โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เปิดยุทธศาสตร์ Siriraj H Solutions กางแผนดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 04.03 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 20.30 น.

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ Siriraj H Solutions เปิดให้บริการครบ 2 ปี ก้าวเข้าสู่ปี 3 ด้วยเป้าหมายหลักเพื่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยจากโรงพยาบาลศิริราช ที่มีผู้มาใช้บริการมากกว่า 2 หมื่นคนต่อวัน เป็นศูนย์สุขภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้ป่วยได้หลากหลายมิติ

ปัจจุบันมีคลินิกเปิดให้บริการทั้งหมด 19 คลินิก อาทิ คลินิกทางอายุรศาสตร์, ศัลยศาสตร์, ออร์โธปิดิกส์, ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา, ผิวหนัง, นรีเวช และจิตเวช เป็นต้น นับเป็น “Wellness Center” และ “ศูนย์ Check-up Center” สำหรับประชาชนทั่วไป เน้นการให้บริการแบบ One Day One Stop Service ผู้ใช้บริการสามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว

“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Siriraj H Solutions ช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยนอก (OPD) จากโรงพยาบาลศิริราช รวมแล้วมีผู้รับบริการกว่า 4.8 หมื่นคน ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ย 500 คนต่อวัน วันธรรมดา 200-300 คนต่อวัน โดยมีศักยภาพรองรับได้สูงสุด 800-1,000 คนต่อวัน

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานอายุ 30-50 ปี เนื่องจากที่ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักงานและห้างสรรพสินค้า คลินิกที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ คลินิกอายุรศาสตร์, ผิวหนัง (การใช้เลเซอร์), ศูนย์ Check-up, และนรีเวช ตามลำดับ รวมถึงการบริการสำหรับองค์กรนอกสถานที่ลูกค้าองค์กร ทั้งแบบ onsite check-up และ onsite vaccination”

ปัจจุบันมีผู้ป่วยคนไทยมาใช้บริการคิดเป็นสัดส่วน 90% แบ่งเป็นกลุ่มที่การชำระเงินเองประมาณ 50% ถัดมาเป็นกลุ่มประกันสุขภาพ 20-30% และสิทธิข้าราชการ 10-20% ส่วนชาวต่างชาติที่มีสัดส่วน 10% กลุ่มใหญ่มาจากกัมพูชา 3-4% ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบาย Medical Hub และ Medical Tourism ของรัฐบาล ที่ต้องการเน้นการดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการสุขภาพในประเทศไทย โดยไม่ต้องพึ่งโรงพยาบาลเอกชนเพียงอย่างเดียว ซึ่งราคาให้บริการของ Siriraj H Solutions สำหรับชาวต่างชาติจะสูงกว่าคนไทยประมาณ 25% แต่ก็ถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป

“ผ่านมา 2 ปี เรามีบุคลากรและแพทย์หมุนเวียนมาให้บริการประมาณ 200 คนต่อวัน แพทย์ทั้งหมดเป็นอาจารย์แพทย์จากศิริราช ภายใต้นโยบายราคา“one price policy” เทียบเท่ากับโรงพยาบาลศิริราช ทำให้ค่าบริการและค่ายาไม่แตกต่างกันมากนัก ขณะที่ผลประกอบการของเราตอนนี้ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน และไม่สามารถสร้างกำไรเพื่อนำไปจุนเจือศิริราชส่วนกลางได้ แต่ก็ไม่ขาดทุน ไม่ถึงขั้นขอเพิ่มเงินจากศิริราช และกำลังอยู่ในขั้นการสร้างกระแสให้คนรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น”

โดยอัตราการเติบโตของลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 100% จากปีแรกที่มีลูกค้า 100-200 คนต่อวัน เพิ่มในปีที่ 2 เป็น 200-300 คนต่อวัน ขณะที่ค่าบริการตรวจสุขภาพจะเริ่มต้นที่ 1,500-2,000 บาท หากทำหัตถการหรือบริการเฉพาะทาง เช่น ตัดพื้นรองเท้า อาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า แผนการพัฒนา Siriraj H Solutions ในปีที่ 3 จะทบทวนบริการบางส่วนและบางคลินิกอาจมีการลดขนาด (downsize) เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับบริการที่ประชาชนต้องการมากขึ้น โดยจะพิจารณาจากผลสำรวจความต้องการ เช่น การเพิ่มคลินิกเฉพาะทางที่ตอบโจทย์โรคที่พบบ่อยขึ้น เช่น โรคปอดจาก PM 2.5 หรือการเพิ่มยูนิตทำฟันและการทำกายภาพบำบัด ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผู้ใช้บริการชาวต่างชาติได้ ยกตัวอย่าง การตรวจสุขภาพทั่วไปและทันตกรรมที่ในประเทศไทยมีราคาถูกกว่าหลายประเทศ 10-20 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ Sleep Center เครื่องตรวจการนอนหลับแบบ Home Sleep Lab ที่ผู้ป่วยสามารถนำไปตรวจที่บ้านได้ ช่วยลดระยะเวลารอคิวที่โรงพยาบาลใหญ่ที่ต้องรอนานหลายเดือนได้ รวมถึงเครื่อง CT Scan เครื่องแมมโมแกรมตรวจเต้านม เครื่องตรวจมวลกระดูก ตลอดจนการเปิดคลินิกสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนและการดูแลสุขภาพ

“เรามีแผนจะเปิดคลินิกเพิ่มอีก 2-3 แผนก โดยพิจารณาจากความต้องการของผู้ใช้บริการ เช่น จักษุแพทย์ การตรวจตา ทำแว่น เพิ่มแพทย์หู คอ จมูก โดยยังคงเน้นคุณภาพ ด้วยแพทย์ที่ผ่านการคัดกรองจากภาควิชาที่เกี่ยวข้องของศิริราช เพื่อให้มั่นใจว่าบริการเทียบเท่ากับที่โรงพยาบาลศิริราช”

นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาและขยายเครือข่ายของโรงพยาบาลศิริราชในอนาคต ด้วยการสร้างโรงพยาบาลศิริราชระดับนานาชาติ (บางโพ) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน“Medical Hub” ของไทย ที่ดูแลชาวต่างชาติได้ โดยรายได้และกำไรจากการให้บริการชาวต่างชาติจะนำกลับมาช่วยเหลือคนไทยให้เข้าถึงการรักษาที่ซับซ้อนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ยาแพง, ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ และดึงแพทย์ไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศ เช่น อเมริกา กลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงวันหยุดยาว 3 เดือน มาช่วยสอนและเพิ่มสามารถให้กับบุคลากรไทย

รวมถึงวางแผนสร้างแพทย์รุ่นใหม่เพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาแพทย์ที่มาจากโรงเรียนนานาชาติ ด้วยการเปิดโรงเรียนแพทย์นานาชาติในปี 2570 เพื่อรองรับนักเรียนไทยในโรงเรียนนานาชาติ ที่มักจะไปเรียนต่อแพทย์ในต่างประเทศ ให้มาเรียนที่ศิริราช ซึ่งจะเปิดรับนักเรียนกลุ่มนี้ปีละ 40 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ตลาดสุขภาพของไทยยังมีทิศทางที่ดี สามารถเติบโตได้อีกมาก เพราะปัจจุบันมีโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์เอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจาก Medical Inflation ที่สูงขึ้น คนเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นตามสิ่งแวดล้อม ทำให้ตลาดสุขภาพยังคงเติบโตได้อีก และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

คนทำงานยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะวางแผนมีครอบครัวขนาดเล็ก หรือไม่มีบุตร และให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อรักษาสุขภาพ มีความตื่นตัวด้านสุขภาพและเลือกซื้อแพ็คเกจตรวจสุขภาพมากขึ้น

ส่วนโอกาสจากตลาดต่างชาติ ในภูมิภาคเดียวกัน(ไม่รวมสิงคโปร์) ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติต้องการมาปรึกษาและรักษาโรคมากที่สุด เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลถูกและมีบริการที่ดีเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ยุโรป หรือออสเตรเลีย อาจถูกกว่าถึง 3-5 เท่าสำหรับบางหัตถการ

“ดังนั้น เราจึงอยากเป็นศูนย์การแพทย์ที่ครบวงจร ที่เรียกว่าเป็นสมดุลของชีวิต ที่ไม่ใช่แค่ตรวจโรคเจอคุณหมอ แต่อยากขยายขอบเขตของศิริราช และทำให้เป็น standard ของ Medical Hub ที่จะพัฒนาบทบาทของตนเองในฐานะสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำ โดยไม่เพียงแต่ให้บริการรักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึงการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ การวางมาตรฐานการรักษาที่เหมาะสม และการขยายบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...