จ้าวซูเหม่ย พระชายาอ๋องไร้ใจ l อ่านฟรี (มี E-Book)
ข้อมูลเบื้องต้น
(E-Book พร้อมโหลดที่เมบ คืนนี้ 00.00 19/10/23)
จ้าวซูเหม่ยไม่เคยรู้สึกชอกช้ำระกำใจอะไรเท่านี้มาก่อน นางรู้สึกชื่นมื่นราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์ได้เพียงไม่นาน บัดนี้ความรู้สึกเศร้าหมองกลับเข้าครอบคลุมจิตใจนางจนทำให้นางเศร้าใจเป็นอย่างมาก หญิงสาวเดินกลับมาที่ห้องพักพลางทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ในห้อง ในใจเศร้าโศกหมองหม่นเกินจะทำใจได้ เหตุใดกันสามีถึงได้นำพาหญิงแปลกหน้าคนนั้นเข้ามา แถมยังจะให้นางเป็นชายารองโดยไม่เคยบอกกล่าวกับจ้าวซูเหม่ยก่อน ยิ่งคิดจ้าวซูเหม่ยก็ยิ่งเศร้าใจ รู้ซึ้งแล้วว่าทำไมเขาถึงขอแยกห้องนอน ที่ทำตัวห่างเหินก็เพราะมู่หยางผู้นี้นี่เอง
********************************
เพราะสมรสพระราชทานที่ทำให้หญิงงามอันดับหนึ่ง บุตรสาวเสนาบดีอันมีชื่อเสียง
อย่างจ้าวซูเหม่ยต้องแต่งเข้าจวนอ๋องเป็นชายาเอกของอ๋องเย็นชาไร้หัวใจ
แต่เพราะอ๋องผู้นี้ที่มีหญิงในดวงในอยู่ก่อนแล้ว แม้ชายาเอกจะเลอโฉมเพียงใด
อ๋องเย็นชาและโง่งมก็แต่งตั้งหญิงในดวงใจเป็นชายารอง สร้างความชอกช้ำใจให้คนเป็นชายาเอกยิ่งนัก
นางที่ถูกขนานนามว่าเป็นหญิงงามและเฉลียวฉลาด ต้องมาชอกช้ำใจ
และเฝ้ามองสามีที่เป็นชายในดวงใจแสดงความรักกับหญิงอื่นที่ไม่ใช่นาง นางจะทนได้นานเพียงใดกัน
นำเสนอตัวละคร
จ้าวซูเหม่ย
บุตรสาวเสนาบดีผู้เลอโฉมและฉลาดเฉลียว
อ๋องซีหานเผิง
อ๋องแสนเก่งกาจแต่โง่งมสิ้นดี
มู่หยาง
หญิงในดวงใจของอ๋องที่ไม่มีอะไรเทียบกับชายาเอกได้เลย
**************************
**เรื่องนี้แต่งจากจินตนาการขงผู้แต่งทั้งสิ้น แต่งเพื่อความบันเทิงเท่านั้น**
อ่านฟรีจนจบ ทยอยลบตอนต้นเมื่อขายอีบุ๊ก**
1
E-Book พร้อมโหลด https://shorturl.asia/As3kF
แสงแดดยามเช้าส่องประกายผ่านม่านหมอกเข้ามากระทบผิวขาวราวหิมะของ จ้าวซูเหม่ย บุตรสาวเสนาบดีคนสำคัญของราชสำนัก จ้าวซิงอี ผู้ที่มีปัญญาเป็นเลิศหาใครเทียบเทียม ด้วยความที่ จ้าวซิงอี ทำคุณงามความดี และช่วยให้เมืองผ่านวิกฤติไปได้หลายครั้งหลายครา บุตรสาวของเขาเลยเป็นที่หมายปองของคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ไม่น้อย เนื่องด้วยความงดงามของจ้าวซูเหม่ยนั้นก็เป็นที่เลื่องลือ
ว่ากันว่า จ้าวซูเหม่ยเป็นคนที่มีผิวขาวละเอียด ดวงตาเปล่งประกายเหมือนลูกกวาง อีกทั้งยังมีน้ำเสียงไพเราะยิ่งกว่าเสียงนางสวรรค์เสียอีก แต่เหนืออื่นใดนั้น นางนั้นเป็นหญิงสาวที่ฉลาดมาก วาจาก็เด็ดขาดไร้ความอ่อนแอ
