โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ค้นคนรัก-ผู้ชิงเก้าอี้พระสวามีควีนอลิซาเบธที่ 1 แล้วทรงเป็น "ราชินีพรหมจรรย์" จริงหรือ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 พ.ย. 2567 เวลา 15.18 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2567 เวลา 00.15 น.

สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ ทรงได้รับการขนานนามว่า “ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์” (Virgin Queen) เนื่องจากไม่ได้อภิเษกสมรสกับผู้ใด ที่มีข้อมูลกันนั้นย่อมเป็นเรื่องราวจากบันทึกและคำบอกเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนพระองค์กับชนชั้นสูงทั้งในและต่างแดน

แต่ในความจริงแล้ว คำว่า “ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์” อาจเป็นแค่คำเรียกเท่านั้น เมื่อนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ต่างลงความเห็นกันว่า พระองค์ทรงมีประสบการณ์โชกโชนไม่เบา

พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กับแอนน์ โบลีน ทรงขึ้นครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1558-1603 สืบราชสมบัติต่อจากพระนางเจ้าแมรี่ที่ 1 ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กับพระนางแคธรีนแห่งอารากอน (สเปน)

ก่อนหน้ารัชสมัยของพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 นักประวัติศาสตร์ก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องฝ่ายในของพระนางเจ้าแมรี่ที่ 1 พระราชินีที่ครองราชย์องค์ก่อนหน้าพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 แล้ว ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการซุบซิบกันต่อมาจากบันทึกและคำบอกเล่าของเจน ดอร์เมอร์ (Jane Dormer) สาวรับใช้คนหนึ่งของพระนางเจ้าแมรี่ที่ 1 เธอถวายการรับใช้ในห้องบรรทมของพระนางเจ้าแมรี่ที่ 1 เคยสวมฉลองพระองค์และเครื่องประดับของพระนางเจ้าแมรี่ที่ 1 และยังเป็นผู้แล่เนื้อให้นายผู้หญิง

ก่อนหน้าพระนางเจ้าแม่รี่ที่ 1 ขึ้นครองราชย์ เจ้าหญิงแมรี่ก็เลือกที่จะใกล้ชิดกับเหล่าสตรี เจน บอกเล่าเอาไว้ว่า “สมาชิกในกลุ่มคนใกล้ชิดขององค์หญิงคือที่สถานที่พักพิงหลบภัยของเหล่าสุภาพสตรีวัยเยาว์ทั้งหลาย…”

ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต่างมารดาคู่นี้ก็เป็นเรื่องซับซ้อน กล่าวกันว่า เจ้าหญิงแมรี่ ทรงปฏิบัติต่อเจ้าหญิงอลิซาเบธ ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากโทษอลิซาเบธ ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พระมารดาของพระนาง ตกต่ำและเสียชีวิตในภายหลัง

ไม่ว่าข้อเท็จจริงที่ทำให้แอนน์ โบลี พระมารดาของเจ้าหญิงอลิซาเบธถูกประหารจะเป็นด้วยสาเหตุใดก็ตาม (มีข้อสันนิษฐานหลายกระแส บ้างก็ว่าถูกจับและตั้งข้อหาเป็นชู้ มีเพศสัมพันธ์ในสายเลือดเดียวกันจนถูกประหาร แต่บ้างก็แย้งว่า ไม่มีมูลความจริง) ที่ยอมรับกันคือ การเสียชีวิตของแอนน์ โบลีน ส่งผลกระทบต่อเจ้าหญิงอลิซาเบธ

ต้นรัชสมัย

เมื่อพระนางขึ้นครองราชย์ ในช่วงเริ่มต้นพระนางแสดงความสนพระทัยต่อชายหนุ่มน้อยมาก พระนางอยู่ใกล้ชิดกับสตรีโสดที่พร้อมจะเต้นรำหรือนอนเป็นเพื่อนพระนางในห้องบรรทม ว่ากันว่าพระนางไม่ทรงโปรดเมื่อคนใกล้ชิดจะไปแต่งงาน ผู้สนใจประวัติศาสตร์บางรายยกตัวอย่างกรณี แคทเธอรีน เกรย์ (Katherine Grey) แอบไปแต่งงาน กับเอ็ดเวิร์ด เซมัวร์ (Edward Seymour) เอิร์ลแห่งเฮิร์ตฟอร์ด อย่างลับๆ เมื่อปี 1560 โดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากราชวงศ์

