ทั่วทั้งใต้หล้า ข้ามองหาเพียงเจ้า
ข้อมูลเบื้องต้น
"เขาไม่รูปงามหรือ" กู่ซิงอีถามสหายคนสนิท
"รูปงามยิ่งนัก!" เซี่ยลู่หลินกล่าวด้วยความจริงจัง
คราที่ฟังมิได้ทันคิด หากแต่ได้ยลอีกฝ่ายแล้ว คำพูดของสหายก็หวนมาอีกครา
'รูปงามยิ่งนัก!'
กลิ่นอายรอบกายสูงส่งดั่งหยก แววตาเฉยเมยไร้สิ่งใดที่สามารถสั่นคลอนคนผู้นี้ได้
ภาพตรงหน้า…สลักลึกฝังลงในใจ
นิยายเรื่องนี้ยาว 546 กว่าหน้า (ตอนในอีบุ๊ค190หน้า) แนวฟีลกู๊ดฟีลใจ ไม่ดราม่า ปมมีเท่าหางอึ่ง แต่เนื้อเรื่องยาวเท่าหางว่าว เน้นมาดูคนรักกันฉ่ำๆ ค่ะ พระเอกสายธงเขียว
อุปสรรคที่ขวางกั้นก็มีเพียงแค่ว่าในยุคจีนโบราณบุรุษชอบพอกันยังไม่เป็นที่ยอมรับ และตัวนายเอกที่ไม่ค่อยมีเพื่อนเลยไม่รู้ถึงความสัมพันธ์และความรู้สึกในใจของตนเท่าไหร่นัก (เป็นการดำเนินเรื่องค่อยข้างสมจริง ไม่เน้นแบบรวบรัดแบบชอบกันแล้วบอกรักทันที ใครรอไม่ไหวต้องขออภัย)
ใครอ่านแล้วชงโพผิดไปต่อแถวไหมเคอะ!
เรื่องอื่นอาจมีผัวออกสาว เรื่องนี้เมียออกผัวแทนจ๊ะ @_@ สายแบกผัวออกเที่ยวป่าเที่ยวเขาเที่ยวลำน้ำด้วยกัน 5555 ตอนเขียนยังกลัวนักอ่านเข้าใจผิด เพราะลูกเรามันสายสตรองค่ะ
อะแฮ่มๆ แนะนำเนื้อเรื่องอย่างจริงจังกันดีกว่า
กู่ซิงอีเป็นคนรักสันโดษ ยึดอาชีพหมักสุราหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพราะไม่ชอบวุ่นวายกับใครในชีวิตนี้คบหาสหายเพียงคนเดียวนามว่าเซี่ยลู่หลินที่เป็นบุตรสาวพ่อค้าคนใหญ่คนโตของเมืองจาง
เขาใช้ชีวิตอย่างราบลื่นปกติสุขไม่เคยมีเรื่องกับใคร เอ่อ…ยกเว้นกับต้นพลับโง่ๆ ต้นนั้นที่ไม่เคยออกลูกสักครา!
คืนนั้นในสารทฤดูกู่ซิงอีนอนอาบแสงจันทร์พร้อมไหสุราอย่างเคย พลางคิดว่าว่าชีวิตต่อจากนี้คงจะสงบสุขสมอย่างใจหวัง
แต่ไหนเลยจะเป็นเช่นนั้น ราวกับโชคชะตาเล่นตลกกับคนที่เพิ่งมองโลกในแง่ดีไป เช้าวันต่อมาสหายคนสนิทก็วิ่งหน้าตั้งมาหา ทุบประตูบ้านเสียจนแทบจะพัง เอ่ยร้องขอให้กู่ซิงอีช่วยตนถอนหมั้นกับว่านฟู่เฉิง ผู้นำตระกูลพ่อค้าอันดับต้นของเมืองจาง!
กู่ซิงอีให้ใจใครยากก็จริง แต่เมื่อได้คบหาใครเป็นสหายแล้วย่อมมอบความจริงใจที่ตนมีทั้งหมดให้อีกฝ่ายโดยไม่อิดออด ดังนั้นจึงยอมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือสหายถอนหมั้นให้จงได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีดีถึงขั้นที่ว่า 'เป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยมาก เงินทองมีให้ใช้ไม่หมด' 'รูปงามหาผู้ใดเปรียบมิได้' 'เอาการเอางานยิ่งกว่าผู้ใด' ก็ตามเถอะ
แล้วผู้ใดเล่าจะคาดการณ์ได้ว่าการยกเลิกงานหมั้นครั้งนี้ค่าตอบแทนสูงยิ่งนัก
“ครั้งนั้นเจ้าใช้สตรีมาล่อลวงข้าไม่ใช่หรือไร ไยเจ้าไม่ล่อลวงข้าเสียเองเล่า” ว่านฟู่เฉิงได้กล่าวไว้
#คนหมั้นไม่ได้แต่งคนแต่งไม่ได้หมั้น #มายกเลิกงานหมั้นเขาตัวเองแต่งแทนเฉย!
………….
