โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ที่มาและอำนาจ "สว." อังกฤษ-อเมริกัน เลือกตั้งอำนาจมาก-แต่งตั้งอำนาจน้อย?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 มี.ค. 2567 เวลา 03.01 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2567 เวลา 00.47 น.
การประชุมสภาขุนนางแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ วันที่ 31 ตุลาคม 2017 (Photo by Dan Kitwood / POOL / AFP)

“ผู้แทน” ของประชาชน ที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า ส. หรือชื่อเต็ม ๆ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น เป็นคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของรัฐสภาเพื่อทำหน้าที่แทนประชาชนด้านนิติบัญญัติ ในการออกกฎหมายและตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล แต่รัฐสภามิได้ประกอบด้วยสมาชิกจากสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว เพราะระบบรัฐสภาที่ใช้กันในหลายประเทศทั่วโลกนั้นจะใช้ระบบสภาคู่ และอีกสภาหนึ่งที่อยู่คู่กับสภาผู้แทนราษฎรคือ วุฒิสภา ซึ่งประกอบกันเป็นรัฐสภา

ในประเทศไทยจะเรียกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ที่สหรัฐอเมริกาจะมีการเรียกชื่อเล่น ๆ ว่า สภาบน (บ้างเรียกสภาสูง) กับสภาล่าง อันมีที่มาจากห้องประชุมของทั้งสองสภาในอดีตที่อยู่คนละชั้นกัน ขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (ต่อไปจะเรียกว่าอังกฤษเพื่อความสะดวก) จะเรียกสภาผู้แทนราษฎร ว่าสภาสามัญ (House of Commons) และเรียกวุฒิสภาว่า สภาขุนนาง (House of Lords)

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา มีที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน แต่ สว. หรือสมาชิกวุฒิสภาของทั้ง 3 ประเทศนั้นมีที่มาต่างกัน

ในสหรัฐอเมริกา-วุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ในอังกฤษ-สภาขุนนางมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด สำหรับประเทศไทย “วุฒิสภา” มี สว. ทั้งมาจากการแต่งตั้งและเลือกตั้ง (ยึดตาม สว. ชุดล่าสุดก่อนรัฐประหาร พ.ศ. 2557) ซึ่งอีกไม่นาน สว. ของไทยก็จะมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดเช่นเดียวกับอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม อำนาจ สว. ไทยชุดใหม่ของ พ.ศ. 2562 มีอำนาจอย่างมากเช่นเดียวกับวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา แต่ สว. ไทยกลับมาจากการแต่งตั้งเหมือนสภาขุนนางของอังกฤษ ซึ่งสภาขุนนางอังกฤษไม่ได้มีอำนาจมากเช่นในไทยและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ในบทความนี้จึงจะอธิบายถึงที่มาและหน้าที่ของวุฒิสภา/สภาขุนนางของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เพื่อเทียบกันให้เห็นว่า “สภาสูง” ที่มีที่มาต่างกันจะมี “อำนาจ” มากน้อยต่างกันอย่างไร

“วุฒิสภา” แห่งสหรัฐอเมริกา

วุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา (Senate) หรือที่เรียกว่าสภาบนหรือสภาสูง เป็นหนึ่งในสภาของรัฐสภาสหรัฐอเมริกาที่รวมกับสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาล่าง โดยวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และวุฒิสภามีชื่อเรียกเล่นว่า “the house that never dies”

สมาชิกวุฒิสภาจะมีวาระ 6 ปี มีจำนวนทั้งหมด 100 คน จากทั้งหมด 50 รัฐ รัฐละ 2 คน วุฒิสมาชิกจะครบวาระไม่พร้อมกัน โดยทุก 2 ปี จำนวนวุฒิสมาชิก 1 ใน 3 จะต้องเลือกตั้งใหม่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเรียกสภาแห่งนี้ว่าสภาไม่มีวันตาย ปัจจุบันวุฒิสมาชิกที่ดำรงตำแหน่งยาวนานมากที่สุดในขณะนี้คือ Patrick J. Leahy พรรคเดโมแครต รัฐเวอร์มอนต์ ที่ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกมาแล้ว 44 ปี ได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1975 และจะหมดวาระใน ค.ศ. 2023

รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกากำหนดคุณสมบัติ 3 ประการสำหรับผู้ที่จะเป็นวุฒิสมาชิกคือ 1) ต้องมีอายุอย่างน้อย 30 ปี 2) ต้องมีสัญชาติสหรัฐอเมริกา โดยต้องมีสัญชาติมาแล้วอย่างน้อย 9 ปี และ 3) ต้องมีถิ่นที่อยู่ในรัฐที่วุฒิสมาชิกเป็นตัวแทนในการเลือกตั้ง

จุดประสงค์ของการตั้ง วุฒิสภา ขี้นมาก็เพื่อตรวจสอบสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล นั่นจึงทำให้ทั้งสองสภาแทบจะมีอำนาจพอ ๆ กัน วุฒิสภามีอำนาจในการตรวจสอบและออกกฎหมายได้เช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร

วุฒิสภาสหรัฐอเมริกามีอำนาจในการให้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่ลงนามโดยประธานาธิบดี โดยจะต้องอาศัยเสียงของวุฒิสมาชิก 2 ใน 3 หากไม่ผ่านการให้สัตยาบันโดยวุฒิสภา สนธิสัญญานั้นจะถือว่าเป็นอันตกไป วุฒิสภาภายใต้คณะกรรมาธิการที่จัดตั้งขึ้นแต่ละคณะยังมีสิทธิ์ในการแต่งตั้งทูต และผู้พิพากษาศาลฎีกา

ประธานวุฒิสภามีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจที่จะพิจารณา และดำเนินการตามกฎหมายในการรับรองหรือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการควบคุมหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งรวมไปถึงสมาชิกคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลกลางของกระทรวงต่าง ๆ ที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อมานั้นต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภา โดยปัจจุบันมีมากกว่า 1,200-1,400 ตำแหน่งที่จำเป็นต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภา ผู้ที่ไม่ได้รับการอนุมัติจะไม่สามารถรับตำแหน่งได้

ในกรณีที่มีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นฝ่ายเริ่มดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีบางครั้งประธานาธิบดีก็โดนฟ้องด้วย หากผ่านสภาล่างแล้วก็จะถูกส่งต่อให้วุฒิสภาทำการตรวจสอบข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาข้อกล่าวหานั้น

ตั้งแต่ ค.ศ. 1789 เป็นต้นมา วุฒิสภาได้ถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐไปทั้งหมด 17 คน ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงประธานาธิบดีสองคนที่ถูกถอดออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย

ในการสอบสวนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือกรณี Water Gate ที่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งวุฒิสภาได้ดำเนินการสอบสวนอย่างหนัก จนมีทีท่าว่านิกสันจะถูกตัดสินให้มีความผิด นิกสันจึงชิงลาออกจากตำแหน่งก่อนที่ผลการพิจารณาจะแล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งประธานวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ผู้ที่เป็นรองประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา แต่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิก และไม่มีอำนาจที่จะอภิปรายหรือลงคะแนนเสียงในญัตติใด ๆ นอกจากจะมีกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากันที่ 50-50

ทั้งนี้ ประธานวุฒิสภาก็ไม่ได้มีอำนาจมาก และมักไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่บ่อยครั้งนัก โดยมักยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติว่า “ประธานวุฒิสภาชั่วคราว” (President Pro Tempore of the Senate) ที่ได้รับเลือกมาจากวุฒิสมาชิกจะทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานวุฒิสภาแทน เมื่อรองประธานาธิบดีไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ โดยประธานวุฒิสภาชั่วคราวนี้มักจะคัดเลือกมาจากวุฒิสมาชิกจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภาสูง ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีการคานอำนาจระหว่าง “รัฐบาล” และ “วุฒิสภา” อยู่อย่างชัดเจน