“คุณหนูซูเหม่ยได้เวลาอาหารแล้วเจ้าค่ะ” เสียงอี้ซุนสาวรับใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นระหว่างที่หญิงสาวเหม่อมองแสงแดดไล้ไปตามผิวกายด้วยความเพลิดเพลิน
“เดี๋ยวข้าตามไป” นางเอ่ยเสียงเรียบง่ายแล้วละสายตาจากแขนของนาง พลางทอดสายตามองไปที่ต้นไม้ด้านนอก ยามนี้เป็นเวลาเช้าที่แสนจะอบอุ่น เนื่องจากเพิ่งผ่านฤดูหนาวมาไม่นาน ความอบอุ่นในช่วงวสันตฤดูนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่จ้าวซูเหม่ยโปรดปรานมากที่สุด
“วันนี้ออกไปเดินเล่นเสียหน่อยคงดี” จ้าวซูเหม่ยแต่งตัวจนเรียบร้อยก็ค่อย ๆ เดินลงมาด้านล่างเพื่อรับประทานอาหารเช้า ที่โต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยอาหารมากมายหลากหลายเหมือนเช่นเดิม เนื่องด้วยเป็นจวนของเสนาบดีที่มีชื่อเสียง ข้าวปลาธัญญาหารจึงพรั่งพร้อมเช่นนี้แทบทุกวัน
“อ้าว…วันนี้เจ้าจะไปไหน ทำไมแต่งตัวเช่นนั้น”
เสนาบดีซิงอี ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามเมื่อเห็นบุตรสาวแต่งตัวงดงามสะดุดสายตามากกว่าวันอื่น ๆ หญิงสาวอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับบิดา
“ลูกอยากออกไปเดินเล่นสูดอากาศเสียหน่อย ที่ผ่านมาอากาศเย็น ลูกไม่ได้ออกนอกบ้าน วันนี้แสงแดดอ่อน ๆ ลอดเข้ามาผ่านทางหน้าต่าง ทำให้ลูกรู้สึกสดชื่นขึ้นมากเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงหวานเช่นนี้ทำให้ผู้เป็นบิดาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยห้าม
“เช่นนั้นก็ไปเถอะ แต่เอาอี้ซุนไปด้วยแล้วกัน”
“ลูกไม่กล้าไปคนเดียวหรอกท่านพ่อ” จ้าวซูเหม่ยยิ้มปนหัวเราะเบา ๆ พลางหันไปมองสาวใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลมากนัก
“กินข้าวเถอะ”
เสนาบดีซิงอีเป็นคนพูดน้อยตามประสาเสนาบดีใหญ่ แม้จะค่อนข้างหวงบุตรสาวมาก แต่มักไม่ค่อยแสดงออกเสียเท่าไร
“ท่านแม่ล่ะเจ้าคะ”
“ท่านแม่เจ้าวันนี้มีนัดกับเพื่อนของเขา เลยออกจากบ้านไปแต่เช้าตรู่แล้ว” ซิงอีตอบสีหน้าเรียบ ๆ ก่อนจะตักซุปกินอย่างใจเย็น
“มีธุระอะไรกันต้องไปแต่เช้าขนาดนี้เชียว” จ้าวซูเหม่ยเอ่ยถามแต่เห็นว่าสีหน้าของบิดาไม่ได้ยินดียินร้ายจึงไม่ได้เอ่ยถามต่อ
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ จ้าวซูเหม่ยก็เตรียมตัวขึ้นรถม้าเพื่อไปเที่ยวในเมืองกับ อี้ซุนทันที สาวใช้กุรีกุจอออกมาจากในจวน พลางพยุงจ้าวซูเหม่ยให้ขึ้นรถม้าไป ก่อนจะปีนตามขึ้นไปนั่งข้าง ๆ
“ข้าดีใจมากที่คุณหนูอยากจะออกไปเที่ยวในตลาดเสียบ้าง อยู่แต่ในจวนไม่เบื่อบ้างหรือเจ้าคะ”