มาสปอยล์ ฉากสามีและภรรยา (ในอนาคต) ได้มาเจอกัน อุอิ ๆ 3 ใครไม่อยากโดนสปอย ข้ามไปเลยน้าาา
ใครอยากเดาโพเล่นแล้วไปต้องต่อแถวใหม่เพราะเดาผิดโพก็ข้ามไปเลยไม่ต้องอ่านสปอยล์นะคะ
ถึงรูปปกจะเหมือนบอกไว้แล้วก็เถอะแต่ไรท์เขียนเองยังกลัวเองว่าคนจะเข้าใจผิด
สปอยล์
สายลมของสารทฤดูช่วงนี้ค่อนข้างพัดแรง ยามนี้สายลมหอบหนึ่งซึ่งไร้ที่มาที่ไปอย่างแน่ชัดก็พัดผ่านร่างของเขาไป หอบลอยเข้าไปบริเวณทางเดินด้านในที่รถม้าของตระกูลว่านจอดอยู่
คนบนเก้าอี้รถเข็นที่ถูกสายลมหอบหนึ่งพัดผ่านร่างไปก็หันมามองทางหน้าประตูเพราะกลิ่นหอมที่ทำให้เกิดความสงสัย
กู่ซิงอีที่กำลังคาบมังกรปั้นซึ่งเหลือครึ่งตัวไว้ในปากพลันชะงัก สายตาสบประสานกับคนบนเก้าอี้รถเข็นเข้าพอดี มือนิ่งค้างไม่ได้ดึงไม้กลับคืนไป
ในหัวพลันนึกถึงเสียงของเสี่ยวลู่ขึ้นมา
‘รูปงามยิ่งนัก!’ (นั่นสามีเธอจ้ะ หล่ออะดิ ตะลึงในความหล่อจนยืนคาบมังกรปั้นเอ๋อ ๆ ในปาก แต่น้องกู่ซิงอีก็น่ารักเหมือนเดิมจ้ะ ลูกน้อยหอยสังข์ของมัมมี่ ><)
………..
สปอยล์
กู่ซิงอีคิดจะมาหลอกผีให้ผู้อื่นตกใจจนจับไข้ หวังใช่เรื่องนี้แสร้งตีข่าวโคมลอยว่างามหมั้นไม่เป็นมงคล
“ลงมาเถอะ ขึ้นไปทำอะไรบนนั้น” ว่านฟู่เฉิงกล่าวเนิบนาบ (ตัวพ่อก็รู้ดีเกิ๊น/ไรท์)
แต่กู่ซิงอีย่อมรู้ได้แน่ว่าบริเวณนี้นอกจากตนแล้วหามีใครไม่
“ว้า…โดนจับได้เสียแล้ว” คิดมาหลอกผีผู้อื่นแต่กลับถูกจับได้เสียนี่!
…………
กู่ซิงอีไม่รู้เลยว่าที่ตนวางแผนมาทั้งหมด บางทีอาจมีใครบางคนเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ ก็ได้ (หนูลูกกก งื้อ จะโดนเขาสวบเอานะลูก หนีไป!!!)
………..
สปอยล์ คนคลั่งรักที่กลืนคำพูดตัวเอง
ว่านฟู่เฉิง ฉบับคุณชายขี้หงุดหงิดที่ยังไม่รักเธอว์~ : "อย่ามาถูกตัวข้า" "น่ารำคาญ" "หนวกหู" "ไร้มารยาท"
ว่านฟู่เฉิงหลังจากสวมหูหมาจิ้งจอกแล้ว : "เสี่ยวอีนางจับโดนตัวข้า"(อ้อนให้กู่ซิงอีลูบแขนตนเองตรงที่ถูกสตรีมาต้องเนื้อต้องตัว >///<) "ไยเจ้าไม่ล่อลวงข้าเสียเองเล่า" "เสี่ยวอีคนดี…" "เห็นเสี่ยวอีของข้าหรือไม่"
สปอยล์ หนึ่งในฉากที่ด่าเขาว่า "หนวกหู"
//กู่ซิงอีถือถังหูลู่ในมือ//
…ผลซานจาสีแดงที่เมื่อครู่ยังดูตัดกับสีผิวบนมือของผู้ถือ พอถูกกัดไปครึ่งหนึ่งด้วยริมฝีปากของเจ้าตัวกลับให้ความรู้สึกต่างออกไปจากเดิม น้ำตาลเคลือบด้านนอกค่อนข้างแข็งยิ่งทำให้ปากสีชมพูอ่อนของอีกฝ่ายดูนุ่มนิ่มขึ้นกว่าเดิม
ว่านฟู่เฉิงพลันหัวใจกระตุกชา รู้สึกไม่พอใจบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทำไมเขาถึงได้คิดว่าริมฝีปากของอีกฝ่ายดูดีกว่าสตรีทั่วไปเสียได้ อาจเพราะไม่รู้ที่มาที่ไปถึงความรู้สึกตอนนี้จึงเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาถึงขั้นกระแทกเสียงบ่นคนข้างรถม้าออกไปว่า “หนวกหู!” …
(มาค่ะเร่เข้ามาท่านผู้อ่าน มาคอยดูคนโรคจิตมันใช้สายตามองน้องทั้งเรื่องค่ะ!!!)
