โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชี้แนวโน้มธุรกิจค้าปลีก-ออนไลน์ต้องปรับตัวสู่ยุค “O to O” เมื่อ 0nline แย่งแชร์ Offline และ Big Data ไล่ล่า เอสเอ็มอีจะรับมืออย่างไร

Positioningmag

อัพเดต 14 ส.ค. 2561 เวลา 18.35 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. 2561 เวลา 05.00 น.

แม้ปัจจุบันธุรกิจออนไลน์ยังมีบทบาทไม่มากไม่ส่งผลกระทบถึงขั้นทำให้ธุรกิจค้าปลีก“เสียหลัก” แต่ในอนาคตจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นแน่นอน เห็นได้จากอัตราการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นปีละ30% ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกเติบโตเพียง3-4%ในช่วง3-4 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ธุรกิจค้าปลีกจึงต้องเร่งปรับตัวสู่รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า“O to O” คือ“offline to online” และ“online to offline” นายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย“วรวุฒิ อุ่นใจ” มองภาพรวมและชี้ทิศทางของธุรกิจค้าปลีก

ปัจจัยบวกของธุรกิจออนไลน์มาจาก หนึ่ง-เนื่องจากเทคโนโลยีมีความพร้อมสมบูรณ์กว่าเมื่อหลายปีก่อน เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์เกิดขึ้นเรื่อยๆ และราคาไม่แพง อีกทั้ง ยังมีการใช้กลยุทธ์ตัดราคา สอง-การเข้ามาขยายตลาดของธุรกิจออนไลน์รายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นAlibaba , Jedi.com และในอนาคต Amazon ซึ่งจะสร้างให้ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อธุรกิจออนไลน์เข้าตลาดจะมาด้วยโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม ใช้กลยุทธ์การตลาดที่ค่อนข้างรุนแรงหนักหน่วงและใช้งบการตลาดค่อนข้างสูง จึงกระตุ้นให้ตลาดออนไลน์เติบโตมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกยังเดินเกมแบบ“play safe” ปรับตัวอย่างระมัดระวัง ไม่รุนแรงอย่างออนไลน์ จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกแย่งมาร์เก็ตแชร์ไปได้มากขึ้น

ขณะนี้สถานการณ์ค้าปลีกในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงคือเทียร์หนึ่งเต็มแล้ว ส่วนเทียร์สองกำลังจะเต็ม เทียร์สามยังมีช่องว่างแต่กำลังซื้อยังเป็นปัญหาเพราะในพื้นที่มีลูกค้าไม่หนาแน่นพอ เทียร์สี่และเทียร์ห้าต้องเป็นสโตร์ขนาดเล็ก แต่ถ้าใช้Omni Chanel ผนวกเข้ามาสโตร์ขนาดเล็กจะอยู่รอดได้ แต่ต้องไม่ทำให้ค้าปลีกของไทยเป็นเพียงshopping plaza เหมือนในต่างประเทศคือไปแล้วซื้อของได้อย่างเดียว เมื่อธุรกิจออนไลน์เข้ามาก็สามารถแย่งยอดขายไปได้ทันที ต้องทำให้เป็นlifestyle plaza ซึ่งทำให้ค้าปลีกของไทยยังแข็งแกร่งอยู่     

ปัจจุบันคือช่วงเปลี่ยนผ่านอีกขั้นหนึ่งของธุรกิจค้าปลีก การเชื่อมโยงออนไลน์สู่ออฟไลน์ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์กำลังจะรวมเป็นหนึ่ง ผู้ประกอบการค้าปลีกจะต้องปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็น  Multi Chanel หรือOmni Chanel เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถทำธุรกิจในช่องทางออฟไลน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องทำธุรกิจในช่องทางอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หรือดิลิเวอรี่ ซึ่งเมื่อMulti Chanel พัฒนาไปถึงจุดหนึ่งจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลและระบบปฏิบัติการ(operation system) และเมื่อทั้งข้อมูลและระบบปฏิบัติการสามารถเชื่อมโยงกันถึงขั้นไร้รอยต่อ(seamless) จะเรียกว่าเป็นOmni Chanel  คือการสามารถเข้าถึงหรือให้บริการลูกค้าได้ทุกช่องทาง

ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องปรับตัว3 ด้าน คือ หนึ่งTechnology การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาธุรกิจค้าปลีก เช่น ระบบ POS สองService เนื่องจากการบริการเป็นจุดแข็งของธุรกิจค้าปลีกอยู่แล้ว เช่น มีพนักงานแนะนำหรือคอยให้บริการหรือดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว แต่ในอนาคตต้องมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มความโดดเด่นและแตกต่างมากขึ้นอีก และสามActivity การทำกิจกรรมต่างๆ ให้กับลูกค้า เช่น การจัดเวิร์คชอป การอบรม การสัมมนา ยกตัวอย่าง เซ็นทรัลเปิดอบรมหรือสอนการแต่งหน้า เมื่อลูกค้าซื้อเครื่องสำอาง

