โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบงก์ชาติสู้ศึก "บาทแข็ง" โจทย์ยากท่ามกลาง ศก.ชะลอตัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 พ.ย. 2562 เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2562 เวลา 13.10 น.
วิรไท สันติประภพ

ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจขาลง มองไปข้างหน้าเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอน การบริหารนโยบายการเงินช่วงนี้จึงเป็น “โจทย์ยาก” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบล่าสุด เมื่อ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ดำดิ่งลงกว่านี้

ขณะที่แนวโน้ม “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าต่อเนื่องเป็นปัญหาที่ท้าทาย โดยนอกจากลดดอกเบี้ยสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปีแล้ว “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการ ธปท. ยังได้ “ปรับเกณฑ์เอื้อเงินทุนไหลออกและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท” ด้วย ส่งสัญญาณ “การต่อสู้” กับการแข็งค่าของเงินบาทชัดเจนมากขึ้น

“วิรไท” บอกว่า ได้ปรับเกณฑ์ 4 ด้าน เพื่อสนับสนุนให้เงินทุนไหลออก ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาท รวมทั้งช่วยให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศสะดวกมากขึ้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 8 พ.ย. 62 เป็นต้นไป

ประกอบด้วย 1.อนุญาตให้ผู้ส่งออกที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อใบขน ฝากเงินไว้ในต่างประเทศโดยไม่จำกัดระยะเวลา, หากผู้ส่งออกมีรายได้สูงกว่านี้ก็สามารถนำไปหักกลบกับรายจ่ายในต่างประเทศได้ ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศ

2.เปิดเสรีให้นักลงทุนรายย่อยออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เอง ในวงเงิน 200,000 ดอลลาร์ต่อปี จากเดิมต้องผ่านตัวกลางในประเทศ และเพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ภายใต้กำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. เป็น 150,000 ล้านดอลลาร์

3.เปิดเสรีโอนเงินออกนอกประเทศได้ทุกวัตถุประสงค์ ยกเว้น negative list พร้อมอนุญาตให้โอนเงินให้ญาติที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ สำหรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยซื้อในชื่อบุคคลในครอบครัวได้ ส่วนประชาชนหรือภาคธุรกิจที่ต้องการโอนเงินออกนอกประเทศต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์ต่อครั้ง ไม่ต้องยื่นหลักฐาน

4.อนุญาตให้คนไทยที่ลงทุนซื้อขายทองคำกับบริษัทผู้ค้าทองคำที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ชำระราคาในรูปเงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD ที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศได้ ลูกค้าสามารถเก็บเงินตราต่างประเทศจากการขายทองคำไว้ในบัญชี FCD ไม่ต้องแลกเป็นบาทเพื่อรอลงทุนครั้งต่อไป

ระยะสั้นไม่ช่วยให้เงินไหลออก

หลายฝ่ายมองว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาช่วยให้เงินไหลออก หรือลดแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทได้ในระยะสั้น

“จิติพล พฤกษาเมธานันท์” หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดเงินทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า มาตรการไม่ได้มีผลต่อตลาดมาก เนื่องจากการจะให้คนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ ต้องอาศัยหลายปัจจัย เช่น หุ้นต่างประเทศต้องดี เงินบาทแข็งค่ากว่านี้ เป็นต้น ส่วนมาตรการเกี่ยวกับทองคำจะช่วยได้มากที่สุด

“การผ่อนปรนให้เงินทุนไหลออกไม่ใช่เรื่องใหม่ และมักส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าระยะสั้นเท่านั้น ในอดีตพบว่าเงินบาทอ่อนค่าเฉลี่ย 0.01% ในช่วง 1 เดือน หลังประกาศนโยบาย ดังนั้น ระยะสั้นคงไม่ได้ผลที่จะให้คนออกไปลงทุน แต่ระยะยาวถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก คนก็คงจะอยากออกไปลงทุนกันมากขึ้น”

เลือกตั้งสหรัฐกดดัน “บาทแข็ง”

“จิติพล” มองว่าปี 2563 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งนโยบายหาเสียงส่วนใหญ่จะไปในทางที่เงินดอลลาร์อ่อนค่ามากกว่าแข็งค่า โดยช่วงไตรมาส 1 และ 4 ต้องระวังการแข็งค่าของเงินบาทมากที่สุด

“เราคงเป้าหมายค่าเงินบาทปลายปีนี้ 30.25 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนปีหน้าจะอยู่ช่วง 28.70-30.50 บาทต่อดอลลาร์”

ขณะที่“ยรรยง ไทยเจริญ” รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) วิเคราะห์ว่า มาตรการเรื่องค่าเงินของ ธปท. เป็นการส่งสัญญาณเปลี่ยนระบบกำกับ (regime) ต่างจากกรอบเดิม ๆ น่าจะส่งผลดีในระยะยาว ทำให้ในอนาคต ธปท.ไม่ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินมาก แต่ระยะใกล้ไม่ได้ทำให้เงินไหลออกทันที ต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนความคิดคนไทยให้ออกไปลงทุนต่างประเทศ

“มาตรการที่ออกมาเป็น regime shift ของ ธปท. คือส่งสัญญาณว่าจะต้องเริ่มปล่อยให้ทุกคนบริหารจัดการเองแล้ว”

อีไอซีมองว่าค่าเงินบาทปีนี้ถึงปีหน้า ยังอยู่ในกรอบ 30-31 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่ายังแข็งค่า หลังจากนี้ หากเงินบาทยังแข็งค่าขึ้น ธปท.ก็ต้องงัดมาตรการดูแลเพิ่ม แต่อาจไม่ใช่เพิ่มกฎเกณฑ์ แต่อาจเป็นการเพิ่มขีดความสามารถ ปรับวิธีคิด และ ให้ความรู้ด้านการลงทุน

5 ปี บาทแข็งกว่าคู่แข่ง 23%

“ยรรยง” กล่าวว่า ปีนี้ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน แข็งค่าขึ้น 7% แต่หากมองย้อนไป 5 ปี พบว่าแข็งค่าขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับคู่ค้า คู่แข่ง กระทบกับความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่กำไรต่ำ ๆ สินค้าที่แข่งกันด้วยราคา สินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น สินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก เช่น สินค้าเกษตร เป็นต้น

ก่อนหน้านี้ ช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นปีละ 3-4% และเศรษฐกิจโลกกับเศรษฐกิจในประเทศยังเติบโตได้ดี แต่ตอนนี้ตัวเลขทุกอย่างเริ่มเป็นลบ หากปล่อยเงินบาทแข็งค่าด้วยจะยิ่งทวีความรุนแรง ผลกระทบจะยาวนานขึ้น ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 18,000 ล้านเหรียญ แสดงว่า ธปท.เข้าดูแลต่อเนื่อง

“ผมเชื่อว่า ธปท.ดูแลอย่างใกล้ชิดมาก ๆ ใช้ทุกเครื่องมือ ตั้งแต่ต้นปีมา ดูแลต่อเนื่อง แต่เงินบาทยังแข็งต่อ จึงต้องมีมาตรการออกมาเพิ่ม และทำพร้อมกับลดดอกเบี้ยด้วย  เพื่อให้มีอิมแพ็กต์มากขึ้น” นายยรรยงกล่าว

ต้องจับตาดูว่า แรงกดดันเงินบาทที่อาจแข็งค่าต่อเนื่องจนถึงปีหน้า ธปท.จะงัดอาวุธอะไรมาสู้อีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...