เขียนโดย: เสี่ยวเทีย
พิสูจน์อักษร : Chonlada.w Proofread
ภาพประกอบ: joel
หมายเหตุ: เนื้อหาในเล่มเป็นจินตนาการของผู้แต่ง ไม่อิงประวัติศาสตร์ เป็นนิยายบรรยายมากกว่าเน้นคำพูด ปมเรื่องน้อย เน้นอ่านสบาย
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ทั้งเนื้อหานิยายและรูปภาพประกอบ ห้ามขโมยไปหาประโยชน์ใส่ตน ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ไม่มีการเตือนมีแต่ส่งหมายถึงที่อย่างเดียว
(ส่วนใครอยากแนะนำในติ๊กต๊อกให้ไรท์ สามารถขอรูปภาพจากไรท์ได้ค่ะ ไม่ว่าจะปกจริง จิบิตามฉาก ทักได้ที่เพจเสี่ยวเทีย ค่ะ แต่ไม่อณุญาตให้นำผลงานทั้งหมดไปบรรยายแคปภาพไปจนหมด จนคนตามอ่านแต่ในติ๊กต๊อก 5555 กรุณาเอาไปแค่บางส่วนพอ สามารถอธิบายในแบบของตนเองเพื่อแนะนำได้ค่ะ ถ้าใครมียอดกดเข้าชั้นเยอะเกิน 50 ทักมาเลยค่ะมีค่าขนมให้ 50 การกดเข้าชั้นต่อ 100 บาท กรณีเงินหมดจะปิดแจกทันที 55555)
แนะนำตัวละคร กดอ่านหน่อยน้า อยากกดข้ามเลยขอร้องงงง
แนะนำตัวละคร
กู่ซิงอี : เด็กกำพร้าที่ถูกผู้เฒ่าเจ้าของโรงเตี้ยมเก็บมาเลี้ยงดู เลี้ยงชีพโดยการหมักสุราขาย เป็นคนรักสันโดษ ใช้ชีวิตอยู่เขตชาญเมือง แต่พอได้สนิทกับใครแล้วยอมมอบใจให้ทั้งหมด ช่างสังเกต ยิ้มเก่ง นิสัยร่าเริงมองโลกในแง่ดี ฉลาดและมีไหวพริบ
ว่านฟู่เฉิง : ผู้นำตระกูลว่าน ซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ ของแคว้นเหว่ย สมัยวัยเยาว์มีเหตุทำให้พิการไม่สามารถเดินได้จำต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นตลอด เป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจ แต่ก็พยายามรักษาท่าทีสูงศักดิ์ไว้ได้อย่างดี ทำงานเก่ง รักหน้ารักตาไม่ชอบตกเป็นที่ติฉินนิทา ไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัว ไม่ชอบสายตาผู้คนที่มองมายังตัวเอง จึงไม่ค่อยออกไปไหน
หลี่เซียว : คนสนิทของว่านฟู่เฉิง ติดตามเจ้านายตั้งแต่เด็กเพราะเกิดและเติบโตมาในตระกูลว่าน คอยสังเกตทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือเจ้านายตนเองอยู่ข้าง ๆ เสมอ
เซี่ยลู่หลิน : คุณหนูรองตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยพอ ๆ กับตระกูลว่าน เป็นสหายคนสนิทของกู่ซิงอี นิสัยร่าเริง ทำอะไรไม่เป็น ไม่ค่อยฉลาด แต่เป็นสหายที่ดีคนหนึ่ง
เซี่ยหลี่จวิน : บิดาของเซี่ยลู่หลิน เห็นแก่เงินทองมาก่อน จึงไม่ค่อยชอบกู่ซิงอีที่เป็นเด็กกำพร้า
หวังเฉียว : คนนำส่งสุราและมีหน้าที่นำสุราไปขายให้กู่ซิงอี
ผู้เฒ่าเว่ย : เจ้าของโรงเตี้ยมที่หมู่บ้านกง ซึ่งเป็นคนเก็บกู่ซิงอีมาเลี้ยงดู เป็นเหมือนบิดาของกู่ซิงอีและเป็นคนที่สอน การคิดบัญชี การคำนวณ การทำอาหาร การใช้ชีวิตให้กู่ซิงอีทั้งหมด ขี้งกชอบโก่งราคาค่าห้องพัก
(ซึ่งหนึ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงในนิยาย ผู้เฒ่าเว่ยคือบัณฑิตคงแก่เรียนท่านหนึ่งที่ไม่สนใจโลก หนีไปใช้ชีวิตที่หมู่บ้านเล็กๆ ดังนั้นจึงสามารถสอนทุกอย่างที่ตนเองได้เรียนรู้มาให้กู่ซิงอีได้ทั้งหมด)
(อาจมีคำผิดบ้าง รอคนตรวจส่งกลับมาขออภัย)
ความหมายของชื่อ
ว่านฟู่เฉิง ร่ำรวยประสบความสำเร็จ
กู่ซิงอี คนดีและมีความสุข
เซี่ยลู่หลิน หยกอันงดงาม
บทนำ สารฤดูปีนั้นด้ายแดงเริ่มถักทอ
"เขาไม่รูปงามหรือ" กู่ซิงอีถามสหายคนสนิท
"รูปงามยิ่งนัก!" เซี่ยลู่หลินกล่าวด้วยความจริงจัง
คราที่ฟังมิได้ทันได้คิด หากแต่ได้ยลอีกฝ่ายแล้ว คำพูดของสหายก็หวนมาอีกครา
'รูปงามยิ่งนัก!'
