ตามหาเหตุผล ทำไมยังมีคนเชื่อว่า “โลกแบน”
“โลกมีรูปร่างอย่างไร” คงเป็นคำถามที่มนุษย์ต่างพยายามหาคำตอบต่อพื้นที่ที่ตนเองยืนอยู่มาตั้งแต่หลายพันปีก่อนมาเนิ่นนาน โดยในยุคโบราณเคยมีความเชื่อกันว่า โลกมีลักษณะเป็นผืนแผ่นแบน ๆ ก่อนมาถึงสมัยกรีกโบราณที่มีนักคิดทยอยออกมาพิสูจน์ว่าโลกใบนี้มีรูปร่างเป็น “ทรงกลม” ต่างหาก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “อริสโตเติล” ที่เสนอว่าโลกน่าจะมีรูปร่างเป็นทรงกลม โดยอาศัยการสังเกตลักษณะการเคลื่อนที่ของหมู่ดาวในรอบปี และยังมี “เอราทอสเทนีส” (Eratosthenes) ผู้ที่ต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งภูมิศาสตร์ ที่ก็ได้พิสูจน์ว่าโลกกลมด้วยการวัดเส้นรอบวงของโลกโดยการคำนวณจากองศาของแสงอาทิตย์ที่ทำให้เกิดเงา
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ที่วิทยาศาสตร์ทำให้มนุษย์สามารถบินออกไปมองเส้นโค้งของโลกในอวกาศได้ด้วยตาของตัวเอง และภาพของโลกใบนี้ที่ถูกสื่อสารออกมาก็เป็น “ทรงกลม” เสมอมา แต่ก็ใช่ว่า “ทุกคน” จะเชื่อแบบนั้น
findagrave.com
ในช่วงปี 1800s แนวคิดเรื่อง “โลกแบน” ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้งในหมู่คนที่ศรัทธาในพระคัมภีร์และปฏิเสธการมีอยู่ของวิทยาศาสตร์ บุคคลที่เป็นที่รู้จักกันคือ ซามูเอล โรว์โบแธม (Samuel Rowbotham) นักเขียนชาวอังกฤษที่ยืนยันว่าโลกมีลักษณะแบน มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ และขอบถูกล้อมรอบไว้ด้วยน้ำแข็ง ต่อมาในปี 1956 “สมาคมคนเชื่อว่าโลกแบน” หรือ Flat Earth Society ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยการนำของซามูเอล เชนตัน (Samuel Shenton) ซึ่งหลายคนก็มองเป็นเพียงเรื่องขบขันเท่านั้น จนการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตทำให้เรื่องโลกแบนกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง และสมาคมคนเชื่อว่าโลกแบนก็ได้รวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมกับมีการจัดประชุม Flat Earth International Conference (FEIC) เพื่อย้ำจุดยืนด้วย
เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ว่า แม้จะมีการพิสูจน์ว่าโลกเป็นทรงกลมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่เชื่อว่าโลกแบนมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขามองโลกใบนี้อย่างไร ทำไมถึงเลือกที่จะเชื่อเช่นนั้น และแนวคิดโลกแบนนำไปสู่การตั้งคำถามแบบใดบ้างในโลกยุคดิจิทัลในปัจจุบัน
Colin Maynard / Unsplash
ชาวโลกแบนคิดอย่างไรกับโลกใบนี้
ต่างจากโลกกลม ๆ ที่คนส่วนมากคุ้นเคย ชาวโลกแบนระบุว่า โลกมีสัณฐานเป็นแผ่นจานแบน ๆ ที่ถูกรองรับด้วยหิน มีกำแพงน้ำแข็งสูงล้อมรอบมหาสมุทรเอาไว้ มีขั้วโลกเหนือเป็นจุดศูนย์กลางให้พระอาทิตย์และพระจันทร์หมุนวนตามแนวระนาบไปรอบ ๆ ทำให้เกิดกลางวัน-กลางคืน ไม่มีแรงโน้มถ่วง ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าระบบสุริยะ พวกเขาเชื่อว่าภาพจากอวกาศและการส่งจรวดออกไปนอกโลกเป็นเพียง “เรื่องโกหกหลอกลวง” ของนาซา และเหล่านี้คือ “ความเชื่อ” ที่เกิดขึ้น
Q: ทำไมต้องหลอกว่าโลกแบน
A: ชาวโลกแบนเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory) หรือทฤษฎีที่กล่าวว่าชุดความคิดหรือข้อมูลข่าวสารใด ๆ เกิดจากมีคนอยู่เบื้องหลังที่จงใจทำให้คนเชื่อเช่นนั้น โดยมีวัตถุประสงค์แอบแฝงที่อาจเป็นการโจมตีคนอื่นหรือเป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มเดียว เช่น เชื่อว่าสหรัฐฯ เป็นคนจัดฉากเหตุการณ์ 9/11 เสียเอง ไม่ใช่การก่อการร้าย เชื่อว่าการฉีดวัคซีนเป็นเพียงแผนในการจัดการประชากร ไม่ใช่การป้องกันโรค หรือเชื่อว่านาซาแค่จัดฉากส่งคนออกไปนอกโลกเพื่อรับภาษีประชาชน แม้ทฤษฎีนี้จะมีหลักฐานรองรับเพียงน้อยนิด แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งเชื่อเช่นนั้น
