โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศียรพระในรากไม้ : จากอยุธยา ถึงกัมพูชา

แนวหน้า

เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 17.00 น.

เกิดการถกเถียงกันอย่างหนัก ในหมู่ประชาชนคนไทยกับโลกออนไลน์ของกัมพูชา เมื่อมีการเผยแพร่ภาพเศียรพระพุทธรูปที่ติดอยู่กับรากต้นโพธิ์ที่วัดสวายจรม (Svay Chrum) จังหวัดกันดาล ว่าเป็นการพยายามทำเลียนแบบเศียรพระในรากโพธิ์ ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของไทยหรือไม่
โดยที่เศียรพระพุทธรูปดังกล่าวนั้น ชาวกัมพูชาบอกว่าเป็นอันซีนกัมพูชาที่อยากนำเสนอให้โลกรู้ หลังไปพบอยู่ที่วัดสวายจรุม เมืองอารียกษัตริย์ (Areyksat) จังหวัดกันดาล (Kandal) ประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันออกของกรุงพนมเปญ

ชาวกัมพูชาพากันตื่นเต้น และเข้าไปกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นไปตามคาด มีชาวกัมพูชาบางคนบอกว่า นี่คือต้นฉบับของจริง เกิดก่อนอันซีนเศียรพระที่ถูกห่อหุ้มด้วยรากต้นโพธิ์ ที่วัดมหาธาตุ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ทั้ง ๆ ที่สภาพเศียรพระของกัมพูชา คือ ดูใหม่ แวววาว คล้ายถูกเคลือบด้วยแล็กเกอร์ หรือ น้ำยาเคมีบางอย่าง ส่วนรากไม้รอบ ๆ เศียรพระ ดูคล้ายกับถูกเจาะแล้วนำเศียรพระไปวางไว้ไม่กี่ปี ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติแบบของไทย

ชูร์ โสภานหา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมกัมพูชา ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ว่า กัมพูชาลอกเลียนแบบไทยในการฝังเศียรพระพุทธรูปไว้ที่รากต้นไม้ เหมือนที่วัดมหาธาตุ จังหวัดอยุธยา พวกเขายืนยันว่า ลักษณะดังกล่าวแสดงถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันร่ำรวยและเป็นอิสระของกัมพูชา ไม่ใช่การลอกเลียนแบบ

เขาเตือนว่า การเปรียบเทียบเช่นนี้อาจก่อให้เกิดความสับสน กระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม และบิดเบือนประวัติศาสตร์
โสภานหากล่าวด้วยว่า อารยธรรมกัมพูชามีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเป็นอิสระ ตั้งแต่ยุคฟูนันในศตวรรษที่ 1-7 ต่อเนื่องมาถึงยุคเจนละ และถึงจุดสูงสุดในยุคนครวัด กัมพูชาได้สร้างวัดโบราณ จารึก และศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางศาสนา วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่ก้าวหน้าของภูมิภาคนี้

พระพุทธศาสนาเข้ามาในกัมพูชาราวศตวรรษที่ 5 ผ่านการค้าทางทะเลกับอินเดีย วางรากฐานอิทธิพลทางวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้มานาน ก่อนการเกิดขึ้นของอาณาจักรอยุธยาในศตวรรษที่ 14

เขากล่าวว่า ความคล้ายคลึงกันในงานศิลปะหรือประติมากรรมทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ “การลอกเลียนแบบ”

โสภานหากล่าวว่า เศียรพระพุทธรูปที่วัดสวายจรม ถูกค้นพบในปี 2562 ตั้งแต่นั้นมา สถานที่ดังกล่าวได้รับการทำความสะอาด จัดระเบียบใหม่

เขากล่าวว่า การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นการตีความทางอารมณ์มากกว่าการวิจัยที่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ เขาเรียกร้องให้สื่อในไทยหลีกเลี่ยงการรายงานข่าวที่อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจ

ประวัติศาสตร์ควรส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ความขัดแย้ง” โสภานหากล่าว

จอต บุญทัง นักปรัชญาจากราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา กล่าวว่า แม้ว่าทั้งสองประเทศมักจะถกเถียงกันเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม แต่การวิจัยของกัมพูชามีหลักฐานที่แข็งแกร่งกว่า การปฏิบัติทางพุทธศาสนาเถรวาดที่คล้ายคลึงกัน อาจอธิบายถึงความคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญในงานศิลปะทางศาสนา รวมถึงเศียรพระพุทธรูปที่ฝังอยู่กับรากไม้
ขณะที่ “เศียรพระในรากโพธิ์” ของวัดมหาธาตุ อยุธยานั้น ข้อมูลปรากฏว่า ในช่วงการบูรณะวัดมหาธาตุเมื่อปี พ.ศ. 2511-2513