กลิ่นอายรอบกายสูงส่งดั่งหยก แววตาเฉยเมยไร้สิ่งใดที่สามารถสั่นคลอนคนผู้นี้ได้
ภาพตรงหน้า…สลักลึกฝังลงในใจ
……………………
บทนำ
สารทฤดูในเมืองจางงดงามไม่แพ้เมืองใดในแคว้นเหว่ย ยามนี้เป็นช่วงปลายฤดูแล้ว ใบไม้เริ่มแปรเปลี่ยนหลากสี กิ่งไม้เริ่มไร้ใบจนเหมือนกระดูกเรียวเล็กแต่ก็ดูงดงามแปลกตาไปอีกแบบ อากาศเองก็ไม่ร้อนอบอ้าวเฉกเช่นเดิมอีกแล้ว
ดังนั้นวันนี้กู่ซิงอีจึงคึกคักเป็นพิเศษ หมักสุราหามรุ่งหามค่ำ มือหนึ่งทำงานมือหนึ่งยกสุราเข้าปากด้วยความอารมณ์ดี
กลิ่นหอมของสุรากำจายทั่วปากทำให้มีแรงทำงานมากกว่าเดิม ยามเมื่อหมักสุราเสร็จสิ้นจนถึงขั้นตอนปิดผนึกแล้วเขากลับไม่ได้นำไหสุราไปเก็บในที่ซึ่งควรเก็บตั้งแต่แรก แต่กลับยกมานั่งอาบแสงจันทร์ที่ลานหน้าบ้านแทน
จันทร์สกาวเต็มดวงเริ่มเอียงไปมากกว่าครึ่งแผ่นฟ้าแล้ว บ่งบอกว่าคืนนี้เขาทำงานหนักยิ่งนัก และอาจเพราะทำงานตั้งแต่เด็กกู่ซิงอีจึงสูงโปร่งกว่าบุรุษทั่วไปในเมืองจางอยู่บ้าง
ยามนี้เขานั่งลงที่แคร่ไม้ไผ่กลางลานบ้านซึ่งรอบตัวเต็มไปด้วยไหสุราเกือบสิบไหที่เพิ่งยกมาวาง
‘สุราอาบแสงจันทร์ คนหมักเมามาย สุราย่อมรสชาติดี’
นี่เป็นความเชื่อส่วนตัวของเขา
ปีนี้กู่ซิงอีอายุสิบแปดแล้ว ตัวเขาเป็นเด็กกำพร้า โตมากับโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในหมู่บ้านกงโดยมีผู้เฒ่าเว่ยเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนั้นแหละที่เก็บเขามาเลี้ยงดู ที่นั่นการค้าไม่ได้คึกคักเท่าเมืองหลวงแห่งนี้ และด้วยเพราะเป็นทางผ่านของเส้นทางการขนส่งสินค้าจึงมีแค่ช่วงหนึ่งที่โรงเตี๊ยมจะมีลูกค้าเข้ามาพัก ดังนั้นเวลาว่างที่เหลือผู้เฒ่าเว่ยก็จะสอนเขาทำสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเสมอ
แต่ที่มักจะพูดโอ้อวดตนเองอยู่บ่อยครั้งว่าทำได้ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นการหมักสุรานี่แหละ กู่ซิงอีในวัยเยาว์ก็ค้านหัวชนฝาตลอดว่าไม่จริงอยู่ทุกครา จนกระทั่งเขาได้เดินทางออกจากหมู่บ้านกงมายังเมืองจางเพื่อย้ายถิ่นฐานที่อยู่ตามผู้เฒ่าเว่ย ถึงได้รู้ว่ารสสุราของผู้เฒ่าเว่ยที่หมักเองกับมือนั้นรสชาติยอดเยี่ยมเพียงไร
หมู่บ้านกงที่เขาเคยอาศัยอยู่มาตั้งแต่เล็กไร้โรงเตี๊ยมแห่งอื่นเพราะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ จึงมีเพียงโรงเตี๊ยมของผู้เฒ่าเว่ยเท่านั้น ดังนั้นคนแก่ผู้นั้นจึงมักโก่งราคาค่าห้องมากกว่าเดิมเสมอ ทำให้ไม่กี่ปีก็เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจขายโรงเตี๊ยมพาตนย้ายมาเมืองหลวงหวังหาลู่ทางใหม่
แต่โชคไม่เข้าข้าง ไม่นานผู้เฒ่าเว่ยก็จากไป
กู่ซิงอีตอนนั้นยังแค่สิบสี่ขวบ กอดเงินที่ผู้เฒ่าเว่ยทิ้งไว้ให้นั่งร้องไห้หน้าหลุมศพอยู่หลายวัน
ต่อมาจึงใช้วิชาหมักสุราที่ผู้เฒ่าเว่ยสอนหาเลี้ยงปากท้องตนเอง ทว่าล่วงเลยมาจนบัดนี้ ไม่ว่าเขาจะหมักสุราด้วยวิธีการใดล้วนไม่เคยได้รสชาติอย่างที่ผู้เฒ่าเว่ยหมักเลยสักครั้ง มีเพียงค้นพบว่าสุราของตนเองก็มีรสชาติเฉพาะเหมือนกัน แถมตอนนี้ยังเป็นสุราขึ้นชื่อที่มีคนต้องการมากมาย ความต้องการนั้นไม่ได้มาจากว่ารสชาติมันเลิศเลอจนเกินเหตุ แต่อาจเพราะมีน้อยราคาจึงแพงขึ้นอีกเท่าตัว ความต้องการก็เลยสูงขึ้นเช่นกัน
