โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ต่างประเทศ : โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน กับภัยคุกคามสู่บัลลังก์ซาอุฯ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 มี.ค. 2563 เวลา 03.52 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 03.52 น.

มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน หายหน้าหายตาไปจากสื่อเป็นเวลานานกว่า 1 ปี หลังจากข่าวครึกโครมเกี่ยวกับการสังหารจามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์ชาวซาอุดีอาระเบีย ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังหาศพไม่พบ

ข้อสงสัยส่วนใหญ่ชี้ไปที่มกุฎราชกุมาร ลูกชายคนโตของกษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย วัย 34 ปีผู้นี้

แน่นอนว่ามกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดไม่ได้ถูกดำเนินคดีหรือตั้งข้อหาใดๆ แต่มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยจำนวนหนึ่ง และยังคงทิ้งปริศนาการเสียชีวิตของคาช็อกกีไว้เบื้องหลัง

 

ล่าสุดมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดตกเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เมื่อพระองค์ทรงมีคำสั่งให้จับกุมเจ้าชายสมาชิกราชวงศ์อย่างน้อย 4 ราย ย่างก้าวที่ถูกมองว่าเป็นไปเพื่อกวาดล้างภัยคุกคามในเส้นทางสู่บัลลังก์ ก่อนที่ถัดมาอีก 1 วัน พระองค์จะประกาศทำสงครามราคาน้ำมันกับรัสเซีย ส่งผลให้ตลาดพลังงานและตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวล้มครืนระเนระนาด

เหตุการณ์ดังกล่าวสื่อตะวันตกต่างมองว่าเป็นภาพสะท้อนความเกรี้ยวกราดและหุนหันพลันแล่นของว่าที่กษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบียได้เป็นอย่างดี

การจับกุมสมาชิกราชวงศ์เป็นข่าวหลุดออกมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม โดยที่ไม่มีคำอธิบายจากทางการซาอุดีอาระเบียแต่อย่างใด

โดยหนึ่งในเจ้าชายที่ถูกจับกุมคือ เจ้าชายอาห์เหม็ด บิน อับดุลลาซิซ พระอนุชาพระชนมายุ 78 พรรษาของกษัตริย์ซัลมาน และมีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด

ผู้ถูกจับกุมรวมไปถึงเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ โอรสของเจ้าชายอับดุลลาซิซ พระราชนัดดาของกษัตริย์ซัลมานผู้เคยเป็นอดีตมกุฎราชกุมารและรัฐมนตรีมหาดไทยที่ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อปี 2017 ก่อนที่กษัตริย์ซัลมานจะทรงแต่งตั้งเจ้าชายโมฮัมเหม็ด พระโอรสองค์โตเป็นมกุฎราชกุมารแทน

การจัดการกวาดล้างดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเตรียมเส้นทางไปสู่การก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แบบไร้ผู้กังขา

นั่นยิ่งชัดเจนเมื่อเจ้าชายอับดุลลาซิซเคยเป็นหนึ่งใน 3 สมาชิกสภาสวามิภักดิ์ ที่คัดค้านการแต่งตั้งมกุฎราชกุมารซัลมานขึ้นสู่ตำแหน่งเมื่อปี 2017

สภาสวามิภักดิ์เป็นสภาที่มีสมาชิก 34 คนเป็นตัวแทนจาก 34 ตระกูลของ 34 โอรสของกษัตริย์อับดุลลาซิซ อิบนุ ซาอุด กษัตริย์ผู้ทรงก่อตั้งซาอุดีอาระเบีย ที่สวรรคตไปเมื่อปี 1953

สภาสวามิภักดิ์ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้เจ้าชายแห่งราชวงศ์ซาอุดนับร้อยมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์สืบไป

 