“ข้าชอบอยู่บ้านเจ้าก็รู้ดี”
“จริงเจ้าค่ะ”
“วันนี้ข้ารู้สึกอยากออกไปรับแดดเท่านั้นไม่ได้ไปเที่ยว ส่วนเจ้าข้าเห็นแล้วว่าทำหน้าเบื่อเจียนตายเลยหาเรื่องพาไปตลาดด้วยจะได้ไม่เฉาไปเสียก่อน” จ้าวซูเหม่ยเอ่ยอย่างรู้ทัน
“คุณหนูของข้า ท่านรู้ได้ยังไงเจ้าคะ” อี้ซุนถาม
“ข้ากับเจ้าโตมาด้วยกัน เห็นเพียงปลายหางตาข้าก็รู้ว่าเจ้ารู้สึกอย่างไร ผิดกับเจ้าขนาดข้าพูดให้ฟังทุกอย่างเจ้าก็ไม่เข้าใจ” จ้าวซูเหม่ยค้อนกลับ
“คุณหนู อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยเจ้าค่ะ ข้ามันปัญญาน้อยนัก”
“ช่างเถอะ วันนี้เจ้าก็ไปสนุกเสียให้เต็มที่เถอะ ข้าเองก็จะรับแสงแดดให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าเสียหน่อย” เมื่อทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนเข้าใกล้ตลาดซึ่งเป็นจุดหมายของทั้งสอง
“ถึงแล้วขอรับ” เสียงคนขับรถม้าเอ่ย
“ไปค่ะคุณหนู” อี้ซุนที่ดูจะตื่นเต้นกว่าจ้าวซูเหม่ยเอ่ยพร้อมเดินลงจากรถไปก่อน เมื่อเห็นว่าอี้ซุนลงไปแล้วจ้าวซูเหม่ยจึงค่อย ๆ เดินตามไปด้วย
“ตลาดคนเยอะมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู” อี้ซุนเอ่ยพลางชี้ไปที่ด้านนอกรถม้า มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ไปมามากมาย จนจ้าวซูเหม่ยรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย
“ทำไมคนถึงเยอะเช่นนี้ล่ะ”
“ตอนนี้ในเมืองมีเทศกาลดอกไม้ขอรับ อีกอย่างเพิ่งเข้าวสันตฤดูคนก็เลยออกจากบ้านมารับแสงแดดเช่นเดียวกับคุณหนู” คนขับรถม้าเอ่ย
“เช่นนี้นี่เอง” จ้าวซูเหม่ยเมื่อได้ยินว่าคนอื่นก็คิดเช่นเดียวกับกับนางก็เกิดความโล่งใจขึ้น
“ไปเถอะเจ้าค่ะคุณหนู ข้างในมีของสวย ๆ งาม ๆ เพียบเลย” อี้ซุนจับมือจ้าวซูเหม่ยแล้วจูงเข้าไปในตลาดอย่างรวดเร็ว จ้าวซูเหม่ยมองไปเบื้องหน้า เห็นแต่คนจำนวนมากเดินไปมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ร้านค้ามากมายเปิดเรียงรายตลอดทั้งถนน ทำให้รู้สึกคึกครื้นยิ่งนัก
“วันนี้คนเยอะ ดูคึกครื้นดีจริง ๆ นะเจ้าคะ” อี้ซุนบอก
“อื้ม เห็นแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่าดี”
“คุณหนูมีร้านเครื่องประดับด้วยเจ้าค่ะ” อี้ซุนยกมือชี้ไปที่ร้านที่อยู่ไม่ไกลมากนัก และจ้าวซูเหม่ยก็มองตามปลายนิ้วของนางไป เห็นว่ามีร้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่พร้อมเครื่องประดับสวย ๆ ล่อตาล่อใจหญิงสาวในบริเวณนั้นเป็นอย่างยิ่ง
“ไปดูกันเถอะ” จ้าวซูเหม่ย คราวนี้เป็นฝ่ายจูงมืออี้ซุนเข้าไปที่ร้านนั้นเอง