แคทเธอรีน ปิดเรื่องการแต่งงานหลายเดือน เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่องก็รับสั่งให้ลงโทษขังแคทเธอรีนในหอคอยแห่งลอนดอน แต่เรื่องนี้ นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเหตุผลเรื่องที่พระนางไม่ทรงโปรดเมื่อคนใกล้ชิดจะออกห่างเพื่อไปแต่งงาน น่าจะเกี่ยวกับเรื่องการละเมิดธรรมเนียมราชสำนักและผลกระทบทางนโยบายการเมืองในด้านความสัมพันธ์กับกลุ่มสกอตติชมากกว่า

ข้อกังวลประการหนึ่งในราชสำนักเกี่ยวกับพระนางคือเรื่องการผลิตทายาท แม้ว่ารายชื่อชายหนุ่มที่เรียงรายคอยเป็นพระสวามีของพระองค์จะไล่เรียงได้ยาวเหยียด มีตั้งแต่เจ้าชายต่างแดนที่ไม่เพียงต้องการแค่คู่รัก แต่ยังมา “จับมือ” สร้างพันธมิตรทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ในรายชื่อยังมีแม้แต่ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนพระเทวัน (พี่เขย) ของพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ก็ยังเข้าข่ายหวังเป็นตัวเลือกหนึ่งด้วย

แต่หากพูดถึงชนชั้นสูงจากต่างแดนที่เข้าข่ายมีลุ้นอันดับต้นๆ ย่อมเป็นอาร์ชดุ๊ก (เจ้าชาย) ชาร์ลสแห่งออสเตรีย ซึ่งมีเสียงร่ำลือกันว่าทรงรับสั่งให้ชายหนุ่มที่ใกล้ชิดกับเหล่านางในที่ถวายการรับใช้ใกล้ชิดเข้าไปสืบข้อเท็จจริงว่า พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 เอ่ยถึงพระองค์บ้างหรือไม่ นักวิชาการบางรายบอกอีกเสียงว่าบารอน เบราเนอร์ (Baron Breuner) ราชทูตตัดสินใจสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องความรักของพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 โดยจ้างชายหนุ่มที่ชื่อฟรองซัวส์ บอร์ธ (Francois Borth) ผู้ใกล้ชิดกับคนรับใช้ของราชินีให้หาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับคนรักของพระนาง (แอนนา วิทล็อก, 2001)

โรเบิร์ต ดัดลีย์

คนรักที่มีชื่ออยู่ในวงซุบซิบนี้คือลอร์ดโรเบิร์ต ดัดลีย์ (Robert Dudley) ชายหนุ่มที่ใกล้ชิดกับพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 โดยทั้งคู่เกิดในปี 1533 และรู้จักกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ในสมัยพระนางเจ้าแมรี่ที่ 1 ครองราชย์ โรเบิร์ต และเจ้าหญิงอลิซาเบธ ยังเคยถูกจองจำในหอคอยแห่งลอนดอนในช่วงเวลาเดียวกันด้วย ประมาณกลางปี 1553 ถึงกลางปี 1554 จากกรณีที่ดัดลีย์ สนับสนุนเลดี้เจน เกรย์ ให้ครองบัลลังก์สืบต่อหลังพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 สวรรคต ส่วนเจ้าหญิงอลิซาเบธถูกส่งไปด้วยข้อหาต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกบฏไวแอท (Wyatt’s rebellion)

