โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘โปรตีนรั่วในปัสสาวะ’ อาการเสี่ยงโรคไตที่ต้องระวัง!

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 03.20 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 09.24 น.

โปรตีนรั่วในปัสสาวะ หลายคนอาจจะไม่เคยคุ้นชินกับภาวะนี้มาก่อน ทำให้คุณไม่ทันสังเกตอาการป่วย และเผลอมองข้ามไป จนนำไปสู่อาการที่รุนแรงขึ้น และเป็นโรคไตได้ในที่สุด อ่านถึงตรงนี้คุณอาจเกิดข้อสงสัยได้ว่าโปรตีนรั่วอันตรายไหม? บทความนี้เราขอพาคุณไปทำความเข้าใจถึงสัญญาณเสี่ยงที่บ่งบอกถึงภาวะโปรตีนรั่ว พร้อมรู้ถึงสาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกันความเสี่ยง เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ

โปรตีนรั่ว คือ เป็นภาวะหนึ่งที่บ่งบอกถึงได้ว่าคุณกำลังมีความเสี่ยงเป็นโรคไตอักเสบ เนื่องจากภาวะนี้เกิดจากการทำงานของไตที่ผิดปกติ มักพบโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะมากที่สุด เนื่องจากเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประกอบอยู่ในเลือดเป็นส่วนใหญ่ และได้ไหลเวียนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงไตด้วยเช่นกัน

โปรตีนอัลบูมินสัมพันธ์กับน้ำและเนื้อเยื่อโดยตรง เมื่อไตทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียโปรตีนชนิดนี้ไปเจือปนกับปัสสาวะในปริมาณที่มาก อาจทำให้ร่างกายบวม ปัสสาวะเป็นฟอง หายใจลำบาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

โปรตีนเยอะไปก็ไม่ผอม! เปิดความจริงของโปรตีนที่คนออกกำลังต้องรู้

อร่อยง่าย ได้โปรตีน! 'เจลลี่พุดดิ้ง' จุฬาฯ ตัวช่วยสูงวัยเคี้ยว กลืนลำบาก

โปรตีนรั่วในปัสสาวะ คืออะไร?

โดย “โปรตีนรั่วในปัสสาวะ” เกิดได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ หากเห็น “เด็กตาบวมตัวบวม หรือปัสสาวะเป็นฟอง” ควรมาพบแพทย์เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่เหมาะสมทันท่วงที และให้การดูแลอย่างถูกต้อง โดยหลักๆ เบื้องต้นแพทย์จะแยกก่อนว่าภาวะบวมนี้เกิดจากอะไร ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มโรคได้ดังนี้

  • โรคหัวใจที่มีหัวใจวายร่วม
  • ตับวาย
  • โรคไต
  • การแพ้รุนแรงแบบเฉียบพลัน
  • ภาวะทุพโภชนาการที่มีภาวะโปรตีนในร่างกายต่ำอย่างมาก

Nephrotic syndrome หรือกลุ่มอาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (หรือที่บางครั้งจะได้ยินว่า ไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ) เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคไตที่ทำให้เกิดปัญหานี้ มักจะมาด้วยประวัติบวมๆยุบๆ ที่หนังตาบน ขาบวม ท้องบวม หรือบวมทั้งตัว มักมีปัสสาวะเป็นฟองร่วมด้วย จัดเป็นกลุ่มอาการที่ต้องประกอบด้วย

  • มีประวัติบวมที่หนังตา บวมที่ขา หน้าเท้า ตาตุ่มด้านใน ท้องบวม หรือตัวบวมทั้งตัว
  • มีโปรตีนรั่ว ออกมาในปัสสาวะตามปริมาณที่กำหนด
  • มีระดับโปรตีนในเลือดต่ำ
  • มีระดับไขมันคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง

อย่างไรก็ตาม โปรตีนรั่ว เป็นภาวะที่มีโปรตีนในกระแสเลือดรั่วออกมาในปัสสาวะมากเกินไป เป็นผลมาจากไตที่ทำงานผิดปกติ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ไตจะกรองโปรตีนในเลือดไม่ให้ผ่านไปเจือปนกับปัสสาวะ ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียโปรตีนชนิดนี้ไป และเกิดอาการป่วยในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุนี้ ภาวะโปรตีนในปัสสาวะจึงสามารถเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกได้ว่าคุณอาจกำลังเสี่ยงเป็นโรคไต เช่น ไตรั่ว ไตวาย หรือไตอักเสบ เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้โปรตีนรั่วมีอะไรบ้าง?

