ชู “Term Fund-ตปท.” ทางเลือกที่เหนือกว่า “เงินฝาก”… ผลตอบแทนขยับตาม “ดอกเบี้ยขาขึ้น” !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 21 ก.ย 2567 เวลา 12.12 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2566 เวลา 12.19 น. • โต๊ะกองทุน WealthythaiFun of Funds: ยุคดอกเบี้ยต่ำของไทยน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว พลันที่ดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มขยับเพื่อสกัดเงินเฟ้อ รวมทั้งประเทศไทยเอง
นักลงทุนที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยง ในกลุ่มของ “สายตราสารหนี้” ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา ที่สำคัญ…ยังเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ “ดีกว่าเงินฝาก” อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มของ “กองตราสารหนี้ระยะสั้น”
อีกหนึ่งธีมการลงทุนที่ยังแรงดีไม่มีตกก็คือ “ธีมการลงทุนแบบยั่งยืน” (ESG)นั่นเอง
ทั้ง 2 ธีมมีความน่าสนใจยังไง ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ไปอัพเดทมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมกันได้เลย
“ดอกเบี้ยขาขึ้น” หนุน “Term Fund-ตปท.” ผลตอบแทนดีขึ้น…ทางเลือกที่เหนือกว่า “เงินฝาก”
โดย “ศรชัย สุเนต์ตา” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานInvestment Office and Product และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่าย SCB Chief Investment Office (SCB CIO) บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ประเภทกำหนดอายุโครงการ(Term Fund) มีความน่าสนใจมากขึ้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำในตลาดจะปรับขึ้นตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ก็ยังน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ประเภทเทอมฟันด์
(ศรชัย สุเนต์ตา)
“หากผู้ลงทุนที่มีเงินลงทุนสูง (HNW: High Net Worth Individuals ) ต้องการลงทุนเพื่อคาดหวังกระแสเงินสดที่ชัดเจน ตามระยะเวลาที่กำหนดและเป็นการลงทุนที่ไม่ผันผวนจนเกินไป กองทุนตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์นับเป็นทางเลือกที่ดี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ภาวะตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนก็ตาม เนื่องจากผู้จัดการกองทุนได้คัดเลือกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ เช่น ลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ของสถาบันการเงินที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) และลดความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้จากตราสารที่เลือกลงทุน โดยเน้นตราสารที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งอยู่ในระดับสูง”
สำหรับเงินฝากในต่างประเทศที่เครดิตดีและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น จีน, กาตาร์ เป็นต้น โดยกองทุนตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์ อายุโครงการ3 เดือน, 6 เดือน และ 12 เดือน ที่ลงทุนในช่วงนี้ คาดผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 1.10%, 1.45% และ 1.75% ต่อปี ตามลำดับ ไม่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปีที่จะได้รับดอกเบี้ยประมาณ 0.62%, 0.70% และ 1.00% ต่อปี ตามลำดับ
“ธีม ESG” แนวโน้มโตต่อเนื่อง…แรงหนุน “ความร่วมมือจากทั่วโลก” ที่พยายามต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน
โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย มองว่า จากการที่ภูมิอากาศมีความแปรปรวนเพิ่มขึ้นทุกขณะ จึงทำให้เกิดความร่วมมือจากทั่วโลกที่พยายามต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน รวมถึงความพยายามเพื่อที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันที่จะรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement 2015) ซึ่งอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต ส่งผลให้อุตสาหกรรมพลังงานต้องเร่งปฏิวัติเชิงโครงสร้างที่สำคัญ และเป็นโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่มองว่ามีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง
(ชวินดา หาญรัตนกูล)
“การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) การลดการใช้คาร์บอนในการผลิตกระแสไฟฟ้า2) การหันมาใช้พลังงานจากกระแสไฟฟ้าเป็นหลักและ3) การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้า คือสิ่งสำคัญที่อุตสาหกรรมพลังงานต้องเร่งปฏิวัติ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงทำให้เป็นจังหวะที่ดีสำหรับการลงทุนในบริษัทที่มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ เพราะความต้องการเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ การที่ต้นทุนทางเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภคกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ก็จะทำให้เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ว่าจะต้องมีการลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 100 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กระจายไปทั่วแต่ละห่วงโซ่อุปทาน ภายในปี 2050 (ที่มา: Schroders ข้อมูล ณ ก.ย. 22)”
ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นในธีม “ESG” โดยเฉพาะหุ้นทั่วโลกที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ เช่น การผลิตพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ การจัดจำหน่าย การเก็บรักษา การขนส่ง และที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน ผู้จัดหาวัตถุดิบ และบริษัทเทคโนโลยี รวมถึงบริษัทที่มีส่วนสำคัญในกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่าน เป็นต้น จึงเป็นอีกโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจเช่นกัน
หลังจากต้องทนกับ “ดอกเบี้ยต่ำ” มานาน ปีนี้กลุ่ม “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” และ “Term Fund” ก็นมีโอกาสจะสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมาในขณะที่ความเสี่ยงไม่ได้เพิ่มขึ้น ก็เป็นข่าวดีเล็กๆ สำหรับนักลงทุนที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยง “สายตราสารหนี้” เลยทีเดียว ส่วนใครรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น ธีม “ESG” ก็ยังคงเป็นกระแสหลักในโลกการลงทุนที่แรงดีไม่มีตกเช่นเดียวกัน