โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“การข่มขืนก็คือการข่มขืน” เปลิโกต์ประณามผู้ต้องหาว่าขี้ขลาด หลังยังคงไม่ยอมรับข้อกล่าวหา

The MATTER

อัพเดต 20 พ.ย. 2567 เวลา 04.59 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2567 เวลา 04.59 น. • Brief

หมายเหตุ: ข่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการข่มขืน และเนื้อหาที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
.
จีเซล เปลิโกต์ (Gisèle Pelicot) หญิงชาวฝรั่งเศสวัย 71 ปี ที่ถูกสามีวางยาและให้เพื่อนบ้านมาข่มขืนเธอกว่า 50 คนนานกว่า 10 ปี ออกมาประณามความขี้ขลาดของผู้ที่ข่มขืนเธอ โดยพวกเขาอ้างว่า พวกเขา ‘ไม่รู้ว่านั่นคือการข่มขืน’ โดยเปลิโกต์ยังบอกอีกว่า สังคมชายเป็นใหญ่ของฝรั่งเศสต้องเปลี่ยนแปลง

นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 เป็นต้นมา คดีของเปลิโกต์นั้นได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนกลับมาถกเถียงเรื่องความรุนแรงทางเพศ การใช้ยาเสพติด และตั้งคำถามว่า คำจำกัดความของ ‘การข่มขืน’ ในฝรั่งเศสนั้นหมายความว่าอย่างไร เรื่อง ‘ความยินยอม’ ควรเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วยหรือเปล่า?

ล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2024 ได้มีการพิจารณาคดีเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นโอกาสแก้ตัวครั้งสุดท้ายของทนายจำเลย ที่จะต้องโน้มน้าวใจผู้พิพากษาว่า โดมินิก เป็นฝ่ายที่หลอกล่อให้พวกเขาข่มขืนเธอในขณะที่เธอหมดสติ โดยชายหลายคนบอกว่า พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังข่มขืน ไม่ได้ตั้งใจจะข่มขืน หรือโยนความผิดทั้งหมดให้สามีของเธอ และอ้างว่าเป็นผู้บงการพวกเขา

ฟิลิปป์ แอล (Philippe L) จำเลยคนสุดท้ายในบรรดาจำเลยทั้ง 50 คน กล่าวว่าเขารู้สึกประหลาดใจที่โดมินิกต้อนรับเขาเข้าบ้าน และยืนกรานให้เขาลวนลามจีเซล โดยเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาข่มขืน ให้เหตุผลว่า เขาละทิ้งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนและ ‘ใช้อวัยวะเพศคิดแทนสมอง’ ไปแล้ว

“สำหรับฉัน นี่คือการพิจารณาคดีแห่งความขี้ขลาด ไม่มีทางอื่นใดที่จะอธิบายได้” จีเซลกล่าว พร้อมเสริมว่า มันไม่ควรจะมีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับการทำร้ายเธอขณะที่เธอหมดสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก่อนหน้านี้ เธอเพิ่งนำวิดีโอไปเปิดในศาลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพว่าเธอนอนนิ่งเฉย บางครั้งนอนกรนด้วยซ้ำ ขณะที่ผู้ต้องหาและสามีของเธอเข้ามาทำร้าย

จีเซล กล่าวต่อศาลว่า เธอโกรธผู้ต้องหา เพราะขณะที่จะลงมือก่อเหตุนั้น ผู้ต้องหาคนใดคนหนึ่งอาจยุติความทุกข์ทรมานนี้ของเธอได้ทุกเมื่อ เพียงแค่พวกเขาแจ้งตำรวจ และกล่าวโทษสามีของเธอ

“พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พวกเขาข่มขืน การข่มขืนก็คือการข่มขืน” จีเซล เปลิโกต์ กล่าว

นับตั้งแต่มีการกล่าวหา และการพิจารณาคีมาหลายครั้ง เธอยืนยันหนักแน่นถึงความต้องการของตนเองในการเปิดให้การพิจารณาเป็นสาธารณะ โดยบอกว่า เธอหวังว่าการพิจารณาคดีนี้จะช่วยให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ได้กล้าพูดออกมา และแสดงให้เห็นว่าผู้เป็นผู้เสียหายไม่มีอะไรต้องละอายใจ

“ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้องมองสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่และชายเป็นใหญ่ และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อคดีข่มขืน” เธอบอกกับศาล พร้อมกล่าวว่า จะไม่มีวันให้อภัยสามีของเธอ

นอกจากในมุมมองของเปลิโกต์เอง ลูกชาย 2 คนของเปลิโกต์ได้ขอให้ศาลลงโทษเขาอย่างรุนแรง และยังกล่าวอีกว่าพวกเขาจะไม่มีวันให้อภัยเขา

และสำหรับ แคโรไลน์ ดาริอัน (Caroline Darian) ผู้เป็นลูกสาว กล่าวว่า เธอเชื่อว่าโดมินิกได้วางยาและทำร้ายเธอด้วย จากหลักฐานได้พบภาพเปลือยบางส่วนของแครไลน์ในแล็ปท็อปของผู้เป็นพ่อ โดยมีไฟล์ที่ตั้งชื่อว่า ‘ลูกสาวเปลือยของฉัน’

แต่โดนิมิกย้ำว่าเขาไม่ได้ทำร้ายแคโรไลน์ รวมถึงลูกหลานคนอื่นๆ ด้วย แต่ในขณะนั้นเอง ลูกสาวของเขาก็ได้ขัดจังหวะเขาจากห้องพิจารณาคดี โดยตะโกนว่าเขาเป็นคนโกหก

“คุณไม่มีความกล้าที่จะบอกความจริงเลย!” เธอร้องตะโกน “คุณโกหก ฉันเบื่อคำโกหกของคุณแล้ว คุณโกหกอยู่คนเดียว และคุณจะต้องตายไปพร้อมกับคำโกหกนั้น”

จากทั้งหมดนี้ ทำให้นางเปลิโกต์ถูกถามว่าทำไมเธอจึงยังคงใช้ชื่อของอดีตสามี ในขณะที่ลูกๆ ของเธอเองก็ใช้ชื่ออื่นไปแล้ว โดยเธอตอบว่า ลูกๆ ของเธอรู้สึกละอายใจกับชื่อนั้น แต่หลานๆ ของเธอยังคงใช้ชื่อว่าเปลิโกต์อยู่

“วันนี้ ฉันอยากให้พวกเขาภูมิใจในตัวคุณย่า” เธอกล่าว “ตอนนี้ชื่อของฉันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว พวกเขาไม่ควรรู้สึกละอายใจที่จะใช้ชื่อนั้น วันนี้เราจะจดจำ จีเซล เปลิโกต์”

หลังจากนี้ จะมีการพิจารณาคดีอีกครั้งในวันที่ 20 ธันวาคม ซึ่งจะเป็นจุดสิ้นสุดลงของคดีนี้ และจะได้รู้ว่าการกระทำใดถือว่ามีความผิดตามกฎหมายบ้าง และใครบ้างที่จะถูกดำเนินคดีต่อไป

อ้างอิงจาก

bbc.com

reuters.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...