มิใช่กู่ซิงอีไม่เล็งเห็นจุดสำคัญที่จะทำให้ตนร่ำรวยขึ้นมาจากเรื่องนี้ แต่สามปีก่อนเคยทำมาแล้ว หมักเยอะขายเยอะ แต่กลายเป็นว่าคนได้ไปมักจะบอกว่าเป็นสุราของปลอม รสชาติไม่เหมือนที่เคยได้ลิ้มลอง
ภายหลังเขาถึงได้เข้าใจว่าต้องหมักตอนไหน แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะเหมือนเดิม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุราของเขาต้องอาบแสงจันทราในวันที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น
ดังนั้นสุราที่ขึ้นชื่อของเขาจึงถูกขนามนามว่า ‘สุราแสงจันทร์’
และเหนือสิ่งอื่นใดการหมักให้ได้รสชาติดีก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขาด้วย เช่นวันนี้ที่เขารู้สึกไร้กังวลเลยสามารถหมักออกมาได้เยอะกว่าปกติ
เวลานี้บนท้องนภาปลอดโปร่งมีเมฆลอยเคลื่อนตัวเบาบาง ดวงจันทร์ส่องสกาวสว่างไสว แต่น่าเสียดายที่แสงจันทร์สว่างเจิดจ้าจนเกินไป ดวงดาวดวงน้อยจึงถูกบดบังรัศมีไปเกือบหมด
กู่ซิงอีฮัมเพลงเสียงเบา มือปลดน้ำเต้าข้างเอวที่ใส่สุราไว้ออกมายกกระดกไปอึกใหญ่ ก่อนจะหงายหลังลงบนแคร่ นอนห้อยขากระดิกเท้าตามจังหวะเพลงในลำคอ
ผมดำที่มัดไว้ลวก ๆ เป็นทรงสูงแผ่กระจายไม่เป็นทิศไม่เป็นทาง แต่เพราะใบหน้ารูปงามเป็นทุนเดิม ทั้งเกลี้ยงเกลาและได้สัดส่วน ไม่ว่าต่อให้เขาจะตีลังกานอนอย่างไรเสียก็ยังน่ามองอยู่ดี
ดวงหน้ารูปงามเริ่มเคลือบสีแดงเจือจาง มิได้มาจากพิษของสุรา แต่มาจากออกแรงมากไป คนทั่วไปยามปกติสามารถหมักสุราได้วันละไม่กี่ไหใหญ่ ตัวเขาเองก็เช่นกัน แต่วันไหนอารมณ์ดีก็มักจะยั้งมือไม่อยู่ มีของในโรงเก็บของมากเท่าไรก็ลงมือทำมากเท่านั้น! ดังนั้นสิบกว่าไหที่เรียงรายรอบตัวจึงทำให้ใช้แรงไปไม่น้อย
สายลมเย็นย่ำของค่ำคืนพัดผ่านมา กู่ซิงอีหลับตาพริ้มเพื่อพักผ่อนชั่วครู่เท่านั้น มิได้หวังจะหลับลึกเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทราเพราะเขายังต้องเก็บสุรากลับเข้าที่ก่อนแสงแรกของวันพรุ่งนี้จะมาเยือน
ยามเมื่อได้หลับตาลงแล้วเสียงลมกลับชัดเจนกว่าเดิม กู่ซิงอีได้ยินเสียงลมแทรกผ่านกิ่งไม้ดังมาไม่ขาด ราวกับกำลังหยอกล้อใบไม้ที่เหลือไม่มากเท่าไรบนหัวของเขา
ต้นไม้ใหญ่กลางลานบ้านที่คอยให้ร่มเงากับบ้านหลังเล็กของเขามาเสมอ หลายเดือนก่อนยังคงผลิใบเต็มต้น ไม่นานกลับคล้ายสั่งลา แต่เป็นความรู้สึกที่ว่า ‘ไว้พบกันใหม่’ เพราะมันเป็นต้นไม้ใหญ่อายุมากย่อมไม่ตายโดยง่าย ต่อให้เหมันต์ฤดูปีนี้ที่ใกล้มาเยือนมันก็จะสามารถผ่านไปได้ด้วยดี
จวบจนกระทั่งเขาอดทนอีกนิด ไม่กี่เดือนก็จะพบใบน้อย ๆ ของมันแตกยอดออกมาใหม่ ดังนั้นต่อให้เวลานี้มันโรยรากู่ซิงอีก็เชื่อมั่นว่าเดี๋ยวมันก็กลับมาอีกครั้ง
สิ่งที่เขาไม่พอใจที่สุดก็คงจะเป็นต้นพลับที่อยู่หน้าทางออกของประตูบ้านต้นนั้นกระมัง ปีก่อนไม่ออกผลให้เขาสักผล ปีนี้ปลายทางของมันก็ยังคงไม่ต่างจากเดิม
“คอยดูเถอะ” เขายกนิ้วชี้เรียวยาวขึ้นกลางอากาศทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ก่อนจะชี้ไปในทิศทางที่ต้นพลับยืนต้นสูงเลยความสูงของตัวเขาไปเพียงนิด “ปีหน้าถ้าไม่ออกผล เจ้าตายแน่!”
ปีนี้นอกจากต้นที่มีเพียงกิ่งแล้วเหลือสิ่งใดให้เขาอีก เปลืองน้ำของบ้านผู้อื่นเหลือเกิน
กล่าวจบกู่ซิงอีก็ถอนหายใจ คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยวันนี้ก็อากาศดี แสงจันทร์เด่นชัด ช่วงเวลาที่ดำเนินไปในแนวทางนี้ต่อไปย่อมเป็นวันที่สงบสุขของเขา!