2
E-Book พร้อมโหลด https://shorturl.asia/As3kF
“มาเลยจ้า เครื่องประดับสวย ๆ ฝีมือคุณหนูเจ้าของร้านน้ำชา จางจิ้ง เป็นคนทำเอง สวย ๆ ทั้งนั้นเลยจ้ะ” เสียงของแม่ค้าหน้าตาดูเป็นมิตรเอ่ยเรียกหญิงสาวที่เดินไปมาบริเวณนั้นด้วยน้ำเสียงที่ชวนฟัง จ้าวซูเหม่ยมองเห็นปิ่นปักผมประดับหินสีแดงก็ถูกใจเป็นยิ่งนัก นางเดินเข้าไปใกล้พลางยื่นมือจะหยิบปิ่นปักผมนั้นมาดู ทว่ามือของนางดันชนเข้ากับมือหนาของใครบางคนเข้าพอดี
“อุ้ย” จ้าวซูเหม่ยตกใจชักมือกลับ พลางมองอีกฝ่ายที่จะหยิบปิ่นปักผมชิ้นเดียวกับนาง
“ขออภัยด้วย ข้าไม่ทันมอง” ชายหนุ่มรูปงามสูงสง่า นัยน์ตาคมกริบสีดำขลับมองจ้องมาที่นางด้วยท่าทีที่แสนสุภาพ ไม่ว่าจะมองมุมใดชายผู้นี้ก็งดงามอย่างไม่มีที่ติ ทำเอาหัวใจของจ้าวซูเหม่ยที่ไม่เคยเต้นรุนแรงเช่นนี้ กระเพื่อมไหวอย่างห้ามไม่ได้
“ข้าต่างหากที่ไม่ระวัง” จ้าวซูเหม่ยเอ่ยพลางหลบตาชายหนุ่ม
“คุณหนู ไม่เอาหรือคะ” อี้ซุนเห็นปิ่นปักผมนี้ว่าเหมาะสมกับจ้าวซูเหม่ยเป็นอย่างมาก จึงถามคุณหนูของตน
“ไม่ล่ะ ไม่เห็นหรือว่าคุณชายคนนั้นก็ต้องการ” จ้าวซูเหม่ยแอบกระซิบบอกกับอี้ซุน
“ปิ่นปักผมนี่ ข้าแค่เห็นแล้วนึกถึงบางคน แต่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับท่านมากกว่า” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอ่ยบอกพลางยื่นปิ่นปักผมที่สะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายงดงามให้จ้าวซูเหม่ย ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างยิ่งกว่าเก่า พลางประกายวิบไหวในตาของนางก็สดใสเสียจนอีกฝ่ายเผลอมองอยู่ครู่หนึ่ง
“คุณหนู” อี้ซุนสะกิดเรียกจ้าวซูเหม่ยที่ยืนนิ่งด้วยความตกใจ
“อ่ะ เอ่อ….ท่านไม่อยากได้อย่างนั้นหรือ”
“ข้าแค่คิดว่าปิ่นนี้เหมาะกับท่านมากกว่า” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบ ๆ
“คุณชายต้องไปแล้วขอรับ” คนติดตามข้างกายเขาเอ่ยปากบอกเสียงเบา
“เข้าใจแล้ว” ชายหนุ่มบอกกับคนติดตามก่อนจะดันปิ่นปักผมนั้นให้จ้าวซูเหม่ย
“ขอบคุณ” นางเอ่ยอย่างไม่เต็มปากเต็มคำนัก เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดอย่างกะทันหัน แต่สายตาคล้ายลูกกวางของนางก็ดันเผลอเงยขึ้นสบตากับอีกฝ่ายพอดี นัยน์ตาดำขลับมองมาที่นางก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ ส่งมาให้ ร่างสูงค่อย ๆ หันหลังแล้วเดินหายไปในฝูงคนจำนวนมาก ทว่าน่าแปลกเหลือเกินที่ จ้าวซูเหม่ย กลับมองเห็นชายผู้นั้นกระทั่งเขาเลี้ยวหายไปจากสายตานางจนได้
