โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดาวโจนส์” ดิ่ง 585 จุด รับแรงกดดันน้ำมันพุ่ง กังวลเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 มี.ค.69) ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทรุดตัวลงกว่า 500 จุด ขณะที่ราคาน้ำมันยังคงดีดตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น และจะเป็นปัจจัยชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

นอกจากนี้ ดัชนีดาวโจนส์ได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐที่ต่ำกว่าคาดในเดือน มี.ค. ณ เวลา 00:30 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลบ 584.56 จุด หรือ 1.27% สู่ระดับ 45,375.55 จุด

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงสู่ระดับ 53.3 ในเดือน มี.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 55.5 จากระดับ 56.6 ในเดือน ก.พ.

ดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และความผันผวนในตลาดการเงิน หลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

ดัชนีภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและดัชนีคาดการณ์ในอนาคตต่างปรับตัวลงในเดือน มี.ค.

ทั้งนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.8% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ก.พ.ที่ระดับ 3.4%

นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.2% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ก.พ.ที่ระดับ 3.3%

การทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านได้ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และจุดทะทุความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ทำให้เกิดความวิตกว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และให้น้ำหนัก 52% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี

ทั้งนี้ ก่อนการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านในวันที่ 28 ก.พ. นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวขึ้นในวันนี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 111 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ทะลุระดับ 98 ดอลลาร์ หลังมีรายงานว่า เรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ของจีน 2 ลำถูกกองทัพอิหร่านขัดขวางไม่ให้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งบ่งชี้ว่าอิหร่านยังคงปิดกั้นการสัญจรของเรือสินค้าผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าว

ข้อมูลจาก MarineTraffic ซึ่งเป็นบริษัทติดตามเรือระบุว่า เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่มาก (ultra large container vessels) จำนวน 2 ลำ ซึ่งเป็นของบริษัท China Ocean Shipping Company (COSCO) พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ถูกสั่งให้หันกลับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แม้ว่าจีนเป็นพันธมิตรของอิหร่าน และก่อนหน้านี้ อิหร่านเคยประกาศว่า เรือของประเทศที่เป็นมิตรสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

MarineTraffic ระบุว่า นี่เป็นความพยายามครั้งแรกของเรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ในการใช้เส้นทางดังกล่าวนับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดย COSCO เป็นบริษัทเดินเรือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก

'เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงข้ามคืนบ่งชี้ว่าสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความไม่แน่นอนอย่างมาก' MarineTraffic ระบุ

นักลงทุนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศชะลอแผนการโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่านเป็นเวลา 10 วัน

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social วานนี้ ระบุว่า เขาจะชะลอแผนการโจมตีโรงงานพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน จนถึงวันจันทร์ที่ 6 เม.ย. เวลา 20:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือตรงกับวันอังคารที่ 7 เม.ย. เวลา 07:00 น.ตามเวลาไทย

ปธน.ทรัมป์ระบุว่า การชะลอการโจมตีดังกล่าว เป็นไปตามการร้องขอของอิหร่าน และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเจรจาของทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งขณะนี้กำลังมีแนวโน้มที่ดี

การประกาศครั้งนี้เป็นสัญญาณล่าสุดของปธน.ทรัมป์ในการยุติสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น ซึ่งได้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.

อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังจากที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านไม่มีความตั้งใจที่จะเจรจากับสหรัฐ นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังพิจารณาส่งทหารเพิ่มเติมอีก 10,000 นายไปยังตะวันออกกลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...