สาเหตุ ภาวะโปรตีนรั่วในไต หลักมาจากการเป็นโรคไตอักเสบ 2 ชนิด คือ โรคไตเนโฟรติกปฐมภูมิ (Primary Nephrotic Syndrome) และ โรคไตเนโฟรติกทุติยภูมิ (Secondary Nephrotic Syndrome) ที่มีสาเหตุมาจากการเป็นโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ตัวเอง เป็นต้น ทำให้มีโปรตีนอัลบูมินรั่วหลุดจากผนังหลอดเลือดของไตมากขึ้น และทำให้ร่างกายแสดงอาการขึ้นในเวลาต่อมา

พบบ่อยในช่วงอายุ 1-8 ปี แต่ทั้งนี้ เกิดได้ทุกช่วงอายุและมีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกันไป โดยหากลงไปดูที่ไตระดับหน่วยการกรองจะพบว่ามีการอักเสบและการทำลายของเส้นเลือดฝอยระดับหน่วยการกรองที่ไตที่เรียกว่า glomerulus

การเกิดการอักเสบและการทำลายเส้นเลือดฝอยระดับหน่วยการกรองของไต (glomerulus) ทำให้มีการรั่วของโปรตีนของร่างกาออกมาในปัสสาวะ ที่เรียกว่า Albumin การสูญเสียโปรตีน Albumin ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย ออกไปทำให้เกิดอาการภาวะดังกล่าวข้างต้น และสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างตามมาได้

•ในเด็ก ส่วนมากสาเหตุการเกิดยังไม่ชัดเจน แต่พบว่ามีความผิดปกติเพียงเล็กน้อยของ ส่วนระดับการกรองของไต เรียกว่า minimal change disease ที่เหลืออาจจะมีความผิดปกติเป็นผังผืดบางส่วน หรือมีการหนาตัวของผนังการกรองของไต จะมีเพียงส่วนน้อยที่เกิดจากโรคที่ทราบสาเหตุ เช่น SLE การติดเชื้อไวรัส หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยา

•ในผู้ใหญ่ 30% ของสาเหตุความผิดปกติเกิดจากโรคประจำตัวเดิมของผู้ป่วยคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูง ที่เหลือส่วนมากเป็นโรคที่ทราบสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ ภาวะแพ้ภูมิตัวเอง e.g. SLE ยาหรือโลหะหนักต่างๆ มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ทราบสาเหตุแบบที่พบในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โปรตีนรั่ว

นอกจากนี้ ภาวะเจ็บป่วย พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงปัจจัยภายนอกร่างกายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โปรตีนรั่วเช่นกัน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตทั้งสิ้น โดยโปรตีนรั่วในปัสสาวะเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้หลากหลายเช่น

  • ไตเสื่อม
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง
  • เป็นไข้
  • ได้รับพิษจากโลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท เป็นต้น
  • การบาดเจ็บจากการใช้ยาจำพวก NSAID
  • การออกกำลังกายหนักเกินไป
  • ภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะโปรตีนรั่ว

อาการที่เป็นสัญญาณเสี่ยงโปรตีนรั่ว

ต้องอธิบายก่อนว่า อัลบูมินเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย ทำหน้าที่ดึงน้ำต่าง ๆ ที่รั่วออกไปนั้นกลับเข้ามาในกระแสเลือด ช่วยหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อให้สุขภาพดี และควบคุมการขนส่งฮอร์โมน ยา วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังทุกส่วนของร่างกาย แต่เมื่อไตเกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้ไตไม่สามารถกรองโปรตีนอัลบูมินกลับจากกระแสเลือดที่ไหลเวียนผ่านไปได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงพบโปรตีนในปัสสาวะในปริมาณที่สูงนั่นเอง