“คุณหนู เหม่อขนาดนี้ไม่งามนะเจ้าคะ” อี้ซุนสะกิดบอกกับจ้าวซูเหม่ยที่มองชายหนุ่มแบบไม่วางสายตา
“เจ้าพูดอะไร ข้าเปล่าเสียหน่อย” แก้มทั้งสองของจ้าวซูเหม่ยแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว นางหันไปมองสาวรับใช้ด้วยสายตาต่อว่า
“คุณหนู ถึงท่านจะพูดอะไรเข้าใจยาก แต่รู้หรือไม่ว่าท่าทาง แววตาของคุณหนูน่ะอ่านง่ายยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น” อี้ซุนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ให้จ้าวซูเหม่ย
“เจ้า…” จ้าวซูเหม่ยรู้ดีว่าตนมีจุดอ่อนที่การแสดงออกนี่แหละ เมื่อโดนจับได้แบบนี้ คนอย่างจ้าวซูเหม่ยย่อมไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด
“ข้าแค่ดูว่าคุณชายคนนั้นเป็นใครต่างหาก เขามีน้ำใจต่อข้า ไม่ไช่เหม่อเสียหน่อย อีกอย่าง ข้าต้องการปิ่นปักผมอันนี้ จะไปสนใจเรื่องอื่นทำไมกัน” จ้าวซูเหม่ยเอ่ยก่อนจะหันไปหาแม่ค้าเพื่อให้นางคิดเงินค่าปิ่นแสนสวยนี้
เมื่อออกจากตลาดมาได้ จ้าวซูเหม่ยก็พยายามรักษาท่าทีให้เป็นปกติที่สุดเพื่อไม่ให้อี้ซุนจับพิรุธของนางได้ ตอนนี้หัวใจของนางยังเต้นเร็วกว่าปกติอยู่เลย และนางเองก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมอาการเช่นนี้ถึงเกิดขึ้นกับนาง
“คุณหนู ถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ” อี้ซุนเอ่ยเมื่อรถม้าหยุดลงตรงหน้าจวนพอดี
“เช่นนั้นข้ากลับไปที่ห้องก่อนแล้วกัน” จ้าวซูเหม่ยเอ่ยจบก็ก้าวเท้าออกจากรถม้า สองเท้าก้าวอย่างยาว ๆ ไปตามทางเดินหินที่วางประดับไว้ในสวนซึ่งทอดยาวไปถึงจวนด้านใน นางเดินอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงไม่นานก็กลับมาถึงห้องของตนได้
“….” หญิงสาวผ่อนลมหายใจแล้วค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งตรงหน้าโต๊ะกระจกของตน จ้าวซูเหม่ย มองไปที่กระจกที่สะท้อนใบหน้าที่แดงระเรื่อของนางอย่างชัดเจน มือซ้ายค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นมาแล้วลูบไปที่แก้มของตนด้วยความสงสัย
“ความรู้สึกเช่นนี้คืออะไรกัน” นางเอ่ยก่อนจะใช้มือขวาคว้าเข้าไปที่ถุงผ้าของตน ปิ่นปักผมประดับมณีสีแดงค่อย ๆ เคลื่อนออกจากถุงผ้าอย่างเชื่องช้า พร้อมกับรอยยิ้มที่ค่อย ๆ แย้มออกของจ้าวซูเหม่ยด้วยเช่นกัน เมื่อนางเห็นปิ่นปักผมนี้นางก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุผลที่ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเกิดจากอะไร
“คุณชายคนนั้นคือใครกันนะ” จ้าวซูเหม่ยรู้แน่แล้วว่านางกำลังคิดถึงชายแปลกหน้าคนนี้ เพียงแต่นางยังไม่แน่ใจว่านางคิดถึงเขาในแบบไหนกันแน่