ในขณะนั้น นายช่างผู้ปฏิบัติงานได้นำเศียรพระที่พบบริเวณวัดมาตั้งวางไว้ใต้ต้นโพธิ์เล็กๆ ใกล้วิหารรายเพื่อความเรียบร้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ต้นโพธิ์ก็เจริญเติบโตขึ้นตามธรรมชาติ จนรากค่อยๆ แผ่เข้าปกคลุมแลโอบอุ้มเศียรพรไว้อย่างสวยงาม กลายเป็นภาพมหัศจรรย์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในปัจจุบัน

วัดมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวง ที่สร้างขึ้นในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพะงั่ว เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ เสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จในสมัย สมเด็จพระราเมศวร โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา

ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ ๆ พระศรีศิลป์และจมื่นศรีสรรักษ์ พร้อมคณะได้ซุ่มพลที่ปรางค์วัดมหาธาตุ ก่อนยกพลเข้าพระราชวังทางประตูมงคลสุนทร เพื่อจับกุมสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปรางค์ของวัดองค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาแลง ยอดพระปรางค์ได้ทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ แต่จะด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ จึงยังมิได้ซ่อมแซมให้คืนดีดั้งเดิมในรัชกาลนั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงบูรณะใหม่ รวมเป็นความสูง 25 วา เมื่อปี พ.ศ. 2176 และในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2275 - 2301 จนถึงช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 วัดมหาธาตุโดนทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพังและถูกทิ้งร้าง ต่อมายอดพระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้งในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

สิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจ คือ พระปรางค์ขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันพังทลายลงมาแล้ว แต่ราชทูตลังกาที่ได้เคยมาเยี่ยมชมวัดมหาธาตุ ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศบรรยายเอาไว้ว่า ที่ฐานของพระปรางค์ มีรูปราชสีห์ หมี หงส์ นกยูง กินนร โค สุนัขป่า กระบือ มังกร เรียงรายอยู่โดยรอบ รูปเหล่านี้อาจหมายถึงสัตว์ในป่าหิมพานต์ที่รายล้อมอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล

นอกจากนี้ ยังมีเจดีย์แปดเหลี่ยม เป็นเจดีย์ลดหลั่นกัน 4 ชั้น ชั้นบนสุดประดิษฐานปรางค์ขนาดเล็ก ซึ่งเจดีย์องค์นี้จัดว่าเป็นเจดีย์ที่แปลกตา พบเพียงองค์เดียวในอยุธยา

และมีวิหารเล็ก วิหารน้อย ซึ่งมีรากไม้แผ่ขึ้นเกาะเต็มผนัง รากไม้ส่วนหนึ่งได้ล้อมเศียรพระพุทธรูปไว้ กลายเป็นภาพจำของคนทั่วโลก และดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาเที่ยวชมวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ขาดสาย

อย่างไรก็ตาม ความสวยงามนี้แฝงไปด้วยความกังวลในเชิงอนุรักษ์ เนื่องจากต้นโพธิ์มีการเจริญเติบโตทุกปี จากการเก็บสถิติและเปรียบเทียบภาพถ่ายเก่าช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา พบความเปลี่ยนแปลง พ.ศ. 2560-2561: รากต้นโพธิ์ขยายตัวห่อหุ้มพื้นที่เศียรพระเพิ่มขึ้นถึง 0.5-2.5 เซนติเมตร หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ในที่สุดรากโพธิ์จะห่อหุ้มเศียรพระจนมิดและหายลับไปจากสายตาผู้คน

เพื่อรักษาจุดหมายสำคัญนี้ไว้ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้ร่วมกับรุกขกรกรมป่าไม้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ โดยการใช้ "สารสังเคราะห์ควบคุมการเจริญเติบโต" ซึ่งจะเข้าไปปรับกระบวนการทำงานของเซลล์พืช ผลลัพธ์คือ

1. ต้นโพธิ์จะหยุดการขยายขนาดชั่วคราวเป็นเวลา 4-6 เดือนต่อการฉีดหนึ่งครั้ง

2. ใบและกิ่งก้านยังคงเขียวสดใส แข็งแรงตามปกติ ไม่ยืนต้นตาย

3. ช่วยลดแรงกดทับของรากที่จะส่งผลเสียต่อตัวเศียรพระและโครงสร้างโบราณสถาน

ปัจจุบันต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์นี้ยังคงแข็งแรงดี แม้จะผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่และยอดหักมาแล้ว ทั้งยังได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัล "รุกขมรดกของแผ่นดิน" เมื่อปี พ.ศ. 2561 ซึ่งทางอุทยานฯ ยืนยันว่าจะดูแลรักษาสมดุลระหว่าง "ธรรมชาติ" และ "โบราณวัตถุ" นี้ให้คงอยู่คู่เมืองอยุธยาต่อไปให้นานที่สุด
ใครที่ยังไม่เคยไปเที่ยวชม “แนวหน้า” ขอเชิญชวนให้ท่านไปชมกันได้ โดยเฉพาะในเวลาที่กระแสการถกเถียงระหว่างไทย-กัมพูชา กำลังร้อนแรง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...