ActionVance / Unsplash
Q: ถ้ามองว่าโลกแบน แล้วดาวอื่น ๆ ไม่กลมหรือ
A: ชาวโลกแบนกับแนวคิดเรื่องดาวอื่น ๆ นั้นค่อนข้างหลากหลาย บางคนก็เชื่อว่าดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์เป็นทรงกลม แต่โลกนั้นแบน บางคนระบุว่าดวงจันทร์เป็นแค่แสง หรือบางคนก็เชื่อว่าดวงจันทร์เป็นเพียงการฉายโปรเจกเตอร์ แนวคิดการมองโลกของชาวโลกแบนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาใครหลายคน แต่นี่ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาถึงมีความเชื่อแบบนี้
ทำไมถึงเชื่อว่าโลกแบน
- ปี 2017 แร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน B.o.B หรือชื่อจริงคือบ็อบบี้ เรย์ ซิมมอนส์ จูเนียร์ (Bobby Ray Simmons Jr) ได้เปิดแคมเปญระดมทุนเพื่อที่จะสร้างดาวเทียมในการพิสูจน์ว่าโลกใบนี้แบนไม่ได้กลมแต่อย่างไร
- ปี 2020 ไมก์ ฮิวส์ (Mike Hughes) ชายชาวอเมริกันสร้างจรวดพลังงานไอน้ำด้วยตัวเขาเองเพื่อจะขึ้นไปพิสูจน์ว่าขอบโลกไม่ได้โค้ง
- ปี 2021 มาร์ก กูลด์ (Marc Gauld) พิสูจน์เรื่องโลกแบนโดยการเปิดระดมทุนใน GoFundMe เพื่อนำไปจองที่นั่งในโครงการโคจรรอบโลก Virgin Galactic
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างความพยายามในการพิสูจน์ว่าโลกไม่ได้กลมของชาวโลกแบน มันอาจเป็นเรื่องขบขันแต่ในอีกแง่หนึ่งก็แสดงให้เห็นว่า พวกเขาพยายามพิสูจน์หาหลักฐานมายืนยันความเชื่อของตนอย่างสุดความสามารถ ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต่อต้านไม่ใช่ “วิธีการทางวิทยาศาสตร์” แต่เป็น “นักวิทยาศาสตร์” นั่นเอง
อาจเป็นเรื่องผิวเผินเกินไปที่จะสรุปว่าชาวโลกแบนคือคนที่ไร้การศึกษา แอชลีย์ แลนดรัม (Asheley Landrum) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Texas Tech University กล่าวว่า Flat-Earthers ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ “มันไม่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา แต่คือการแสดงความไม่ไว้วางใจในองค์กรและสถาบัน” เธอชี้ว่า คนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดขาดทักษะในการตัดสินใจ ว่าเมื่อใดควรเชื่อและเมื่อใดควรสงสัย พวกเขาไม่ไว้วางใจนักวิทยาศาสตร์และนาซา รวมถึงใครก็ตามที่คิดว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสมคบคิดครั้งใหญ่และไม่อยากให้ความจริงของโลกถูกเปิดเผย
ความไม่ไว้วางใจเหล่านี้อาจอธิบายได้ด้วย "Zetetic Method" ซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่คิดค้นโดยโรว์โบแธม Zetetic Method คือวิธีการในการหาข้อสรุปเชิงประจักษ์โดยอาศัยประสบการณ์ การทดสอบ และการสังเกตของตนเอง มากกว่าการเชื่อทฤษฎีต่าง ๆ ที่คนอื่นบอกมา พวกเขาไม่ได้มองว่าความเชื่อของตนเป็นเรื่องผิดหรือล้อเล่น ลี แมกอินไตร์ (Lee McIntyre) นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยบอสตัน และผู้เชี่ยวชาญด้านปรากฏการณ์การปฏิเสธวิทยาศาสตร์ รวมถึงผู้เข้าร่วมการประชุม FEIC ของชาวโลกแบน กล่าวว่า “พวกเขาเชื่อมั่นว่าโลกนั้นแบนจริง ๆ”
Kajetan Sumila / Unsplash
แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าโลกกลม
ในขณะที่ชาวโลกแบนพยายามอย่างมากที่จะหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าโลกมีสัณฐานเป็นแผ่นแบน คนทั่วไปต่างรับรู้ว่าโลกกลมโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก นั่นเพราะรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องพิสูจน์เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว
มนุษย์รับรู้ว่าโลกกลมมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณจนมาถึงปัจจุบัน ชาวกรีกใช้ความรู้ทั้งทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ในการสรุปว่าโลกกลม มาในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้สูตรคำนวณได้ทั้งเส้นรอบโลก เส้นผ่านศูนย์กลาง แรงโน้มถ่วง องศาการหมุนและการโคจร สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน ฤดูกาล สุริยุปราคา ฯลฯ มนุษย์สามารถส่งคนออกไปนอกโลกเพื่อเก็บภาพโลกทั้งใบ นาซามีรูปมหาศาลที่แสดงเส้นโค้งของโลก ไม่เพียงนาซาของสหรัฐฯ แต่ประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ที่มีการค้นคว้าเกี่ยวกับอวกาศต่างก็แสดงให้เห็นภาพทรงกลมของโลกเช่นกัน
นอกจากนี้ เรายังสามารถพิสูจน์ว่าโลกกลมได้ด้วยตาตนเอง แม้ว่าจะไม่ได้ออกไปนอกโลกเหมือนนักบินอวกาศก็ตาม โดยเมื่อเกิดจันทรุปราคา เราจะเห็นเส้นโค้งที่พาดผ่านดวงจันทร์ เมื่อออกเดินทางข้ามทวีปด้วยเครื่องบินเราก็จะเห็นเส้นโค้งของโลก หรือแม้แต่การมองเรือที่ออกเดินทางไปในมหาสมุทรจนลับขอบฟ้าได้โดยไม่ได้ตกขอบโลก
NASA / Unsplash
การเผชิญหน้าและอนาคต
จากมุมมองของแมกอินไตร์ เขามองว่าความคิดของชาวโลกแบนนั้นเป็นอันตรายและต้องมีการเผชิญหน้า “หากเป็น 10-20 ปีก่อน ผมคงแค่หัวเราะและคิดว่าพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนกันเชียว แต่ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว” แมกอินไตร์ กลัวว่าหากพวกเขายังไม่ถูกท้าทายและเผยแพร่ความคิดนี้ต่อไป ชาวโลกแบนจะพยายามแทรกแซงระบบการศึกษาและมีจำนวนสมาชิกมากยิ่งขึ้นเหมือนเป็นโรคระบาด
แลนดรัมเห็นด้วยว่านี่คือปัญหาและการเผชิญหน้าคือทางออก “ฉันไม่ได้บอกให้ไปตะโกนใส่หน้าพวกเขาว่าโลกไม่ได้แบน แต่เราต้องสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในวิทยาศาสตร์และองค์กรคืนมา เราต้องตั้งคำถามกับเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง” เธอยังกล่าวถึงชาวโลกแบนเพิ่มเติมว่า “พวกเขามีคำถามและความสงสัยมากมายซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีสำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่น่าเศร้าที่พวกเขายึดมั่นมากจนไม่คิดจะเปลี่ยนความเชื่อแม้เมื่อการทดลองเหล่านั้นล้มเหลว”
“เราต้องการความร่วมมือที่มากขึ้น เพราะในขณะที่เรานั่งหัวเราะพวกเขาอยู่ ก็อาจมีคนเชื่อชาวโลกแบนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน” แมกอินไตร์กล่าวทิ้งท้าย
แม้การมองโลกที่ต่างกันจะช่วยให้เกิดการค้นพบสิ่งใหม่ และทำให้เข้าใจความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น แต่ทั้งหมดก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และควรตระหนักอยู่เสมอว่า เมื่อเราก้าวออกจากกรอบความเชื่อแบบหนึ่ง นั่นหมายถึงการเข้าไปในกรอบความเชื่ออีกแบบหนึ่งเช่นกัน
ที่มา : บทความ “Fighting flat-Earth theory” จาก physicsworld.com
บทความ “Are flat-earthers being serious?” โดย Stephanie Pappas จาก livescience.com
บทความ “What Is Earth?” โดย Flint Wild จาก nasa.gov
บทความ “I watched an entire Flat Earth Convention for my research – here’s what I learnt” โดย Harry T Dyer จาก theconversation.com
บทความ “The Shape of the Earth: Who Discovered the Fact that the Earth Is Spherical?” โดย Rick Winegard จาก replogleglobes.com
บทความ “ทำไมคนเราถึงปักใจเชื่อทฤษฎีสมคบคิด ?” จาก bbc.com
บทความ “Zeteticism” จาก wiki.tfes.org
แคมเปญ “Send a Flat Earther to space” โดย Marc Gauld จาก gofundme.com
เรื่อง : ธัญวรัตม์ วงศ์เรือง