เมื่อโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียโปรตีนอัลบูมินไปในปริมาณมาก จนเกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำ (Hypoalbuminemia)” ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการบวม (Edema) เป็นอาการสำคัญ เนื่องจากโปรตีนอัลบูมินที่ลดลงทำให้ แรงดันออนโคติก (Oncotic Pressure) หรือเเรงที่ดึงดูดน้ำไว้ภายในหลอดเลือดลดลงด้วย ส่งผลให้ของเหลวในเลือดนั้นเคลื่อนที่ออกจากหลอดเลือด และไหลเข้าสู่เนื้อเยื่อจนเกิดการบวมขึ้นมา

4 ระดับโปรตีนรั่วที่ควรรู้

โปรตีนรั่วมีทั้งหมด 4 ระดับด้วยกัน คือ

1.โปรตีนรั่วระดับปกติ ปริมาณโปรตีนที่รั่วจะน้อยกว่า 150 มก. / 24 ชม.

2.โปรตีนรั่วระดับปานกลาง ปริมาณโปรตีนที่รั่วจะอยู่ที่ 150-500 มก. / 24 ชม.

3.โปรตีนรั่วระดับรุนแรง ปริมาณโปรตีนที่รั่วจะมากกว่า 500 มก. / 24 ชม.

4.โปรตีนรั่วระดับรุนแรงมากถึงขั้นเป็นโรคไตเนโฟรติก ซึ่งปริมาณโปรตีนจะรั่วมากกว่า 3,500 มก. / 24 ชม.

เช็กสัญญาณบ่งบอกได้ว่ากำลังเป็นโรคโปรตีนรั่ว

1. ปัสสาวะเป็นฟอง

ปัสสาวะเป็นฟองคืออาการสำคัญที่บ่งบอกได้ว่าไตกำลังมีปัญหา ซึ่งสิ่งที่ทำให้ปัสสาวะเกิดฟองขึ้นนั้นก็คือโปรตีนที่รั่วออกมามากเกินไป

2. ปัสสาวะบ่อยขึ้น

โปรตีนอัลบูมินในเลือดมีความสำคัญในการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย แต่เมื่อโปรตีนอัลบูมินในเลือดลดลง จึงทำให้แรงดันออนโคติกในเลือดลดลงตามมา ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการบวม ดังนั้นร่างกายจึงพยายามปรับสมดุลเพื่อขับน้ำส่วนเกินออกมาจนกลายเป็นอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น

3. มีอาการบวมน้ำ

เมื่อร่างกายสูญเสียโปรตีนอัลบูมินในปริมาณที่มาก ทำให้ระดับโปรตีนในเลือดน้อยลง ส่งผลให้แรงดันออนโคติกในเลือดลดลง อีกทั้งยังทำให้น้ำในเลือดซึมออกไปตามเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ด้วย ทำให้มีอาการบวมน้ำตามมือ เท้า ใบหน้า ท้อง และข้อเท้าได้ ส่วนในตอนเช้าอาจมีอาการบวมที่รอบดวงตาประกอบด้วย นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีน้ำคั่งอยู่ภายในปอด

4. เป็นตะคริวตอนกลางคืน

อาการตะคริวเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่บ่งบอกได้ว่ากำลังมีภาวะโปรตีนรั่ว เพราะการทำงานของไตที่ผิดปกติ ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมความสมดุลของเกลือเเร่ที่มีผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อเปลี่ยนไป จึงมีโอกาสที่จะเป็นตะคริวตอนกลางคืนได้

