โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พาณิชย์” เปิดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค.แตะ 48.9 ขยับขึ้นเล็กน้อย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 05.22 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 มิ.ย.68) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 5,473 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ 48.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 48.8 ในเดือนเมษายน แต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ “ความเชื่อมั่น” สะท้อนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงยืดเยื้อ

โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจาก 1. การปรับแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ ประจำปี 2568 ให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจการค้าโลก โดยมีการลงทุนในโครงการใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาว แทนโครงการแจกเงินผ่านดิจิทัลวอลเลต รอบ 3 ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและสนับสนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย

และ 2. ความกังวลของภาคธุรกิจต่อมาตรการทางการค้าสหรัฐอเมริกาผ่อนคลายลง จากการชะลอการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้การนำเข้าสินค้า (Reciprocal Tariff) ออกไปอีก 90 วัน จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2568 รวมทั้งการส่งออกของไทยยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากการเร่งส่งมอบสินค้าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อการค้าไทย

อย่างไรก็ตาม ความกังวลของประชาชนต่อระดับหนี้ครัวเรือน และภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดของไทยและประเทศคู่แข่งขันที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่ออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร รวมทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด 49.84% รองลงมา มาตรการของภาครัฐ 14.11% เศรษฐกิจโลก 9.76% ราคาสินค้าเกษตร 8.31% ขณะที่ สังคมและความมั่นคง 6.91% การเมือง 4.49% ภัยพิบัติและโรคระบาด 3.49% ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง2.72 % และอื่น ๆ 0.37% ตามลำดับ

ขณะที่การจำแนกดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคตามภูมิภาค พบว่า มีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในระดับ “ช่วงเชื่อมั่น” โดยอยู่ที่ 53.0 ส่วนภูมิภาคอื่นยังอยู่ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่น ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล 49.3, ภาคใต้ 47.7, ภาคกลาง 47.4 และภาคเหนือ 45.7 ซึ่งปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่า จาก 7 กลุ่มอาชีพ มีเพียง “พนักงานของรัฐ” ที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น อยู่ที่ระดับ 53.0 ขณะที่อีก 6 กลุ่มอาชีพยังอยู่ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่น ได้แก่ ผู้ประกอบการ และนักศึกษา อยู่ที่ระดับ 49.2, เกษตรกร 49.9, พนักงานเอกชน 47.8, อาชีพรับจ้างอิสระ 46.6 และกลุ่มไม่ได้ทำงาน/บำนาญ 46.3 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ติดตามพฤติกรรมการบริโภค พบว่าดัชนีอยู่ในระดับต่ำที่สุด โดยอยู่ที่ 35.7

นายพูนพงษ์ กล่าวอีกว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผลจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศยังคงส่งผลกระทบสำคัญต่อระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงปัจจัยกดดันภายในประเทศ อาทิ กำลังซื้อที่ลดลง ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวตามฤดูกาล และผลของสภาพภูมิอากาศในช่วงฤดูฝน

อย่างไรก็ดี หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินมาตรการเพื่อลดความกังวลและการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน อาทิ การปรับแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งจะสามารถช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถพัฒนาเป็นรากฐานในการพัฒนาระยะยาวต่อไป รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว อาทิ การอำนวยความสะดวกในการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการประกาศแผนโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งสำหรับการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ นอกจากนี้ ภาครัฐยังคงติดตามสถานการณ์การใช้มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจา อย่างรอบด้านเพื่อให้การเจรจาบรรลุผลสำเร็จโดยเร็วและเป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะยังคงเดินหน้าดำเนินมาตรการเพื่อลดความกังวลของประชาชนอย่างเร่งด่วน อาทิ โครงการเปิดเทอมเติมพลัง เพื่อช่วยในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน การติดตามสถานการณ์ผลผลิตทางการเกษตรอย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการเชิงรุกในการกระจายผลผลิตผ่านการจับคู่ธุรกิจใหม่และการหาตลาดเพิ่มเติมทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าตกต่ำของเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

รวมทั้งศึกษาสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภาษีสหรัฐฯ เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการและขยายโอกาสทางการค้าจากสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเขตการค้าสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FTA ไทย - สหภาพยุโรป เพื่อขยายตลาดและลดความกดดันจากสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบัน พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือในตลาดที่มีศักยภาพอื่นๆ อาทิ FTA ไทย - กลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...