค่อนไปทางหวานนิดนึง ซึ่ง 2 คีย์เวิร์ดนี้เป็นคำที่เรามักจะโยงกับอิมเมจของฤดูใบไม้ร่วงที่มีป่าสีแดงและผลพืชหวานอร่อยให้ชิมเยอะ และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นชอบเกี่ยวกับเห็ดมัตสึทาเกะและยกให้เจ้าเห็ดนี้เป็นวัตถุดิบแห่งฤดูใบไม้ร่วง ยิ่งพอกินสลับกับเห็ดชิเมจิบ้าง เห็ดเข็มทองบ้าง หรือเนื้อวัวและผักกาดขาวหวานกรุบ ๆ ล่ะก็ ถือเป็นเมนูหม้อไฟที่อร่อยสุด ๆ เมนูหนึ่งเท่าที่เคยชิมมาก็ว่าได้ โดยรวมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่น หรือคนที่กำลังมองหาอาหารที่อร่อยแบบเหนือระดับ นี่เป็นมื้อหนึ่งในชีวิตที่ควรลองสักครั้ง

6 ของอร่อยลิ้นแพงแถมเฮลตี้ของนากาโนะ - วัตถุดิบหม้อไฟเห็ด

Kinokomura Shinzan (きのこむら深山)

ที่อยู่ 710-2 Maeyama, Ueda, Nagano 386-1436, Japan. เวลาเปิด-ปิด 11.00 – 14.30 น. การเดินทาง นั่งแท๊กซี่ 5 นาทีจากสถานี Nakano ทางรถไฟสาย Uedadentetsu Bessho เว็บไซต์ e-shinzan.com , miyazawa-kinoko.com

มาถึงตรงนี้แล้วเริ่มท้องร้องโครกครากกันยังเอ่ย? ถ้าใช่ ลองตีตั๋วมาเที่ยวนากาโนะกันให้ได้นะ เพราะนอกจากที่นี่จะมีอาหารสุดเฮลตี้ที่อร่อยไม่น่าเชื่ออย่างที่เราได้ดูกันไปแล้ว นากาโนะขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติที่สวยสุด ๆ แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นเยี่ยมที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว ใครรักธรรมชาติและของอร่อยต้องมา!

เที่ยวหายห่วงเรื่องงบ ด้วย JR EAST PASS (Nagano, Niigata area)

JR East FAQ-Using Pass and Tickets

แต่ถ้ากำลังห่วงว่าเที่ยวชิมทั่วจังหวัดขนาดนี้ งบเดินทางจะบานปลายไหมนะ? หายห่วงได้เลย! เพราะตัวช่วยที่เราผู้เขียนใช้ตอนเดินทางก็คือตั๋ว JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) ตั๋วพิเศษสำหรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะที่ให้เราขึ้นรถไฟและรถชินกันเซ็นได้แบบไม่อั้นตลอดระยะเวลา 5 วัน ราคาตั๋วอยู่ที่ 27,000 เยนซึ่งเทียบกับค่าชินกันเซ็นไป-กลับระหว่างโตเกียวและนากาโนะที่ราคากินไปราว ๆ 15,620 เยนแล้ว แถมพอบวกกับค่ารถไฟไปตระเวนกินรอบเมืองอื่น ๆ ในจังหวัด แถมขึ้นรถไฟ Joyful Train ด้วยแล้ว ถือว่าเป็นตัวช่วยชั้นดีทีเดียว ที่สำคัญคือเราสามารถซื้อ JR EAST PASS และจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าตั้งแต่ตอนอยู่ที่ไทยได้ง่าย ๆ ผ่าน JR-EAST Train Resevation

JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) ราคา ผู้ใหญ่ 27,000 เยน, เด็ก (อายุ 6-11 ปี) 13,500 เยน ระยะเวลาการใช้ตั๋ว 5 วันติดกัน (ขึ้นรถไฟได้ไม่จำกัดรอบ) พื้นที่ที่ใช้ตั๋วได้ จังหวัดนากาโนะ, จังหวัดนีงาตะ, ภูมิภาคคันโต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อตั๋วได้ที่ Official Website jreast.co.jp

ขอบคุณ ZIPAIR ผู้สนับสนุนการเดินทางจากประเทศไทยสู่กรุงโตเกียว

ZIPAIR LCC Airlines

ZIPAIR เป็นสายการบินราคาประหยัด (LCC-Low Cost Carrier) ระดับพรีเมียมในเครือ Japan Airlines (JAL) ที่เริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อประมาณกลางปี 2020 แม้เป็นสายการบินแบบ LCC แต่คุณภาพบริการและความสะดวกสบายของ ZIPAIR ที่ทัดเทียมกับ JAL ทำให้ ZIPAIR เป็นทางเลือกชั้นเยี่ยมสำหรับใครที่กำลังมองหาการเดินทางไปญี่ปุ่นในราคาประหยัด

จุดเด่นหลัก ๆ ของสายการบิน ZIPAIR ที่ทำให้แตกต่างจากสายการบิน LCC ทั่วไป

1. มี Internet Wi-fi ให้ใช้ตลอดการบิน
2. ที่นั่ง standard กว้างนั่งสบาย มีฟังก์ชั่นหลากหลาย
3. ชำระเงินระบบ Cashless
4. Full-Flat Seat ที่ปรับนอนได้ แถมเป็นส่วนตัวสุด ๆ
5. อาหารบนเครื่องมีให้เลือกหลากหลาย รสชาติอร่อย

ตารางบินเส้นทาง กรุงเทพฯ – นาริตะ

ขาไป: กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โตเกียว (นาริตะ) 23:10-7:25(+1)
ขากลับ: โตเกียว (นาริตะ) – กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) 17:00-21:45
*มีเที่ยวบินทุกวัน

จองตั๋ว ZIPAIR

ZIPAIR Flight booking

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...