นอกจากอาการสำคัญทั้ง 4 อาการนี้แล้ว ยังมีอาการอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงการมีภาวะโปรตีนรั่วปรากฏร่วมด้วย เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน และอาการอื่น ๆ เพราะฉะนั้น เมื่อคุณมีอาการตามที่กล่าวข้างต้นนี้ ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

วินิจฉัยและการรักษาโปรตีนรั่วในปัสสาวะ

เมื่อคุณสังเกตเห็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น และตัดสินใจเข้ารับการรักษาแล้วนั้น แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคให้แน่ใจว่าคุณมีภาวะโปรตีนรั่วจริงหรือไม่ โดยเริ่มต้นจากการเก็บตัวอย่างปัสสาวะของคุณเพื่อตรวจหาโปรตีนด้วยการใช้แท่งที่มีเเผ่นซึ่งมีความไวต่อโปรตีน (Urine Dipstick) จุ่มลงไป ซึ่งจะสามารถประเมินปริมาณโปรตีนในปัสสาวะคร่าว ๆ ได้จากการเปลี่ยนสีของเเผ่นดังกล่าว เเละอาจเก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาปริมาณโปรตีนในปัสสาวะต่อไป

หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียดด้วยการตรวจเลือด เพื่อหาอัตราการกรองของไต ตรวจปริมาณโปรตีนที่รั่วทางปัสสาวะอย่างละเอียด และมองหาอาการแสดงของโรคอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่อาจทำให้เกิดโรคไตเนโฟรติกทุติยภูมิ และหากจำเป็นแพทย์จะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อในไตเพื่อตรวจความผิดปกติของไต หาสาเหตุของภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และวางแผนวิธีรักษาต่อไป

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยภาวะโปรตีนรั่วในไตเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทำการรักษาให้คุณด้วยวิธีรักษาต่าง ๆ โดยพิจารณาถึงสาเหตุ ระดับความรุนแรงของอาการ และสภาพร่างกาย เพื่อให้การรักษาโปรตีนรั่วนั้นให้ประสิทธิภาพดีและตรงจุดที่สุด โดยมีวิธีการรักษาทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่

1. รักษาตามอาการทั่วไป

ให้ยาลดความดันภายในไต เพื่อลดความเสียหายของไต และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดหรือมีโซเดียมสูง โดยแพทย์อาจพิจารณาการให้ยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยบางราย และทานโปรตีนวันละ 1 กรัม / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

2. รักษาแบบจำเพาะอาการ

ในขณะเดียวกัน หากตรวจพบว่าสาเหตุของโปรตีนรั่วจำเพาะกับโรคใด แพทย์จะวางแผนรักษาตามโรคที่วินิจฉัย ตัวอย่างเช่น

  • Lupus nephropathy: ให้ยากดภูมิ เช่น Prednisolone พร้อมกับยา Mycophenolate mofetil (MMF) ในการรักษา โดยขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค
  • เบาหวาน: ให้ยาลดความดัน ยาจำเพาะสำหรับโรคเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร และการควบคุมระดับน้ำตาล

ภาวะโปรตีนรั่วหายเองได้หรือไม่

ขึ้นอยู่กับสาเหตุของภาวะโปรตีนรั่ว หากมีอาการไม่รุนแรงมีโอกาสหายได้ แต่ถ้าหากมีอาการรุนแรง ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจังเพื่อลดอาการป่วยให้บรรเทาลง แต่ทั้งนี้ คุณต้องดูแลสุขภาพอย่างจริงจังด้วย

  • ผู้ป่วยในเด็ก

ส่วนมากเป็นกลุ่มไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่ต้องกังวลค่ะว่าไม่ทราบสาเหตุจะรักษาได้ยังไง กลุ่มนี้ 80% ตอบสนองดีต่อการรักษา จะมีเพียง 20% ของกลุ่มนี้เท่านั้นทีการตอบสนองต่อการรักษาอาจจะช้าหรือตอบสนองไม่ดี