โรเบิร์ต ดัดลีย์ (Robert Dudley) เป็นพระสหายในวัยเยาว์ ภายหลังได้เป็นเอิร์ลแห่งเลสเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นคนโปรดที่สุดในรัชสมัยพระนาง เชื่อกันว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างมาก อิทธิพลที่ดัดลีย์ มีต่อพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ปรากฏชัดเจน บันทึกของทูตสเปนในเดือนเมษายน 1559 เอ่ยถึงดัดลีย์ ตอนหนึ่งว่า “…ลอร์ด โรเบิร์ต กลายเป็นคนโปรดอย่างมากกระทั่งเขาสามารถเลือกทำอะไรก็ได้ในแต่ละกิจการ…”

มีเสียงซุบซิบกระทั่งว่า พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 เสด็จฯ ไปที่ห้องนอนของดัดลีย์ ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน ช่วงปลายปี 1559 รายงานของบารอน เบราเนอร์ ยังระบุว่า “นับตั้งแต่พระนางขึ้นครองราชย์ เขาไม่เคยห่างจากราชสำนัก ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยเข้าไปใหญ่…”

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มปฏิเสธข้อเสนอที่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกินเลยไปกว่า “คนสนิท” แต่ที่คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ โรเบิร์ต ดัดลีย์ น่าจะลุ่มหลงพระนางเจ้าอลิซาเบธ อย่างมาก (ทั้งในแง่ตัวพระนางเองและตำแหน่งกษัตริย์) ภรรยาของโรเบิร์ต นามว่าเอมี่ ร็อบสาร์ต (Amy Robsart) หรือเอมี่ ดัดลีย์ ที่ว่ากันว่าเป็นภรรยาจากหญิงสามัญชนที่ภักดีต่อขุนนางหนุ่มก็ต้องถูกทรยศจากสามี อย่างเจ็บช้ำและเสียชีวิตในภายหลังอีกต่างหาก

ข้อติดขัดเรื่องศาสนา

วิลเลียม เซซิล (William Cecil) หัวหน้าที่ปรึกษาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ก็เห็นว่า พระองค์สมควรอภิเษกสมรสกับอาร์ชดุ๊กชาร์ลส มากกว่าโรเบิร์ต ดัดลีย์ ในทุกทางแม้ว่าจะมีข้อติดขัดเรื่องศาสนาอยู่บ้าง กล่าวคือบรรยากาศในสังคมอังกฤษตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 จนถึงพระนางเจ้าแมรีที่ 1 อันกินระยะเวลาสืบเนื่องระหว่างค.ศ. 1547-1558 นโยบายเกี่ยวกับการศาสนาเหวี่ยงดุลอำนาจไปมาระหว่างสถาบันกษัตริย์, นิกายโปรเตสแตนท์ และคาทอลิก ทำให้บรรยากาศทางการเมือง สังคม และศาสนา ในช่วงก่อนที่พระนางเจ้าอลิซาเบธจะขึ้นครองราชย์ แบ่งแยกออกเป็น 2 ฝั่งคือ โรมันคาทอลิก และโปรเตสแตนท์

ช่วงเวลานั้นศาสนามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตผู้คนมาก เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมจะแตกหักกันได้ทุกเรื่องย่อมส่งผลต่อบรรยากาศการใช้ชีวิตของคนทั่วไป (เซซิล อยู่ฝั่งโปรเตสแตนท์ เสียมากกว่า) ขณะที่พระนางเจ้าอลิซาเบธทรงมีนโยบายสายกลางทางศาสนาตามรอยนโยบายที่พระราชบิดาของพระนางทรงริเริ่มไว้ โดยพยายามผสานเนื้อหาของ 2 นิกายเข้าด้วยกัน

ปัญหาอีกประการที่ทำให้โรเบิร์ต ดัดลีย์ ถูกมองว่าไม่ควรอภิเษกสมรสกับพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 นั่นคือ ดัดลีย์ แต่งงานแล้วนั่นเอง

