สนับสนุน พรบ.คาสิโน พร้อมข้อเสนอแนะให้ดีขึ้น ‘อรรถวิทย์’ ชี้ถึงเวลาแยกผีเน่ากับโลงผุออกจากกันแล้ว
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดีสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และประธานกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม กล่าวถึงร่าง พรบ. การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือกฎหมายคาสิโนว่า ตนเองเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้มานานแล้ว เป็นสิ่งที่ควรจะถูกนำขึ้นมาอยู่บนโต๊ะ แยกผีเน่าออกจากโลงผุเสียที
“คือเอาตำรวจมาอยู่กับบ่อนมานานแล้ว แล้วตำรวจก็มองว่าสิ่งที่ชั่วน้อยที่สุดคือการทำบ่อน เพราะส่วยตำรวจส่วนมากก็มาจากบ่อนผมว่ามันถึงเวลาแยกละ อะไรควรจะเข้ารัฐก็มาวางบนโต๊ะแล้วเอาให้มันออกมาให้ชัดเจน อย่าซุกอะไรอยู่ใต้พรมอีก อรรถวิชช์กล่าว
และกล่าวว่าถ้าหากว่ามีสถานบันเทิงครบวงจรเกิดขึ้น ก็จะนำมาซึ่งการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามมาเช่น โรงแรม ศูนย์การประชุม บ่อน ห้างสรรพสินค้า และสนามกีฬาขนาดใหญ่
สำหรับในตัวกฎหมายคาสิโนนั้น อรรถวิชช์กล่าวว่า มาตราที่น่ากังวลคือมาตรา 41 ซึ่งกำหนดให้สถานบันเทิงครบวงจร จะต้องประกอบไปด้วยธุรกิจสถานบันเทิงตามบัญชีแนบท้าย พระราชบัญญัตินี้อย่างน้อยสี่ประเภท ร่วมกับคาสิโนซึ่งรายชื่อธุรกิจตามบัญชีแนบท้ายนั้นประกอบไปด้วย
- ห้างสรรพสินค้า 2. โรงแรม 3. ร้านอาหาร ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ หรือบาร์ 4. สนามกีฬา 5. ยอร์ชและครูซซิ่งคลับ 6. สถานที่เล่นเกม 7. สระว่ายน้ำและสวนน้ำ
- สวนสนุก
- พื้นที่สำหรับส่งเสริมวัฒนธรรมไทยและสินค้า OTOP
เนื่องจากมาตรานี้นั้นไม่ได้มีการกำหนดว่าขนาดของธุรกิจเหล่านี้
“ถ้าเกิดว่าผมมีโรงแรม 10 ห้อง มีสระว่ายน้ำอยู่ 1 สระ มีสวนที่ไว้สำหรับขาย OTOP อยู่ 1 อัน มีสนามเด็กเล่นอยู่หน่อยหนึ่ง ได้แล้วนะ! แล้วที่เหลือเป็นบ่อน”อรรถวิชช์กล่าว อีกทั้งยังกล่าวว่าใน ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงหอแสดงสินค้า (Exhibition Hall) ในบัญชีแนบท้ายข้างต้น
อีกทั้งยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการระบุขนาดของโรงแรม หรือห้างสรรพสินค้าด้วย มิเช่นนั้นสัดส่วนของบ่อนจะสูงกว่าสัดส่วนของ Entertainment Complex และไม่เห็นด้วยกับการให้คณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร (ตามมาตรา 6) หรือ ซุปเปอร์บอร์ด เป็นผู้กำหนดสัดส่วนของ Entertainment Complex (ตามมาตรา 11) แต่ควรจะระบุให้ชัดเจนในกฎหมายไปเลย
และที่สำคัญคือสถานที่ตั้ง Entertainment Complex นั้นก็ควรจะถูกกำหนดในกฎหมายไปเลยเช่นเดียวกันกับกรณีของสัดส่วนของบ่อนใน Entertainment Complex
อรรถวิชช์ตั้งคำถามว่าในช่วงที่จะมีการขออนุญาตจัดตั้ง Entertainment Complex (ตามมาตรา 43) นั้น จะต้องมีการกำหนดแผนอย่างชัดเจน แต่เมื่อจะมีการเช่าช่วง (ตามมาตรา 46) เหตุใดจึงไม่ให้มีการกำหนดแผนพัฒนา
สำหรับกรณีที่มีการกำหนดให้ค่าปรับจากผู้ที่กระทำความผิดตามมาตราที่ 61 และ 62 เข้าสำนักงานกำกับการประกอบสถานบันเทิงครบวงจร (ตามมาตรา 20) นั้น อรรถวิชช์เห็นว่าควรจะนำส่งเข้ากองทุนสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อให้ตำรวจนำไปใช้การปราบปรามยาเสพติด แต่ไม่มีการระบุลงไป
“ถ้าเราคิดว่าเราต้องการแค่คาสิโนนะ อันนี้ผิด เราต้องการ Entertainment Complex ขนาดใหญ่”อรรถวิชช์กล่าว และกล่าวว่าจะมีกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่น ๆ เข้ามาดึงดูดให้เกิดการใช้จ่าย และสิ่งสำคัญคือการมี Local Content (สินค้าและบริการในพื้นที่นั้น ๆ) ที่จะถูกนำมาขาย เช่นการมีสัดส่วนแรงงานไทยนั้นควรจะมีเท่าไร จะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการพนันระดับโลกมาสู่คนไทยหรือไม่
อรรถวิชช์กล่าวว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นมีหลักการที่ดี แต่ไม่มีการกำหนดขนาดที่ชัดเจน และมีเพียงไม่กี่มาตราที่ควรจะถูกปรับ และปรับได้ แต่ทั้งนี้ ถือได้ว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องโฟกัสให้ถูกจุด
“ท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ ท่านรองนายกฯ พีระพันธุ์ (สาลีรัฐวิภาค) ท่านตามอยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งคิดว่าในส่วนของรวมไทยสร้างชาติ อาจจะมีการทำร่างกฎหมายประกอบ ให้มันมีความครบถ้วนมากยิ่งขึ้นในเรื่องของความเป็นสถานบันเทิงขนาดต่าง ๆ Sizing (ขนาด) ที่ต้องใส่ลงไป เพราะเราเน้นเรื่องสถานบันเทิงอื่น ๆ มากกว่าการเน้นคาสิโน”อรรถวิชช์กล่าว