ความซับซ้อนของรัฐสภาสหรัฐอเมริกานี้เป็นหนึ่งในกลไกของการถ่วงดุลอำนาจแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญสามฝ่าย คือ นิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร ซึ่งนอกจากจะกำหนดในรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนชาวอเมริกันก็เป็นผู้มีอำนาจในการถ่วงดุลด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี หากผู้สมัครจากพรรครีพลับลิกันชนะเลือกตั้ง การเลือกตั้งของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภาก็มักจะเป็นฝ่ายพรรคเดโมแครตที่ได้รับเลือกจากประชาชนเข้ามามากกว่าพรรครีพลับลิกัน อย่างการมีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพลับลิกัน แต่ในสภาล่างมี สส. จากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่

สภาขุนนางแห่งอังกฤษ

สภาขุนนาง (House of Lords) เป็นสภาสูงแห่งรัฐสภาสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เป็นสภาที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นทั้งหมด มิได้ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนแม้แต่คนเดียว และมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและเสนอกฎหมายของรัฐบาลและสภาสามัญหรือสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกสภาขุนนางแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

  • ขุนนางสืบตระกูล (Hereditary Peers) เดิมสภาขุนนางจะมีสมาชิกมาจากขุนนางสืบตระกูลเท่านั้น ซึ่งเป็นขุนนางที่ได้ตำแหน่งสืบทอดจากบรรพบุรุษตระกูลเก่าแก่ของอังกฤษ ปัจจุบันถูกกำหนดไว้ให้มี 92 คน
  • ขุนนางศาสนา (Lords Spiritual) เป็นสมาชิกสภาขุนนางโดยตำแหน่งบิชอปและอาร์ชบิชอปทั่วประเทศ ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 26 คน
  • ขุนนางตลอดชีพ (Life Peerages) ซึ่งได้ออกพระราชบัญญัติให้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาขุนนางประเภทนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1958 เป็นขุนนางที่มาจากการแต่งตั้ง เนื่องจากมีความดีความชอบ หรือเป็นบุคคลสำคัญ ๆ ของประเทศ และสามารถลาออกได้

จากข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐสภาอังกฤษ (www.parliament.uk) ระบุว่า (ข้อมูลเมื่อ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2019) มีจำนวนสมาชิกสภาขุนนางทั้งหมด 782 คน

หน้าที่ของสภาขุนนางคือการพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งทุกร่างกฎหมายจะต้องได้รับพิจารณาโดย รัฐสภา ทั้งสองสภาก่อนจึงจะกลายเป็นกฎหมายหรือพระราชบัญญัติได้ สภาขุนนางยังตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบนโยบายต่าง ๆ หรือพิจารณารวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ และจัดทำรายงานเพื่อประกอบการพิจารณาร่างกฎหมาย

อำนาจของสภาขุนนางถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติรัฐสภา ค.ศ. 1911 และ 1949 ซึ่งจำกัดและลดอำนาจของสภาขุนนางมาโดยตลอด โดยพระราชบัญญัติรัฐสภา ค.ศ. 1911 ระบุว่า หากสภาสามัญผ่านร่างกฎหมายใดให้สภาขุนนางพิจารณา หากผ่านไปแล้ว 1 เดือน สภาขุนนางยังไม่ได้มีความคิดเห็นใดออกมาจะถือว่าร่างกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายทันที และห้ามสภาขุนนางแก้ไขร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน แต่มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบยืนตามสภาสามัญเท่านั้น

ส่วนพระราชบัญญัติรัฐสภา ค.ศ. 1949 ยิ่งลดอำนาจของสภาขุนนางลงไปอีก กล่าวคือ สภาขุนนางไม่สามารถยับยั้งกฎหมายได้ เพียงแต่ชะลอออกไปได้มากถึง 2 ปี

อย่างไรก็ตาม สภาขุนนางมีความเป็นอนุรักษนิยมมากพอสมควร ซึ่งมักถูกกล่าวอ้างว่าสภาขุนนางถูกครอบงำจากพรรคอนุรักษนิยมเสียด้วยซ้ำไป ดังจะเห็นว่าในช่วงที่พรรคแรงงานเข้ามาเป็นรัฐบาล ใน ค.ศ. 1974-1979 มีความพยายามผ่านร่างกฎหมายหลายฉบับ แต่ก็มักถูกสภาขุนนางสกัดกั้นอยู่เสมอ