ภรรยาของดัดลีย์ คือเอมี่ ร็อบสาร์ท (Amy Robsart) คู่ครองรายนี้เป็นทางเลือกที่สายสกุลดัดลีย์ จัดหามาให้โรเบิร์ต มากกว่า และเหมือนไม่ใช่สายสัมพันธ์ในเชิงความรัก มีข่าวลือว่า สถานะการสมรสของโรเบิร์ต ไม่ใช่ปัญหาในระยะยาว ทูตสเปนยังบันทึกเรื่องข่าวลือที่ซุบซิบกันว่า พระราชนีทรงรอให้เอมี่ ตายเสียก่อนแล้วค่อยอภิเษกสมรสกับโรเบิร์ต ดัดลีย์ แต่นี่ย่อมไม่มีน้ำหนักเท่าใด

แต่ปัญหาจริงกลับเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เอมี่เสียชีวิตในบ้านในสภาพคอหักอยู่ปลายบันไดเสียก่อน ดัดลีย์ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งไปทันที แต่ก็ไม่วายลือกันว่าตามประสาว่า พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ทรงพัวพันกับคดีด้วย หลังจากนั้นมา ดัดลีย์ก็แทบไม่ห่างจากพระเนตรของพระราชินีแห่งอังกฤษ

4 ปีต่อมา ดัดลีย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเอิร์ลแห่งเลสเตอร์ พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ทรงตอบโต้กับทูตสเปน โดยทรงคิดว่าถูกมองอย่างดูถูก และทรงอธิบายการแต่งตั้งโรเบิร์ตว่า มาจากเหตุผลเรื่องทักษะการจัดการที่ยอดเยี่ยมและประโยชน์หลายประการที่โรเบิร์ตก่อไว้

อย่างไรก็ตาม การตายของเอมี่ ทำให้โรเบิร์ต ดัดลีย์ แทบถูกตัดออกจากรายชื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งพระสวามีของควีนอลิซาเบธที่ 1 ไปโดยปริยาย ลองนึกดูว่า หากอภิเษกสมรสเกิดขึ้นจริง จะไม่ยิ่งครหากันว่าความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเอมี่ หรอกหรือ

รายนามผู้เข้าข่ายที่เหลือ

รายชื่อต่อมาที่เข้าข่ายมีนามอย่าง เซอร์วิลเลียม พิกเกอร์ริง (Sir William Pickering) ผู้หล่อเหลาและเป็นที่ชื่นชอบของหมู่สตรี เซอร์วิลเลียม มีชื่อให้ลือกันสักพัก ต่อมาก็มีชื่อเซอร์คริสโตเฟอร์ ฮัตตัน (Sir Christopher Hatton) นักกฎหมายหนุ่มหน้าตาดีจากนอร์แธมตัน (Northamton) รายนี้เคยเขียนจดหมายไปถึงพระนางอลิซาเบธที่ 1 ด้วย

รายชื่อไล่เรียงมาจนถึงเอ็ดเวิร์ด เวียร์ (Edward Vere) เอิร์ลแห่งอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้เข้าข่ายอยู่ระยะหนึ่งทีเดียวก่อนที่จะตกเป็นข่าวเรื่องเกี้ยวพาราสีคนใกล้ชิดควีนและเกิดกรณีดราม่าในที่สาธารณะ

แต่ในสถานการณ์นั้น พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ทรงกลับมาสนพระทัยในตัวโรเบิร์ต ดัดลีย์ อีกครั้ง นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งบอกว่า มีแนวโน้มว่าพระองค์มีแนวโน้มจัดงานให้โรเบิร์ต แต่งงานกับแมรี่แห่งสกอต แต่บ้างก็ลือว่าพระนางเองก็ทรงไม่พอพระทัยที่ดัดลีย์ พัวพันกับหญิงอื่น

ปี 1570 ความสัมพันธ์ระหว่างดัดลีย์ กับเลดี้ ฟรานเชส โฮเวิร์ด ยุติลง และเชื่อกันว่าดัดลีย์ สนใจในเลดี้ ดักลาส เชฟฟิลด์ พระญาติของพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงาม และในปี 1578 ดัดลีย์ แต่งงานกับเลตทิส เดเวโรซ์ (Lettice Devereux) แห่งเอสเซ็กซ์ (Essex) ภายหลังจากที่สามีของเลตทิส เสียชีวิตลง (ลือกันอีกว่าดัดลีย์ เป็นผู้ลงมือ)

