โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : อำนาจนิยม ในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 04.03 น.

จากการศึกษาของธีระ นุชเปี่ยม (ธีระ นุชเปี่ยม “มุมมองทางทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจนิยม” ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ชนชั้นนำและแรงงานสัมพันธ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สกว. 2019)

อำนาจนิยมในเอเชียเป็นประเด็นโดดเด่นประการหนึ่งในการศึกษาการเมืองของภูมิภาคนี้

ประเด็นซึ่งเคยได้รับความสนใจอย่างมาก (หรือยังคงเป็น “ประเด็น” ในการศึกษาวิเคราะห์จนถึงทุกวันนี้) คือ อำนาจนิยมเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียบางประเทศเพียงใด (1)

ความสำเร็จด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของ “ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่” (newly industrializing economies – NIEs) โดยเฉพาะ “สี่เสือเศรษฐกิจ” (ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน) ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 เป็นผลอย่างสำคัญมาจากแนวทางที่เรียกว่า “พัฒนานิยม” (developmentalism) (2) ซึ่งอาศัยการควบคุมกำกับโดยภาครัฐของดินแดนเหล่านี้ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้ระบอบปกครองอำนาจนิยมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ความสำเร็จด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่ง คือ อินโดนีเซีย ในช่วงระยะใกล้เคียงกัน ก็อยู่ในช่วงอำนาจนิยมของ “ระเบียบใหม่” (New Order) ของซูฮาร์โต (Suharto)

แม้ว่าอำนาจนิยมในบางดินแดน โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน จะเสื่อมคลายไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 (ในประเทศไทยพัฒนาการด้านประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษนี้จนถึงครึ่งแรกของทศวรรษต่อมา) และวิกฤตการเงินเอเชีย (Asian Financial Crisis) ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้อำนาจนิยมซูฮาร์โตล่มสลายลงในช่วงปลายทศวรรษ

แต่หลังจากนั้นไม่นานอำนาจนิยมก็เริ่มหวนกลับมาใหม่ โดยที่วาทกรรม “ธรรมาภิบาล” (good governance) ที่แพร่ขยายภายหลังวิกฤตครั้งนั้น ซึ่งมุ่งหมายที่จะจัดการกับระบบทุนนิยมแบบพวกพ้อง (crony capitalism) ที่เฟื่องฟูภายใต้อำนาจนิยมและมีส่วนในการก่อให้เกิดวิกฤตดังกล่าว

กลับมิได้มีผลเท่าใดนักที่จะทำให้อำนาจนิยมเสื่อมคลายไปโดยสิ้นเชิง (3)

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะนั้น อำนาจนิยมเกือบจะกล่าวได้ว่าเป็นกระแสหลักทางการเมืองในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด

ประเทศซึ่งดูเหมือนจะมีรูปแบบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ โดยเนื้อแท้แล้วมีความเป็นอำนาจนิยมอย่างมาก

ฟิลิปปินส์ซึ่งมีการวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ก่อนได้รับเอกราช ตกอยู่ภายใต้เผด็จการมาร์กอส (Ferdinand E. Marcos) เกือบ 2 ทศวรรษตั้งแต่ต้นทศรรษ 1970

อินโดนีเซีย เมียนมา และประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารเป็นเวลายาวนาน

บรูไนอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาอย่างต่อเนื่องตั้งอดีตจวบจนปัจจุบัน

กัมพูชาอยู่ภายใต้ระบอบเอกาธิปไตย (autocracy) ของสมเด็จพระนโรดมสีหนุ (Sihanouk) ก่อนจะตกอยู่ภายใต้สภาพสงครามกลางเมืองและเผด็จการคอมมิวนิสต์แบบรุนแรงโหดร้ายของเขมรแดง (Khmer Rouge)

ขณะที่ลาวและเวียดนามภายหลังสงครามกลางเมืองก็ตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์มาจนทุกวันนี้

หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีช่วงสมัยที่ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบาน แต่ก็ต้องสดุดหรือหยุดชะงักลง

ประเทศไทยภายหลังการโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารถนอม-ประภาสในเดือนตุลาคม 1973 ประสบการยึดอำนาจโดยคณะทหารอีกหลายต่อหลายครั้งโดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 นี่เอง กัมพูชาได้รับการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยขึ้นใหม่โดยสหประชาชาติในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แต่เมื่อถึงประมาณต้นทศวรรษต่อมาก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิยมของฮุน เซน และภายหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 กัมพูชาก็กลายเป็นระบบการเมืองพรรคเดียว (เพราะพรรครัฐบาลกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปทั้งหมด)

ในฟิลิปปินส์ประชาธิปไตยได้รับการฟื้นฟูภายหลังระบบเผด็จการมาร์กอสถูกโค่นล้มโดยพลังประชาชนใน ค.ศ.1986 แต่ลักษณะการใช้อำนาจของดูแตร์เต (Rodrigo Duterte) ที่มาจากการเลือกตั้งใน ค.ศ.2016 ก็ดูจะมีผลคุกคามต่อสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชน อย่างสำคัญ

ประชาธิปไตยในเมียนมาได้รับการฟื้นฟูในช่วงระยะใกล้เคียงกัน แต่ปฏิบัติการปิดกั้นเสรีภาพอันรวมไปถึงการจับกุมสื่อมวลชน อันเป็นผลมาจากการรายงานข่าวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อชาวโรฮิงญา (Rohingya) โดยกองทัพเมียนมาในเดือนสิงหาคม 2017 [ประชาคมโลกโดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติเรียกปฏิบัติการต่อประชากรที่เป็นชนกลุ่มน้อยในเมียนมากลุ่มนี้ซึ่งเคยมีมาก่อนหน้านั้นแล้วหลายครั้งว่า เป็นการ “ล้างเผ่าพันธุ์” (ethnic cleansing)] โอกาสที่ประเทศจะก้าวหน้าต่อไปในทิศทางนี้ก็เริ่มเป็นที่น่าสงสัย