อีกฝั่งกลางเมืองจางที่จวนใหญ่ของตระกูลว่าน ดึกดื่นค่อนคืนไปแล้วก็ยังมีคนผู้หนึ่งมิได้หลับใหลเช่นกัน
ว่านฟู่เฉิงนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น ขาสองข้างถูกผ้าไหมมันเงาผืนหนึ่งปิดคลุมไว้ เขานั่งอยู่ข้างหน้าต่างมาสักพักแล้วเพราะนอนไม่หลับ ยามนี้กำลังเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่กำลังทอแสงบนท้องนภา เริ่มแรกที่เขามานั่งมองมันยังอยู่อีกฝั่งแต่ตอนนี้เริ่มขยับไปอีกทางแล้ว
ว่านฟู่เฉิงรู้ว่าพรุ่งนี้ยังต้องจัดการงานอีกเยอะแต่เขาก็ไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด ยิ่งดึกลงไปมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้หวนนึกถึงเวลาเก่า ๆ ขึ้นมา นั่นคือช่วงที่ตนเองยังเดินเหินได้ดีก่อนจะล้มป่วยหนักจนพิการ
ความรู้สึกของขาที่วิ่งหรือเดินจนเมื่อยเป็นอย่างไรนั้นเขาแทบจำไม่ได้แล้ว สิ่งเหล่านั้นที่ผ่านมานานหลายปีล้วนกลายเป็นเพียงความทรงจำที่พร่าเลือน สองขาแม้จะยังมีความรู้สึกอยู่บ้างแต่ก็คล้ายด้านชาจนเคยชินไปเสียแล้ว
ยามนี้มีเพียงเรื่องหนึ่งที่จุกอยู่ในอกยากจะเอื้อนเอ่ยให้ผู้ใดได้ยินยล อีกส่วนคือความต้องการกลับไปเป็นเหมือนเดิมเท่านั้นที่ยังคงติดค้างในใจ
จวนตระกูลว่านเป็นจวนพ่อค้าที่ร่ำรวยติดอันดับต้นของแคว้นเหว่ย ดังนั้นย่อมมิใช่มีห้องหับเพียงไม่กี่ห้องหรือของมีค่าไม่กี่ชิ้นแบบบ้านคนมีฐานะทั่วไป จำต้องมีคนคอยตรวจตราตามเวลาเสมอ
ในตอนนั้นบ่าวชายที่เดินตรวจจวนอยู่ก็สะดุดตาเข้ากับเรือนแห่งหนึ่งที่ไฟยังติดอยู่และบานหน้าต่างถูกเปิดไว้ แน่นอนย่อมรู้ว่าที่ตั้งของเรือนซึ่งติดกับลานว่างนั้นเป็นที่อยู่ของผู้ใด เขาจึงเดินเข้ามาดูและได้เจอเจ้านายของตนยังคงนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างอย่างที่คาดไว้
“คุณชาย ดึกมาแล้ว ให้บ่าวช่วยท่านกลับไปที่เตียงดีหรือไม่ขอรับ” เขากล่าวถามด้วยความระมัดระวัง เพราะคุณชายว่านมักไม่ชอบให้ใครทำเหมือนว่าตัวเองพิการจนต้องคอยพึ่งพาคนอื่นตลอด
แต่ด้วยความเป็นห่วงเนื่องจากร่างกายที่ผอมบางของคุณชายก็เกรงว่าอีกฝ่ายจะหมดแรงในช่วงค่ำจนไม่มีแรงขยับเก้าอี้รถเข็นกลับไปด้านในด้วยตัวเองได้ บ่าวชายคนนี้จึงเอ่ยถามเพราะอยากช่วยจริง ๆ
“ไม่เป็นไร” ครั้งนี้ว่านฟู่เฉิงไม่ได้โวยวายเหมือนเมื่อก่อนตอนที่เพิ่งเดินไม่ได้ในช่วงแรกอีกแล้ว กลับสุขุมมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว เขาเอ่ยเนิบนาบออกไปว่า “ไปทำงานของเจ้าต่อเถิด”
“ขอรับคุณชาย” บ่าวชายรับคำเสร็จก็เดินตรวจเวรยามต่อ และคิดว่าอีกสักพักจะแวะมาดูใหม่ หากคุณชายเผลอหลับไปตนเองจะได้แอบปิดหน้าต่างให้ แต่คงไม่ได้เข้าไปช่วยขยับย้ายคุณชายเข้าไปที่เตียงนอนเพราะเกรงว่าจะไปรบกวนการนอนของคุณชายเข้า คงต้องปล่อยไว้บนรถเข็นเช่นนั้น
ว่านฟู่เฉิงหลับตาลงพักสายตา ชั่วขณะนั้นสายลมระลอกหนึ่งก็พัดเข้ามาทางหน้าต่าง เป็นความเย็นสบายที่ปลอดโปร่งแต่ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจของคนพิการเช่นเขาดีขึ้นเท่าไรนัก
สารทฤดูมาเยือน
สายลมเป็นใจ
ด้ายแดงจึงเริ่มถักทอ
น้องกู่ซิงอีกับพี่ว่านฟู่เฉิง น่ารักกก
เขาอยู่คนละที่กันนะคะ แต่ในคืนนั้นที่พระจันทร์เติมดวง เขานั่งมองท้องฟ้าในเวลาเดียวกันค่ะ
ว่านฟู่เฉิงอยู่ที่จวน กู่ซิงอีนั่งด่าต้นพลับอยู่ที่บ้านค่ะ 5555
คนวาดรถล้ม วงวารมาก ยังอุตส่ากลับมาปั่นงานให้
จิบิอาจจะมาช้าไปบ้าง ไปตามดูที่เพจเอานะคะ
ใครที่กดซื้อล่วงหน้าให้ คือคนที่ช่วยให้มีงานจิบิค่ะ งื้อออ ขอบคุณล่วงหน้าค่า
บทที่ 1 (1.4) ผู้ใดบอกกันว่าชีวิตจะสงบสุข
“อาอี อาอี!”