ดุ๊กแห่งอองฌู

ขณะเดียวกัน ในปีต่อมา พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 (คาดว่าอาจเป็นการโต้ตอบกลับกันก็เป็นได้) เริ่มต้นคลุกคลีกับฟรองซัวส์ ดุ๊กแห่งอองฌู (Anjou) พระอนุชาของกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งพระองค์มีพระชนมายุน้อยกว่าพระนางครึ่งหนึ่งทีเดียว เฮนรี่ เป็นคาทอลิกที่เคร่งครัด ด้วยสาเหตุที่ว่ากันว่าพระองค์ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางศาสนา ความสัมพันธ์จึงมีปัญหา

บรรดาผู้ท้าชิงเป็นพระสวามีของควีนอลิซาเบธที่ 1 ตั้งแต่พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน, พระเจ้าเอริคที่ 14 แห่งสวีเดน จนถึงชาร์ลสแห่งออสเตรีย ไม่มีใครรอดพ้นสำเร็จไปจนด่านสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นชนะพระทัยของพระนางเจ้าอลิซาเบธเอง หรือผ่านความเห็นชอบของขุนนางในราชสำนักพระนาง

ส่วนชายในประเทศเองก็มีรายชื่อที่เกี่ยวพันอาทิ โธมัส เฮนเนจ (Thomas Heneage) สุภาพบุรุษท่านหนึ่งที่มีหน้าที่ในห้องพักส่วนพระองค์ในราชสำนัก, เซอร์คริสโตเฟอร์ ฮัตตัน (Christopher Hatton), วอลเตอร์ วาเลจห์ (Walter Raleigh) ที่ไปพัวพันกับหญิงรับใช้ในห้องบรรทมของควีนอลิซาเบธที่ 1

หรือแม้แต่โรเบิร์ต เดเวโรซ์ (Robert Devereux) เอิร์ลแห่งเอสเสค อีกหนึ่งคนสนิทที่มาแทนโรเบิร์ต ดัดลีย์ ซึ่งพระนางรับสั่งให้เดเวโรซ์ กู้พระราชอำนาจของพระนางในไอร์แลนด์คืนมา หลังจากกองกำลังอังกฤษพ่ายแพ้ชาวไอริช เมื่อปี 1596 ก็ยังตกเป็นข่าวเรื่องความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระนาง

ในบรรดาผู้ท้าชิงเหล่านี้ ถึงจะมีทั้งผู้สูงศักดิ์จากต่างแดน หรือหนุ่มรูปงานในดินแดนเข้ามาเป็นตัวเลือก แต่ไม่นานนัก โรเบิร์ต ดัดลีย์ ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งอยู่เสมอ พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 อาจทรงพยายามปกปิดความผิดหวัง เมื่อดัดลีย์ แต่งงานกับเลตทิส แล้ว ปีต่อมา พระนางทรงต้อนรับฟรองซัวส์ ดุ๊กแห่งอองฌู ในฐานะผู้เหมาะสมเข้าพิธีอภิเษกสมรสด้วย ระหว่างที่ฟรองซัวส์ ประทับในอังกฤษ พระนางรับสั่งเชิญดัดลีย์ กลับมาในราชสำนักด้วย

หลังโรเบิร์ต ดัดลีย์ แต่งงาน

ช่วงหนึ่งที่ท่านดุ๊กประชวร เชื่อว่าสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ทรงร่วมดูแลความเป็นอยู่ให้ด้วย และถึงกับทรงขนานนามดุ๊กแห่งอองฌูอย่างน่าเอ็นดูว่าเป็น “กบเลี้ยง” ของพระองค์ หลายสัปดาห์ต่อมาอองฌู เสด็จฯ กลับฝรั่งเศส ดูเหมือนว่าการเจรจาผูกความสัมพันธ์ทางความรักไม่ลงเอยและสาธารณชนก็ไม่ค่อยเห็นพ้องด้วยนัก