แม้กระทั่งในอินโดนีเซียกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เมื่อถึงขณะนี้ก็เผชิญกับอิทธิพลของการเมืองทางศาสนาและเชื้อชาติ ซึ่งส่งผลไปถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง

แนวโน้มเช่นนี้เห็นได้จากกรณีการจำคุกอดีตนายกเทศมนตรีจาการ์ตาซึ่งเป็นคริสเตียนเชื้อสายจีนในความผิดดูหมิ่นศาสนาอิสลาม

 

เมื่อถึงปลายทศวรรษที่ 2 ของคริสต์ศตวรรษที่ 21 ก็ปรากฏรายงานและบทวิเคราะห์โดยทั้งนักสังเกตการณ์และนักวิชาการที่มองว่า “ระบอบปกครองอำนาจนิยมกำลังแพร่ขยายในบรรดาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะนี้” (4)

เมื่อมองไปข้างหน้าใน ค.ศ.2018 ก็จะเห็นว่า “อำนาจนิยมกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว” ในภูมิภาคนี้ (5)

หากมองจากปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลจากความเปลี่ยนแปลงบางประการ เช่น “ตัวแบบของจีนกำลังประสบชัยชนะขณะที่ค่านิยมเสรีนิยมเป็นฝ่ายสูญเสีย”

นั่นคือ “การปรากฏอย่างน่าหวาดหวั่นของอำนาจนิยมที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้รับการหนุนเสริมอย่างสำคัญยิ่งโดยระบบการควบคุมจากส่วนกลางประกอบกับพลวัตทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จของจีน” (6)

หากมองกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ก็จะเห็นได้ไม่ยากนักว่า “ภายใต้เงาของการก้าวขึ้นมาโดดเด่นของจีนเมื่อไม่นานมานี้นั้น ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ศาลที่เป็นอิสระ หลักนิติธรรม ขันติธรรมทางศาสนา และการปกป้องชนกลุ่มน้อยกำลังถูกคุกคามหรือถูกขจัดไปเลยในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (7)

เราอาจมองได้แม้กระทั่งว่า กระแสอำนาจนิยมกำลังขยายตัวในลักษณะลุกลามจากชาติหนึ่งไปยังอีกชาติหนึ่ง

“เมื่อถึง ค.ศ.1990 ขณะที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายไปทั่วโลกในฐานะระบบเศรษฐกิจจากมอสโกไปถึงปักกิ่ง ปรากฏการณ์เบอร์ลินตะวันออก และอินโดจีนนั้น เวียดนามและพันธมิตรกัมพูชาและลาวได้รักษาระบบอำนาจนิยมให้คงอยู่เป็นศูนย์กลางระบบการเมืองของตน และสิ่งนี้ก็กำลังแพร่ขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค” (8)

ระบอบปกครองอำนาจนิยมที่เข้มแข็ง เหนียวแน่น ยืดหยุ่น และขยายตัวเช่นของเวียดนาม ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่พันธมิตรสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ให้ปิดกั้นสื่อ จำกัดประชาธิปไตย และขจัดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างความกระอักกระอ่วนแก่ผู้มีอำนาจ” (9)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทศวรรษที่ 2 ของศตวรรษที่ 21 อำนาจนิยมจะกระจายตัวไปทั่วหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่า จุดกำเนิดใหม่ พัฒนาการ โครงสร้างและการปรับเปลี่ยนของแต่ละประเทศย่อมไม่เหมือนกัน

ดังนั้น เราจึงมีความจำเป็นต้องศึกษาเป็นเชิงเปรียบเทียบต่อไป

โปรดติดตามตอนต่อๆ ไป

——————————————————————————————————————
(1) Youssef Cohen, “The Impact of Bureaucratic-Authoritarian Rule on Economic Growth”, Comparative Political Studies, Vol. 18 (1), April 1985 available at https://www.researchgate.net/publication/247899029_The_Impact_of_Bureaucratic-Authoritarian_Rule_on_Economic_Growth และโปรดดู Tim Kelsall, Authoritarianism, Democracy and Development [Birmingham : The Development Leadership Program (DLP), November 2014] available at http://publications.dlprog.org/SOTA3.pdf

(2) Erik S. Reinart, Developmentalism (Tallinn: Working Papers in Technology, Governance and Economic Dynamics No. 34, The Other Canon Foundation, Norway, December 2010 available at http://hum.ttu.ll/wp/paper34.pdf

(3) Mark R. Thompson, “Pacific Asia after “Asian Values” : Authoritarianism, Democracy, and Good Governance”, Third World Quarterly, Vol. 25, No. 6 (2004), pp. 1079-1080

(4) Ben Barber, “Authoritarianism Gains in Southeast Asia”, Foreign Service Journal, May 2018 http://www.afsa.org/sites/default/files/flipping_book/0518/52/

(5) Thitinan Pongsudhirak, “Looking ahead 2018 : Authoritarianism Is Accelerating in Southeast Asia”, Nikkei Asian Review, 1 January 2018 https://asia.nikkei.com/Editor-s-Picks/Looking-ahead-2018/Authoritarianism-is-accelerating-in-Southeast-Asia

(6) เรื่องเดียวกัน

(7) Barber, “Authoritarianism Gains in Southeast Asia”

(8) เรื่องเดียวกัน

(9) เรื่องเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...