ในวันนี้ไม่เพียงผู้ประกอบการค้าปลีกเท่านั้นที่มีเป้าหมายมุ่งไปสู่Omni Chanel  แต่ผู้ประกอบการออนไลน์ทั่วโลกก็มุ่งสู่Omni Chanel  เช่นกัน ยกตัวอย่าง ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับโลก เช่นAmazon ซึ่งมีbook store เปิดอยู่หลายร้อยสาขา หรือผู้ประกอบการออนไลน์ระดับโลก เช่นAlibaba และJedi เริ่มพัฒนาตนเองเป็นOmni Chanel ด้วยการไปซื้อกิจการค้าปลีกอื่นๆ เข้ามารวมอยู่ในธุรกิจของตนเอง ภาพเช่นนี้จะเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ของโลกอย่างWalmart มีการลงทุนอย่างมากด้วยการซื้อเว็บไซต์รายใหญ่ที่มีช่องทางการขายออนไลน์เข้ามารวมกับธุรกิจของตนเอง ภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นแน่ๆ  แนวโน้มtrend อนาคตอันใกล้คือ“O to O” จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกหลายปี ทั้ง“online to offline” และ“offline to online” จะมีการสลับกันไปมา

สำหรับ“Big Data” ในเชิงทฤษฎี มีความสำคัญมากในการทำการตลาด เปรียบเหมือน“ตลาดสด” ซึ่งมีวัตถุดิบที่เป็นเหมือนข้อมูลมากมายมหาศาล ซึ่งหากเลือกไม่ถูกและใช้ไม่เป็นจะไม่เกิดประโยชน์ทั้งยังสิ้นเปลืองเวลาและเงินทุนการ อย่างไรก็ตามการมีBig Data จะทำให้สามารถเข้าใจผู้บริโภคหรือลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ลงทุนน้อย และทำโปรโมชั่นได้ตรงจุด แต่ความท้าทายคือจะหยิบจับหรือเลือกวัตถุดิบหรือข้อมูลอะไรมาใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมโดยได้ประโยชน์สูงสุด“ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย” อุปนายกฝ่ายกิจกรรมและประชาสัมพันธ์ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความจำเป็นของBig Data ต่อการทำธุรกิจค้าปลีก

แต่สำหรับเอสเอ็มอีไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีBig Data และก่อนที่จะมีต้องรู้ว่าต้องการBig Data ในด้านใดบ้าง สำหรับเอสเอ็มอีที่ร่วมมือหรือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น เซ็นทรัล หรือเทสโก้ สามารถจะขอBig Data ในส่วนที่ต้องการมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายได้ แต่เอสเอ็มอีไม่ต้องกังวลเกินไปหากไม่มีBig Data เพราะยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับการอยู่รอดของธุรกิจในวันนี้

Big Data แบ่งเป็นประเภทStructure Data คือข้อมูลพื้นๆ ทั่วไปที่ได้จากเซ็นเซอร์ กับUnstructure Data คือข้อมูลเชิงลึกที่จะนำมาใช้วางกลยุทธ์ ซึ่งได้จากโซเชียลมีเดียที่มีการพูดกันหรือโพสต์ภาพต่างๆ ลงไป เช่น ข้อมูลที่มีการเขียนลงในเฟซบุ๊ก ซึ่งการใช้เทคโนโลยีAI จะเข้ามาช่วยให้เข้าใจData ต่างๆเหล่านี้ได้ผ่านการวิเคราะห์เช่นการเขียนหรือโพสต์ภาพเช่นนี้เพราะคิดหรือรู้สึกอย่างไรเป็นการชมหรือตำหนิซึ่งจะทำให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าหรือผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่ากังวลกับBig Data แต่ให้เห็นความสำคัญหรือประโยชน์ของการใช้ข้อมูลก่อน โดยสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการหาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคแบบง่ายๆ ก่อน เช่น เทคโนโยลีตรวจจับความรู้สึกจากใบหน้า( Facial recognation หรือFacial detection ) เป็นต้น เพราะโดยภาพรวมผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วไปยังใช้ข้อมูลน้อย ไม่เช่นนั้นต้องขึ้นอยู่กับคนขายแต่ละคนว่ารู้จักลูกค้าดีแค่ไหนสามารถจดจำความต้องการของลูกค้าได้ ขณะที่ ผู้ประกอบการออนไลน์มีการใช้ข้อมูลมากกว่า เพราะสามารถรู้ข้อมูลอินไซท์ของลูกค้า เช่น เข้ามากี่โมง เข้ามาแล้วอยู่นานแค่ไหนและดูกี่เพจ ซื้ออะไร ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทำให้ได้เปรียบผู้ประกอบการค้าปลีก.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...