กระทั่งเดือนตุลาคม 1581 ดุ๊กแห่งอองฌู เสด็จฯ มาที่อังกฤษอีก ในช่วงปลายปีนั้นเอง พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ทรงแสดงท่าทีต่อราชสำนักว่าทรงมีพระทัยจะเลือกอภิเษกสมรสกับฟรองซัวส์ อย่างไรก็ตาม หลังผ่านไปไม่นาน แค่วันต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ทรงเปลี่ยนพระทัยแล้ว แผนการที่ล่มลงครั้งนี้เหมือนกับเป็นความหวังครั้งสุดท้ายที่ดับลง

ปี 1588 โรเบิร์ต ดัดลีย์ ถึงแก่กรรม หลังจากนั้นพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ถึงเริ่มสานความสัมพันธ์กับเลตทิส พระญาติของพระนางอีกครั้ง มีรายงานว่า “ท่านหญิงแห่งเลสเตอร์” เข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 และจูบพระหัตถ์พระนาง และพระองค์ก็ทรงโอบกอดพระญาติ

ยิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้น มีสัญญาณว่าพระองค์ยิ่งทรงสนพระทัยในข้าราชการชายในราชสำนักมากยิ่งขึ้น ชื่อของโรเบิร์ต เดเวโรซ์ ก็โดดเด่นขึ้นมาในเวลานี้ด้วยเช่นกัน และน่าจะเป็นชื่อของชายในราชสำนักรายสุดท้ายที่ถูกเชื่อมโยงกับสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 เมื่อภารกิจที่เดเวโรซ์ ได้รับมอบหมายตามที่กล่าวข้างต้นได้ผลออกมาค่อนข้างดี

แต่ก็ดูเหมือนว่า การลงทุนงบประมาณ 3 ล้านปอนด์และกำลังแรงงานจำนวนมากจะไม่คุ้มค่ากับผลที่ได้รับมาเมื่อแลกกับดินแดนส่วนน้อยที่ยึดครองได้ กรณีนี้ทำให้โรเบิร์ต ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานอีก ภายหลังโรเบิร์ต เดเวโรซ์ ก่อกบฏต่อต้านพระนางในปี 1601 และถูกประหารในที่สุด

ในปี 1603 พระนางสวรรคตโดยที่ไม่ได้อภิเษกสมรส ชาวอังกฤษขนานนามพระองค์ว่า “ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์” (Virgin Queen)

อย่างไรก็ตาม ตามความคิดเห็นของนักวิชาการประวัติศาสตร์อย่างแอนนา วิทล็อก และผู้ศึกษาประวัติศาสตร์อีกจำนวนไม่น้อย พวกเขาไม่เชื่อว่าสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 เป็น “ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์” แต่อย่างใดตามเสียงซุบซิบของชนชั้นนำรอบยุโรปที่ล้วนตั้งคำถามเรื่องนี้ หรือถึงขั้นเสียดสีด้วยคำที่รุนแรงมากกว่านั้นด้วยซ้ำ “ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์” ย่อมเป็นความหมายในแง่การเปรียบเปรยถึงสถานะที่พระนางไม่ได้อภิเษกสมรสมากกว่าความหมายตรงตัว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง:

Cawthorne, Nigel. Sex Lives of the Kings & Queens of England. London : Sevenoaks, 2016

Doran, Susan. Monarchy and Matrimony: The Courtships of Elizabeth I. Routledge. 1996

Whitelock, Anna. Elizabeth’s Bedfellows: An Intimate History of the Queen’s Court. Bloomsbury, 2001

Whitelock, Anna. “Elizabeth I’s love life: was she really a ‘Virgin Queen’?”. History Extra. Online. Published 31 JAN 2019. Access 2 OCT 2019.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ตุลาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค้นคนรัก-ผู้ชิงเก้าอี้พระสวามีควีนอลิซาเบธที่ 1 แล้วทรงเป็น “ราชินีพรหมจรรย์” จริงหรือ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...