รุ่งอรุณเพิ่งมาเยือนไม่นาน ท้องนภาเริ่มอาบย้อมสีส้มแค่บางส่วน เสียงเรียกก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้านของกู่ซิงอีที่ตั้งอยู่ท้ายเมืองแล้ว
เจ้าของบ้านยังไม่ทันตื่นเต็มที่ก็ถูกเสียงเรียกอันคุ้นเคยปลุกขึ้นมาจากภวังค์แห่งการหลับใหล
นั่นคือเสียงของเซี่ยลู่หลินสหายคนสนิทของตนเองที่กู่ซิงอีไม่มีทางจำผิด
ร่างสูงเดินงัวเงียมาตามเสียงเรียก บานประตูบ้านถูกคนที่อยู่อีกฝั่งทุบจนสั่นคลอนไปหมด คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย เมื่อเปิดประตูออกแล้วเขาจึงพูดว่า “เสี่ยวลู่ เจ้ามาตะโกนหน้าบ้านผู้อื่นแต่เช้าขนาดนี้มีเรื่องด่วน…” กู่ซิงอียังไม่ทันพูดจบ เงาเล็กที่อยู่ตรงหน้าก็กระโจนเข้าหาเขา จับแขนทั้งสองข้างของเขาแน่นแล้วเขย่าไปมา
“อาอี! อาอี!” เซี่ยลู่หลินกล่าวด้วยความร้อนรน “เจ้าต้องช่วยข้า ต้องช่วยข้า!” แต่ละคำที่กล่าวมาล้วนแทบฟังไม่ออก
กู่ซิงอีไม่ตกใจอะไรมากนัก ปกติเซี่ยลู่หลินก็เป็นกระต่ายน้อยขี้ตื่นตูมอยู่แล้ว และแถมยังชอบโวยวายอีกด้วย ดังนั้นท่าทางแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ที่แปลกก็คือการที่เสี่ยวลู่มาหาเขาเช้าตรู่ขนาดนี้ต่างหาก เพราะจวนสกุลเซี่ยตั้งอยู่เกือบกลางเมือง หากนั่งรถม้ามาที่บ้านเขาก็ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งเค่อ [1] แต่ดูจากหยาดเหงื่อที่อาบรอบไรผมของคนตรงหน้าแล้วกู่ซิงอีก็คาดว่านางคงวิ่งมาเป็นแน่
“เจ้าใจเย็นก่อน” เพราะเริ่มทนแรงเขย่าไม่ไหวในที่สุดกู่ซิงอีก็ยอมเอ่ยปากออกมาพร้อมกับจับสหายของตนถอยหลังออกไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่ด้วยกัน
เซี่ยลู่หลินนั่งลงที่แคร่ไม้ไผ่ได้ก็รีบกล่าวสรุปเรื่องในใจของตนเองออกไป “บิดาจะให้ข้าแต่งงานกับคุณชายว่าน!”
“ตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยอันดับต้นนั่นน่ะหรือ” กู่ซิงอีไม่แปลกใจเพราะบ้านของเสี่ยวลู่ก็เป็นตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยเหมือนกัน คนมีเงินย่อมแต่งกับคนมีเงินด้วยกันอยู่แล้ว เซี่ยลู่หลินอายุน้อยกว่าตนหนึ่งปีก็จริงแต่ช่วงเวลานั้นอย่างไรก็ต้องมาถึงในสักวัน ย่อมมิใช่ว่าตัวเขาไม่เคยคิด ดังนั้นกู่ซิงอีในตอนนี้จึงยังไม่ได้มีท่าทางแตกตื่นเท่าใดนัก
“ใช่!” เซี่ยลู่หลินร้อนใจยิ่งนัก ยิ่งเห็นกู่ซิงอีเฉยชาไม่ตกใจก็ร้อนใจยิ่งกว่าเดิม
“แล้วเจ้าจะตื่นตระหนกไปไย เขาไม่รูปงามหรือ” กู่ซิงอีถามต่ออย่างใจเย็น ความจริงแล้วก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องหน้าตาของผู้อื่นเท่าไรหรอก
“รูปงามยิ่งนัก!” อีกฝ่ายตอบได้ทันที
กู่ซิงอีพอได้ฟังคำตอบก็ตั้งคำถามใหม่อีกครั้ง
“เสเพลหรือ?” คนร่ำรวยส่วนใหญ่ชอบมีนิสัยมักมากในกาม พากันเที่ยวร่ำสุราที่หอรื่นรมย์ในย่านโคมแดงเป็นประจำ
“เอาการเอางานยิ่งกว่าใคร!” เซี่ยลู่หลินแทบไม่ต้องคิดก็ตอบได้ในทันที
กู่ซิงอีเงียบไปชั่วอึดใจ สรรหาเรื่องที่ทำให้สหายตนปฏิเสธคุณชายว่านมาสองข้อแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะเป็นเจ้าบ่าวในอุดมคติของสตรีหลายคนด้วยซ้ำไป “…เจ้าชู้?”