หลายวันหลังจากวันทีจ้าวซูเหม่ยไปเที่ยวที่ตลาด นางก็พยายามหาเรื่องออกไปที่ตลาดนั้นอีก 2 ครั้ง 2 ครา แต่โชคร้ายเหลือเกินที่นางกลับไม่มีโอกาสได้เจอชายหนุ่มคนนั้นอีกเลย
“คุณหนู แน่ใจหรือเจ้าคะว่าไม่ได้มาตามหาใคร” อี้ซุนจอมจุ้นจ้านเอ่ยถามจ้าวซูเหม่ยที่เดินในตลาดด้วยท่าทางผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าเปล่า…” นางเอ่ย
“ก็เห็นอยู่ว่าคุณหนูทำท่าชะเง้อมองหาอะไรสักอย่าง อย่าบอกนะเจ้าคะว่าเป็น….” อี้ซุนกำลังจะเอ่ยออกมา แต่ปลายนิ้วชี้ของจ้าวซูเหม่ยจิ้มไปที่ริมฝีปากของนางพอดี
“ข้าจะกลับจวนแล้ว เจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีก” จ้าวซูเหม่ยรู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลยเพราะที่ผ่านมานั้นนางไม่เคยต้องรู้สึกกระวนกระวายใจอะไรเช่นนี้มาก่อน เพราะท่านชายคนนั้น ที่ทำให้หัวใจของนางแทบไม่เป็นสุข แต่นี่แหละโชคชะตา ในเมื่อนางออกมาตามหาเขาขนาดนี้แล้วยังไม่เจอ ก็คงไม่ใช่พรหมลิขิตแล้วกระมัง จ้าวซูเหม่ยเดินคอตกกลับบ้านด้วยความผิดหวัง
3
“ซูเหม่ย…” ทันทีที่เท้าของจ้าวซูเหม่ยแตะพื้น เสียงของบิดาก็ดังขึ้นทันที
“ท่านพ่อ ทำไมท่านมารับข้าที่หน้าบ้านแบบนี้ล่ะเจ้าคะ” หญิงสาวทำสีหน้าตกใจเล็กน้อยที่บิดามายืนรอเช่นนี้
“คือ….พ่อมาเรื่องจะบอกเจ้าน่ะสิ” จ้าวซิงอีเอ่ยด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสบายใจนัก ทำให้จ้าวซูเหม่ยรู้สึกตื่นตระหนกไปด้วย
“อะไรกันเจ้าคะ” นางเห็นท่าทางของบิดาก็ได้แต่หวั่นใจ แต่เมื่อจ้าวซูเหม่ยยืนเต็มเท้า บิดาก็กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยว่า
“ฝ่าบาท…มีพระประสงค์จะให้เจ้าเข้าพิธีสมรสกับท่านอ๋องซีหานเผิง”
“…..” เหมือนกับว่าทุกสรรพเสียงได้หายไปอย่างฉับพลัน จ้าวซูเหม่ย มองตาของบิดาด้วยความตกใจ
“ซูเหม่ย เจ้าได้ยินที่พ่อพูดหรือไม่”
“ท่าน….พ่อว่าอย่างไรนะเจ้าคะ” นางพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าคงหูเพี้ยนไปเป็นแน่
“ข้าบอกว่า ฮ่องเต้จะประทานสมรสพระราชทานให้กับเจ้า” ซิงอีเอ่ยย้ำอีกรอบด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ แต่แน่นอนว่าเขาภูมิใจมากที่ลูกสาวคนเดียวของตนจะได้แต่งกับท่านอ๋องซีหานเผิง ผู้เป็นพระญาติคนสนิทขององค์รัชทายาท แต่จ้าวซูเหม่ยนั้นกลับไม่ยินดีเลยแม้แต่น้อย เพียงได้ยินว่าแต่งงานนางก็ขนลุกเกรียวไปทั่วร่างแล้ว นี่นางยังต้องตบแต่งกับคนที่นางไม่รู้จักอีก