กระทั่งถึงสมัยนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ จากพรรคแรงงาน จึงได้ออกพระราชบัญญัติรัฐสภา ค.ศ. 1999 (Parliament Act 1999) เพื่อจำกัดจำนวนขุนนางประเภทขุนนางสืบตระกูลเหลือเพียง 92 คน โดยให้มีการสรรหากันเองภายในสมาชิกตระกูลขุนนางเหล่านั้น และขุนนางกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งจากรุ่นสู่รุ่นอีกต่อไป ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมสภาหรือออกเสียงลงคะแนนแต่อย่างใด

ในอดีตสภาขุนนางเปรียบเสมือนศาลสูงสุดของประเทศอังกฤษ เพราะมีอำนาจในการพิจารณาฎีกาขั้นตอนสุดท้าย ในกรณีที่เป็นคดีทางอาญาหรือแพ่งและพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อสาธารณชน แต่เมื่อมีการผ่านกฎหมายปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2005 (Constitutional Reform Act 2005) อำนาจนี้จึงถูกโอนให้ศาลฎีกาสูงสุดแห่งสหราชอาณาจักรที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่

ดังนั้น การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและการออกพระราชบัญญัติรัฐสภาฉบับต่าง ๆ เหล่านี้ที่ถูกผลักดันโดยสภาสามัญนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีความพยายามจำกัดและลดอำนาจของสภาขุนนางลง

ใน ค.ศ. 2011 มีการจัดทำรายงานการศึกษาโดยรองนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาขุนนางที่จะให้ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 300 คนเท่านั้น โดย 80% มาจากการเลือกตั้งและ 20% มาจากการแต่งตั้ง แม้จะมีความพยายามที่จะจำกัดอำนาจสภาขุนนาง โดยให้มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่และอาจต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้วจะเห็นภาพบางอย่างของอำนาจ สว. ทั้งสองประเทศ สำหรับสหรัฐอเมริกา วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน รัฐธรรมนูญจึงมีการบัญญัติโดยให้ “วุฒิสภา” มีหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาล จึงไม่แปลกที่รัฐสภาแห่งสหรัฐทั้งสภาสูงและสภาล่างจะมีอำนาจทัดทานประธานาธิบดีและรัฐบาล

ในขณะที่สมาชิกสภาขุนนางของประเทศอังกฤษ กลับมีอำนาจอย่างจำกัดและถูกริดรอนอำนาจลงเรื่อย ๆ มาตลอดนับร้อยปี เพราะสภาขุนนางมิได้เป็น “ตัวแทน” ของประชาชนทั้งประเทศ สภาขุนนางจึงถูกวางไว้บนหลักการว่าควรจะมีอำนาจอย่างจำกัด และควรทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของสภาสามัญให้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการผ่านร่างกฎหมายต่าง ๆ

สหรัฐอเมริกามีการเลือกผู้นำรัฐบาลทางตรง จึงจำเป็นต้องมีวุฒิสภาที่มีอำนาจทัดเทียมกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเสริมสร้างการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ในขณะที่อังกฤษมีการเลือกผู้นำทางอ้อมคือผ่านการเลือกจากสมาชิกสภาสามัญอีกทีหนึ่ง สภาขุนนางของอังกฤษจึงไม่จำเป็นต้องมีอำนาจมาก เพราะมีสภาสามัญคอยถ่วงดุลกับฝ่ายบริหารอยู่แล้ว

จึงอาจกล่าวได้ว่า การล้มลุกคลุกคลานทางการเมืองมานาน ส่งผลส่วนหนึ่งให้ทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษหา “รูปแบบ” ที่เหมาะสมกับประเทศตนได้ แต่ก็เป็นพลวัตที่พร้อมปรับตัวไปตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Encyclopedia Britannica. (2019). United States Senate, from www.britannica.com/topic/Senate-United-States-government

. (2019). House of Lords, from www.britannica.com/topic/House-of-Lords

HISTORY. (2018). U.S. Senate, from www.history.com/topics/us-government/history-of-the-us-senate

House of Lords. (2019), from www.parliament.uk

United States Senate. (2019), from www.senate.gov

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 พฤษภาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ที่มาและอำนาจ “สว.” อังกฤษ-อเมริกัน เลือกตั้งอำนาจมาก-แต่งตั้งอำนาจน้อย?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...