เซี่ยลู่หลินส่ายหน้าไปมาจนผมสองข้างขยับตามแรงเหวี่ยงดูคล้ายลูกป๋องแป๋ง
กู่ซิงอีถึงจะรักสันโดษแต่เป็นคนหมักสุราที่ขึ้นชื่อจึงรู้จักคนกว้างขวาง แม้ผู้คนจะไม่รู้จักหน้าตาของเขาเพราะเขาฝากขายสุราผ่านหอสุราเพียงดาวและก็ให้หวังเฉียวนำไปขายให้ก็ตาม แต่ตัวเขากลับรู้จักเกือบทุกคนที่มีชื่อเสียงของเมืองจาง ดังนั้นย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของคุณชายว่านมาบ้าง ถึงจะไม่รู้รูปร่างหน้าตาที่แน่ชัดแต่รู้แน่ว่าสภาพร่างกายคุณชายว่านเป็นอย่างไร
ความจริงกู่ซิงอีไม่อยากถามสหายของตนเรื่องนี้ว่าไม่แต่งงานกับคุณชายว่านเพราะสภาพร่างกายของเขาหรือเปล่า เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าสหายของตนมีนิสัยอย่างไร
เซี่ยลู่หลินนั้นแม้จะเป็นคุณหนูบ้านเศรษฐีแต่ก็ไม่ถือตัว นิสัยร่าเริง มีคุณธรรม ใจบุญสุนทาน ดังนั้นคำถามข้อสุดท้ายที่เป็นข้อเสียของคุณชายว่านกู่ซิงอีก็รู้คำตอบที่แน่ชัดอยู่แล้วทว่าก็ยังอยากถามให้แน่ใจอีกครั้ง
“เช่นนั้น…เพราะเขาพิการหรือ”
เซี่ยลู่หลินแม้จะยังคงมีสีหน้าเศร้าหมองอยู่แต่ก็มิได้แตกตื่นตกใจเหมือนคราแรกที่มาที่นี่แล้ว อาจด้วยเพราะมีคนคอยรับฟังข้างกายจิตใจที่หนักอึ้งจึงเบาบางลงไปได้บ้าง พอถูกถามมาถึงตรงนี้นางก็ส่ายหน้าตอบกลับไปเล็กน้อย
กู่ซิงอีก็พรูลมหายใจยาวเหยียด รู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวลู่เป็นคนอย่างไร ย่อมไม่ใช่เพราะดูแคลนคุณชายว่านเนื่องจากอีกฝ่ายพิการเป็นแน่
กู่ซิงอียกมือขึ้นลูบหัวคนข้างกายแผ่วเบา “เช่นนั้นทำไมเล่า…” เขาเงียบไปสักพักเพื่อเฝ้ามองสีหน้าด้านข้างของเสี่ยวลู่ ก่อนจะคล้ายเข้าใจบางอย่างขึ้นมา “อย่าบอกนะ ว่าเจ้ามีคนที่ชอบพอแล้ว!” เขารีบจับเซี่ยลู่หลินหมุนตัวมาหาตนเอง
ในดวงตากลมโตของอีกฝ่ายที่ใสกระจ่าง แต่ปากกลับคว่ำตกคล้ายจะร้องไห้ ดวงหน้าน้อยก็พยักหน้าหงิกอยู่หลายที
กู่ซิงอีไม่ได้ตกใจที่ตนเดาถูก แต่ตกใจที่นางไม่เคยบอก!
“ข้ามิได้ไม่อยากบอกเจ้านะ” เซี่ยลู่หลินเข้าใจดีว่ากู่ซิงอีตกใจเรื่องอะไร นางอธิบายเสียงสั่นเครือ “เพียง…เพียงแค่กลัวว่าทุกอย่างจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง หากบอกเจ้าไปแล้วเกิดผิดพลาดขึ้นมาก็กลัวจะเสียใจเกินไป ข้าจึงรอให้ทุกอย่างแน่ชัดก่อน แต่ยังไม่ทันไรก็เกิดเรื่องเสียแล้ว ฮึก” ดวงตาคู่สวยเริ่มคลอไปด้วยน้ำตาเสียแล้ว
[1] 1 เค่อ เทียบเท่ากับ 15 นาที
………
โอ้ยหนูลูกกกก เพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าจะใช้ชีวิตสงบสุข 5555
……..
ใครอยากแนะนำนิยายลงในติ๊กต๊อกให้ไรท์ สามารถขอรูปภาพจากไรท์ได้ค่ะ ไม่ว่าจะปกแคปที่หน้าเรื่อง จิบิตามฉาก ทักได้ที่เพจกล้วยทับหรือเฟส ไข่พะโล้ ส่งออกจักรวาล ค่ะ แต่ไม่อณุญาตให้นำผลงานทั้งหมดไปบรรยายหรือแคปภาพไปจนหมด จนคนตามอ่านแต่ในติ๊กต๊อก 5555 กรุณาเอาไปแค่บางส่วนพอ สามารถอธิบายในแบบของตนเองเพื่อแนะนำได้ค่ะ ถ้าใครมียอดกดเข้าชั้นเยอะเกิน 50 ทักมาเลยค่ะมีค่าขนมให้ 50 การกดเข้าชั้นต่อ 100 บาท กรณีเงินหมดจะปิดแจกทันที 55555