“ท่านพ่อ แต่ข้าไม่เคยรู้จักท่านอ๋องผู้นี้มาก่อนเลยนะเจ้าคะ” จ้าวซูเหม่ยเอ่ย
“เจ้าต้องสนทำไมกัน ท่านอ๋องซีหานเผิงนั้นเป็นคนหน้าตาดี รูปหล่อเหมือนเทพบุตร อีกทั้งยังเป็นพระญาติคนสนิทของฮ่องเต้อีกด้วย เจ้าโชคดีแล้วล่ะซูเหม่ย เรื่องนี้ข้าจะไปบอกกับท่านแม่ของเจ้า เพียงแต่รอบอกเจ้าก่อน เช่นนั้นพ่อไปก่อนนะ” จ้าวซิงอีผู้ปราบปลื้มกับการสมรสนี้เหลือเกินเอ่ยบอกลูกสาวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าจวนไปด้วยท่าทางที่มีความสุข
“คุณหนู” อี้ซุนที่ได้ยินทุกอย่างรีบเดินเข้ามาประคองจ้าวซูเหม่ยที่กำลังจะทรุดด้วยความตกใจ
“มันเกิดอะไรกันขึ้น ข้าเพิ่งอายุ 17 ท่านพ่อก็จะส่งข้าออกเรือนแล้วหรือ” จ้าวซูเหม่ยไม่อยากจะเชื่อว่านางต้องออกเรือนรวดเร็วเพียงนี้
“คุณหนู ทำใจดี ๆ ก่อนนะเจ้าคะ”
“ข้าไม่อยากแต่ง” จ้าวซูเหม่ยเอ่ย
“อย่าพูดแบบนั้นสิเจ้าคะ เดี๋ยวนายท่านได้ยินก็จะโกรธพาลทำโทษคุณหนูอีก”
“ขะ ข้า….” จ้าวซูเหม่ยกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ นางเพิ่งตกหลุมรักผู้ชายคนหนึ่งเข้าอย่างจัง แต่บัดนี้บิดาของนางกลับจะให้นางออกเรือนกับใครก็ไม่รู่ แล้วจะให้นางคิดอย่างไรได้ล่ะ จ้าวซูเหม่ยเดินอย่างไร้วิญญาณกลับเข้าห้องตัวเอง ในหัวนั้นมีแต่ความสับสนที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ
“ซูเหม่ย” เสียงของมารดาดังขึ้นระหว่างที่จ้าวซูเหม่ยกำลังนั่งเหม่ออยู่เพียงลำพัง นางสะดุ้งเล็กน้อยพลางหันไปหามารดาที่แสนใจดีของนาง ใบหน้าของมารดาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนเช่นเคย ต่างจากบิดาของนางที่ไม่ค่อยสนใจความรู้สึกของลูกสาวสักเท่าไร
“ท่านแม่” จ้าวซูเหม่ยเอ่ยพร้อมถลาเข้าไปสวมกอดมารดาด้วยความอัดอั้นใจ ฝ่ายมารดานั้นรู้จักบุตรสาวของตนดีกว่าใคร ๆ นางอ้าแขนโอบกอดจ้าวซูเหม่ยเอาไว้อย่างเต็มใจ
“ไม่เอาน่า เจ้าอายุเท่าไรแล้วอย่าทำตัวเป็นเด็กเช่นนี้สิ”
“ท่านแม่ ทำไมท่านพ่อถึงยินดีให้ข้าออกเรือนล่ะเจ้าคะ”
“นี่เป็นสมรสพระราชทาน มันไม่เหมือนการแต่งงานโดยทั่วไปนะลูก” มารดามพยายามปลอบใจ
“แต่ลูกยังไม่พร้อมเลย” จ้าวซูเหม่ยพยายามอ้อนวอนมารดา
“ซูเหม่ย ท่านอ๋องคนนี้เป็นคนเก่งกาจมาก แม่เคยเห็น และพบเขามาบ้าง เป็นคนดีมีมารยาททีเดียวล่ะ” มารดาเอ่ยอย่างชื่นชมทำให้จ้าวซูเหม่ยสะดุดใจเล็กน้อย
“เช่นนั้นหรือคะ”