ถัดจากนั้นเพียงไม่กี่วัน มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดจัดการลงโทษรัสเซีย ชาติผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่นอกกลุ่มสมาชิกผู้ผลิตน้ำมัน หรือโอเปค ที่ปฏิเสธที่จะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงตามคำร้องขอของกลุ่มโอเปคที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นหัวเรือใหญ่ ในความพยายามเพื่อปรับราคาน้ำมันให้สูงขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมาตลาดน้ำมันได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจากปัญหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก

การเจรจาดังกล่าวเป็นการเจรจาในกลุ่ม “โอเปคพลัส” กลุ่มพันธมิตรที่ตั้งขึ้นหลังวิกฤตราคาน้ำมันเมื่อปี 2016 เป็นการเจรจากันระหว่างกลุ่มชาติสมาชิกโอเปคและชาติผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่อื่นๆ ของโลกโดยเฉพาะรัสเซีย

ซาอุดีอาระเบียจงใจทำ “สงครามราคา” ลดราคาน้ำมันลงเพื่อหวังทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันรัสเซีย เป็นไปตามคำขู่ของซาอุดีอาระเบียในที่ประชุม “โอเปคพลัส” ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ระบุว่า รัสเซียจะต้อง “เสียใจ” กับการตัดสินใจดังกล่าว

การประกาศลดราคาน้ำมันของซาอุฯ ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่ล่าสุดบริษัทอารัมโก บริษัทผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ยังประกาศเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดต่ำลงไปอีก

 

รัสเซียเองมีเหตุผลของตัวเอง โดยก่อนหน้านี้รัสเซียเคยทำข้อตกลงในโอเปคพลัส ตัดลดกำลังผลิตลง 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อปี 2016 ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันดิ่งลงไปถึง 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเวลานี้ซาอุดีอาระเบียต้องการให้เพิ่มตัวเลขดังกล่าวขึ้นเป็น 3.6 ล้านบาร์เรลในปี 2020 นี้เพื่อชดเชยการบริโภคที่ลดต่ำลง

วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย แสดงความกังวลว่าการตัดลดกำลังผลิตดังกล่าวจะเป็นการเปิดทางให้ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกาได้เติบโตขึ้น จึงปฏิเสธที่จะลดกำลังผลิต

นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์นี้จะทำให้บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะเสียรายได้มหาศาล ขณะที่รัสเซียเองระบุว่า จะไม่ได้รับผลกระทบจากการลดราคาน้ำมันมากนัก ด้วยเพราะงบประมาณประจำปีของประเทศอ้างอิงกับราคาน้ำมันในระดับ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ผลจากการปรับตัวจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา

 

ด้านซาอุดีอาระเบียอาจจะเป็นผู้ที่สูญเสียในสงครามครั้งนี้มากกว่า ด้วยเพราะเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียนั้นพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าราคาน้ำมันที่ซาอุดีอาระเบียจะอยู่ในภาวะเท่าทุนอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่องบประมาณประจำปีโดยที่ไม่ต้องดึงเงินทุนสำรองมาใช้หรือต้องออกมาตรการรัดเข็มขัด แต่เวลานี้ราคาน้ำมันกลับร่วงลงไปกว่าครึ่งจากระดับราคาดังกล่าว

นั่นจะส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียต้องนำเงินสำรองที่ร่อยหรอลงเหลือราว 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 740,000 ล้านเมื่อปี 2014 ออกมาใช้ และการลดลงของเงินทุนสำรองจะเป็นแรงกดดันส่งต่อไปยังอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมไปถึงแผนเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียเอง

การประกาศลดราคาน้ำมันหลังจากการเก็บกวาดปูทางสู่บัลลังก์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกันถูกมองว่าเป็นความพยายามของมกุฎราชกุมารในการจัดการกับฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจในประเทศขึ้น

อย่างที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ภัยคุกคามที่มีต่อมกุฎราชกุมารที่แท้จริงนั้นไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์ที่อาจเป็นเสี้ยนหนาม

แต่แท้จริงแล้วอาจจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากความล่มสลายของรายได้ที่เคยมีจากการส่งออกน้ำมัน

รวมไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของตัวมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...