Steroid ถือเป็นยาที่เป็นมาตรฐานในการรักษา และพิจารณาเป็นอันดับแรกในการใช้ ซึ่งมีระยะเวลาการรักษาเป็นเวลาหลายเดือน โดยจะปรับตามการตอบสนองการรักษาและมาตรฐานการรักษาที่กำหนด โดยต้องเฝ้าระวังไม่ให้มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ยากดภูมิคุ้มกัน ยากลุ่มนี้จะใช้เมื่อผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการใช้ steroid ตามระยะเวลาที่กำหนด หรือตอบสนองเพียงเล็กน้อย หรือกลับเป็นซ้ำบ่อยครั้งจนไม่สามารถลด steroid ได้ หรือมีผลข้างเคียงจากยาsteroid ค่อนข้างมาก ซึ่งยากลุ่มนี้มีหลายชนิดและราคาค่อนข้างสูง ซึ่งต้องมีการเจาะตรวจชิ้นเนื้อไตร่วมด้วย ก่อนการใช้ยา ตามแต่ชนิดของยาที่พิจารณา

ยาขับปัสสาวะ มีการใช้ได้ทั้งยาฉีด หรือยากิน ทั้งนี้แล้วแต่ความรุนแรงของโรค แต่มักพิจารณาในผู้ป่วยที่บวมค่อนข้างมาก

Albumin การให้ albumin ทางเส้นเลือดร่วมกับการให้ยาขับปัสสาวะ ทั้งนี้จะให้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง บวมมาก มีภาวะน้ำเกินในร่างกายมาก และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอันตราย เพื่อให้ผู้ป่วยมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและใช้ยากินต่อไปได้

  • ผู้ป่วยผู้ใหญ่

ส่วนมากทราบสาเหตุการเกิด จะให้รักษาตามสาเหตุ และควบคุมรักษาโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น ยาอื่นที่พิจารณาก็อาจเป็น ยาลดโปรตีนในปัสสาวะ ยาลดระดับไขมันในเลือด ยาป้องกันการแข็งตัวหรือลิ่มเลือดอุดกั้นผิดปกติ หรือ steroid ก็มีการใช้ตามข้อบ่งชี้

เมื่อคุณได้รับการรักษาที่เหมาะสมแล้ว สิ่งสำคัญที่คุณต้องใส่ใจ คือ การทานยาอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่เพิ่มยาหรือหยุดยาเอง ประกอบกับการดูแลอาหารการกินอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น และให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะได้มากขึ้น

วิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะโปรตีนรั่ว

การป้องกันตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะโปรตีนรั่วสามารถทำได้หลากหลายวิธีด้วยกัน ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยมีวิธีป้องกันจากภาวะนี้ คือ

  • งดทานอาหารรสเค็มจัด อาหารที่ปรุงด้วยเกลือ และมีโซเดียมสูง
  • ทานอาหารที่มีกากใยอาหารมากขึ้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมง
  • ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เช่น วัดความดัน ตรวจระดับน้ำตาล
  • งดสูบบุหรี่หรือยาสูบ เพราะจะเป็นช่ยส่งเสริมให้โปรตีนรั่วได้ง่ายขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่แพทย์ไม่ได้สั่ง โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เว้นแต่แพทย์จะแนะนำ NSAID ที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และนาพรอกเซน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพบว่ามีอาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาตามอาการสำหรับคนที่ไม่ได้มีโรคแทรกซ้อนหรือมีอาการหนักมาก และรักษาแบบจำเพาะอาการสำหรับคนที่เป็นโรคไตจากสาเหตุจำเพาะต่าง ๆ และโรคเบาหวาน ประกอบกับการป้องกันตัวเองอย่างดีจะช่วยให้คุณมีอาการที่ดีขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ถ้าหากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะไปรักษาภาวะโปรตีนรั่วที่ไหนดีนั้น ขอแนะนำให้ไปตรวจกับทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์สูงให้การรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมที่สุด พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาและการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

อ้างอิง: โรงพยาบาลพระรามเก้า ,โรงพยาบาลสมิติเวช

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...