“แน่นอน หากเขาไม่ใช่คนดี ฝ่าบาทคงไม่มีทางประทานเจ้าให้เขาแน่” แม้ท่านแม่จะยืนยันหนักแน่นว่าท่านอ๋องซีหานเผนนั้นดีแสนดี และรูปร่างหน้าตาหล่อเหลามากแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้จ้าวซูเหม่ยลืมเลือนชายที่มอบปิ่นปักผมให้นางได้เลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่บิดาของนางบอกเรื่องสมรสพระราชทานไปได้ไม่กี่วัน พิธีสมรสก็จัดขึ้นตามฤกษ์พิธีที่ซินแสได้บอกเอาไว้ จ้าวซูเหม่ยนั่งนิ่งตลอดทั้งพิธี นางแทบไม่เหลือกะจิตกะใจจะทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
“ซูเหม่ย เจ้าเป็นตัวแทนตระกูลของเราแล้ว ต่อไปอยู่ในจวนอ๋องเจ้าต้องทำตัวเป็นภรรยาที่ดีให้ได้นะ” เสียงสั่งสอนของจ้าวซิงอีดังขึ้นในโสตประสาทของนางซ้ำแล้วซ้ำอีก
‘นี่น่ะหรือ การแต่งงาน’ จ้าวซูเหม่ยได้แต่สงสัย ทำไมการแต่งงานที่เขาว่ากันว่าเป็นสิ่งเดียวที่หญิงสาวปรารถนาถึงได้ทำให้นางรู้สึกเหมือนเจียนตายเช่นนี้ ชุดหนัก ๆ เครื่องประดับมากมายที่คนนำมาสวมใส่ให้นางนั้น นางล้วนแต่ไม่ต้องการสักนิด และหากจะมีสิ่งไหนที่นางต้องการในตอนนี้ก็คงไม่พ้นปิ่นปักผมจากตลาดที่นางซื้อมาในราคาถูกแสนถูกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“จ้าวซูเหม่ย”
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานมากแค่ไหนแล้ว จ้าวซูเหม่ยสะดุ้งกับเสียงผู้ชายที่เรียกนาง เมื่อนางรู้สึกตัวจึงเอามือคลำไปรอบ ๆ ถึงได้รู้ว่าตอนนี้นางน่าจะนั่งอยู่ในห้องหอเสียแล้ว ผ้าคลุมสีแดงฉานที่ปิดบังใบหน้าของนางทำให้นางมองไม่เห็นเลยว่าชายที่กำลังเรียกนางเป็นใคร
“เจ้าค่ะ” นางเอ่ย
“ดูเหมือนเจ้าจะเหม่อสินะ”
“…นิดหน่อยเจ้าค่ะ อาจเป็นเพราะหม่อมฉันนอนไม่พอเมื่อคืนนี้” ตอนนี้นางรู้แล้วว่าคนที่กำลังสนทนากับนางก็คือท่านอ๋องซีหานเผิงสามีของนางนั่นเอง
“เช่นนั้น … ข้าจะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าออก เจ้าจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ๆ แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับจ้าวซูเหม่ยเหลือเกิน จ้าวซูเหม่ยเผลอกำมือแน่น สายตาหลุบมองต่ำโดยไม่ทันรู้ตัว เมื่อแสงจากด้านนอกค่อย ๆ ส่องเข้ามาผ่านผ้าบังตาที่ค่อย ๆ เปิดออก จ้าวซูเหม่ยสัมผัสได้ถึงความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้น นางค่อย ๆ เหลือบตามองชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังมองจ้องนางมาด้วยแววตาที่ประหลาดใจไม่ต่างกัน
“เจ้า….เองหรือ” ท่านอ๋องซีหานเผิงเอ่ยถามนาง
“ทะ….ท่าน”
จ้าวซูเหม่ยกำลังจะหัวใจวายอีกระลอก นางเผลอเอามือขึ้นป้องปากด้วยความตกใจ หัวใจกำลังเต้นอย่างแรงเหมือนจะกระโดดออกมานอกอกเสียให้ได้ เพราะสามีของนางก็คือ ชายที่มอบปิ่นปักผมให้นางที่ตลาดนั่นเอง!!!