โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เตือนคนกรุง! ไม่แยกขยะจ่ายเพิ่ม 3 เท่า1 ส.ค. เปิดลงทะเบียน ได้สิทธิจ่ายถูก

เดลินิวส์

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 15.13 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น. • เดลินิวส์
กรุงเทพมหานครเตรียมบังคับใช้ข้อบัญญัติฉบับใหม่ว่าด้วยค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนร่วมมือในการลดและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะขยะเศษอาหารซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากถึงครึ่งหนึ่งของขยะทั้งหมดในกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ มีปริมาณขยะเฉลี่ยวันละ 9,000–10,000 ตัน และต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและกำจัดมากกว่า 7 พันล้านบาทต่อปี แต่กลับสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากประชาชนได้เพียงราว 500 ล้านบาทเท่านั้น

เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง กทม. จึงปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมตามหลักผู้ก่อให้เกิดขยะต้องจ่ายตามปริมาณที่ทิ้ง หรือ“Pay As You Throw” (PAYT) โดยแบ่งกลุ่มผู้ชำระค่าธรรมเนียมออกเป็น3 ระดับตามปริมาณขยะที่ผลิตต่อวัน

แบ่ง 3 กลุ่มจ่ายค่าธรรมเนียม

สำหรับกลุ่มแรก คือสถานที่ที่มีขยะไม่เกิน 20 ลิตรต่อวัน หากไม่มีการคัดแยกขยะ จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเดือนละ 60 บาท แบ่งเป็นค่าขนขยะ 30 บาท และค่ากำจัดขยะอีก 30 บาท แต่หากมีการคัดแยกขยะครบ 4 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะอันตราย จะได้รับสิทธิชำระค่าธรรมเนียมในอัตราลดเหลือเพียง 20 บาท
ต่อเดือน

ส่วนกลุ่มที่สอง ซึ่งมีปริมาณขยะเกิน 20 ลิตรแต่ไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะถูกจัดเก็บในอัตรา 120 บาทต่อ 20 ลิตรต่อเดือน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า ขณะที่กลุ่มที่สามซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือตลาด ที่ผลิตขยะเกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียม 8,000 บาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มจากเดิมถึง 4 เท่า

ลงทะเบียน 1 ส.ค. ผ่านเกณฑ์เหลือ 20 บ.

ควบคู่กับข้อบัญญัติฉบับใหม่ จึงได้เปิดตัวโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม: แยกขยะลดค่าธรรมเนียม เพื่อสนับสนุนการคัดแยกขยะที่ต้นทาง โดยเปิดให้ประชาชนในกลุ่มที่1 ลงทะเบียนเข้าร่วมผ่านแอปพลิเคชัน“BKK Waste Pay” หรือ เว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่1 สิงหาคม2568 เป็นต้นไป โดยหลังจากลงทะเบียนและยื่นหลักฐานการคัดแยกขยะครบทั้ง 4 ประเภท เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และหากผ่านเกณฑ์จะได้รับสิทธิลดค่าธรรมเนียมเหลือ 20 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

บ้านที่ได้รับสิทธิจะได้รับสติกเกอร์ บ้านนี้ไม่เทรวม ติดหน้าบ้านเพื่อแสดงสถานะการเข้าร่วมโครงการ พร้อมถุงขยะสีเขียวสำหรับใส่เศษอาหารฟรีเป็นเวลา 1 ปี ขณะที่ผู้ที่ลงทะเบียนแบบกลุ่ม เช่น หมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมที่มีนิติบุคคล จะได้รับถังขยะสีเขียวขนาด 100 ลิตรเพื่อรองรับการคัดแยกขยะอินทรีย์

ในระหว่างการเข้าร่วมโครงการ ระบบจะมีการสุ่มตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าผู้ได้รับสิทธิไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคัดแยกขยะตามที่กำหนด จะถูกระงับสิทธิเป็นระยะเวลา6 เดือน และต้องกลับไปชำระค่าธรรมเนียมในอัตรา 60 บาทตามปกติ นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้จัดให้มีรถจัดเก็บขยะแยกประเภทเพิ่มขึ้น อาทิ รถเก็บขยะเศษอาหารเฉพาะ รถเก็บขยะอันตราย และรถประจำทางที่มีช่องแยกขยะ เพื่อรองรับการคัดแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามหลัก 3Rs ได้แก่ ลดการใช้(Reduce) ใช้ซ้ำ(Reuse) และ รีไซเคิล(Recycle) เพื่อส่งเสริมแนวคิดซีโร่ เวส

ลดขยะได้วันละเป็นพันตัน

ข้อมูลจากการสำรวจของ กทม. ยังระบุว่า มีประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า309,127 ครัวเรือน หรือประมาณ7 แสนคน คาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะได้มากถึง1,183 ตันต่อวัน โดยเฉพาะในกลุ่มสถานประกอบการขนาดใหญ่ หากสามารถลดปริมาณขยะจาก 5 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เหลือเพียง 2 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมได้ถึง 2.4 หมื่นบาทต่อเดือน และยังเพิ่มรายได้จากการขายขยะรีไซเคิลอีกทางหนึ่ง

ขยะเศษอาหารที่ถูกคัดแยกแล้วจะถูกนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก ก๊าซชีวภาพ หรืออาหารสัตว์ เพื่อใช้ประโยชน์แทนการฝังกลบ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ยังขยายพื้นที่โครงการมือวิเศษกรุงเทพ เพื่อรองรับขยะพลาสติกที่คัดแยกได้ โดยจัดตั้งจุดรับขยะในสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต สวนสาธารณะ 47 แห่ง และศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนนำขยะประเภท PET, HDPE, ฟิล์มยืด กล่อง UHT และพลาสติกอื่น ๆ มาคัดแยกและส่งต่อสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม

โหลดแอปจ่ายจบ

สำหรับการชำระค่าธรรมเนียม ประชาชนสามารถดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันBKK Waste Pay หรือชำระกับเจ้าหน้าที่จัดเก็บได้ตามช่องทางที่สะดวก โดยกรุงเทพมหานครได้ขยายช่องทางการสื่อสารผ่านเว็บไซต์หลัก สื่อโซเชียลมีเดีย และสถานีโทรทัศน์ รวมถึงสำนักงานเขต เพื่อสร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อบัญญัติฉบับใหม่ได้อย่างทั่วถึง ก่อนมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...