‘ทักษิณ’ ขึ้นเวทีฟาด ‘มท.’ เดิมไม่ให้ความร่วมมือ ลั่นอิจฉาริษยาเป็นปัญหาใหญ่!!
The Bangkok Insight
อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 10.38 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 10.38 น. • The Bangkok Insight"ทักษิณ" ขึ้นเวทีโชว์วิสัยทัศน์ ฟาดที่ผ่านมา "กระทรวงมหาดไทย" เดิมไม่ให้ความร่วมมือ รอ "อุ๊งอิ๊ง" กลับมาสานงานต่อ ลั่นอิจฉาริษยาเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย!!
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ในงาน "SPLASH – Soft Power Forum 2025" ซึ่งจัดโดยรัฐบาลไทย ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) ในหัวข้อ "Crafting the Future: From OTOP to ThaiWORKS and Beyond" โดยมี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติเป็นพิธีกร
นายทักษิณ กล่าวบนเวทีว่าจุดเริ่มต้นของโอทอปเกิดขึ้นในปี 2545 ซึ่งเริ่มมาจากเมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นคนที่มาเล่า มาจากเจโทร ผมเติบโตที่ชินวัตรไหมไทย เห็นงานแฮนดิคราฟต์มาตลอด ไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ไปไม่ได้ไกลอย่างที่คิด ดังนั้นถ้าเรามีการออกแบบใหม่ ๆ การดีไซน์ใหม่ ๆ และการตลาดดี ๆ มันน่าจะไปได้ไกลกว่านั้น ประเทศไทยมีภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือมีงานฝีมือของชาวบ้านอยู่ทุกที่ ทุกภาคซึ่งปรับได้ แต่ต้องยอมรับว่าชาวบ้านยังคิดแบบชาวบ้าน มีฝีมือจริง แต่วัสดุไม่สามารถลงทุนได้ ไม่สามารถหาตลาดได้ ไม่สามารถออกแบบใหม่ ๆ ได้ เราก็ต้องไปช่วย
ผมยังติดใจอยู่ว่าโลกข้างหน้าเราจะสู้กับเขาอย่างไรเราต้องยอมรับว่าการศึกษาของเรามีปัญหา ระบบบริหารของเรามีปัญหา เพราะว่าเรามีแนวคิดแบบไซโลหรือแท่งใครแท่งมัน ต่างคนต่างทำ เราตามเขาไม่ทันแน่นอน เลยยังติดใจว่าครีเอทีฟอีโคโนมีหรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเรา น่าจะเป็นจุดแข็งที่หากินได้ยาว โลกยิ่งเปลี่ยนไป มีความรู้สึกว่าอยากให้มีสิ่งที่ทำด้วยมือมนุษย์เพราะเดี๋ยวนี้เป็นเครื่องจักรไปแล้ว ผมอยากรักษาตรงนี้ไว้ ดังนั้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังเป็นจุดแข็งของประเทศไทยนอกเหนือจากการตามให้ทันเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยี
อนที่ผมอยู่เมืองนอก Peter Arnell ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์มาพบกับตน เป็นคนสร้างแบรนด์และทำงานกับ Samsung มาตลอด เลยชวนมาทำ ThaiWORKS ต่อยอดจากโอทอป ปีเตอร์บอกว่าผ้าพันคอแอร์เมสขายผืนละ 50,000 ผ้าพันคอไทยขายได้ 2,000 ทำไมเราไม่เอาลายของแอร์เมส ซึ่งมีทั้งอานม้า รถม้า ลูกม้าซึ่งเป็นลายของเขาซึ่งขายดี ซึ่งเรามีลายบ้านเชียง ซึ่งก็น่าสนใจ ผมมองสินค้าไทยในภาพรวมมีโอทอปเป็นสินค้าฐาน และสินค้าของเอสเอ็มอีเป็นสินค้าประกอบ ผมรู้ว่าโลกยุคนั้นต้องสร้างแบรนด์ แต่ว่าแต่ละบริษัทเล็ก ๆ หมด หากจะสร้างแบรนด์ต้องใช้เงินเยอะเพื่อนำไปสู่สากล ดังนั้นให้มาเกาะปีกแบรนด์ไทยแลนด์จึงจะสร้างแบรนด์ไทยแลนด์บายยี่ห้อใคร เมื่อแบรนด์แข็งแรงแล้วก็สร้างแบรนด์ตัวเอง จึงอยากจะไปทำร้านในเมืองใหญ่ ๆ ในศูนย์ช้อปปิ้งทั้งหลายเพื่อเป็นโชว์รูมของประเทศไทย
ปรากฏว่าช่วงที่คิดเป็นช่วงปลายปี 2548 เป็นช่วงที่การเมืองเริ่มยุ่งแล้ว บ้านเราเสียเวลาเรื่องการเมืองที่ไร้สาระมากกว่าเรื่องที่มีสาระ เลยทำให้เรื่องมีสาระถูกละเลยเป็นประจำ เป็นช่วง ๆ เมื่อเจอปีเตอร์เลยอยากสานต่อเพื่อให้แนวคิดเป็นสากล ซึ่งผมเคยคิดว่าถนนราชดำเนินเป็นที่ทรัพย์สินกำลังจะหมดสัญญา ผมบอกว่าหากเอาแบรนด์ไปใส่หนึ่งห้อง โอทอปหนึ่งห้องสลับกันไปมา ทำให้โอทอปได้เห็นพัฒนาการและปรับตัวเอง ใช้วัสดุดีๆ เพื่อให้ราคาเพิ่มขึ้นให้ปรับตัวไปเรื่อย ๆ
ตอนนั้นเป็นช่วงที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พอดีมีปฏิวัติเสียก่อนเลยต้องพักไป ตอนนี้กลับมาใหม่ จะเอาของเก่าที่ดีไซน์ไว้มารีเฟรชใหม่ และดูว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อ จำไว้ว่าผมเป็นรัฐบาลหรือไม่เป็นรัฐบาล ไม่มีเลิกทำ เพราะที่ทำทั้งหมดออกเงินเองเพราะต้องการให้เป็นโซเชียลเอนเตอร์ไพรซ์ของคนไทย ไม่ใช่ของการเมือง เพื่อให้การพัฒนาประเทศในด้านครีเอทีฟอีโคโนมีต่อเนื่องยาวนาน
นายทักษิณ กล่าวอีกว่า การผลิตนอกจากลิขสิทธิ์ที่เราได้ให้เอสเอ็มอีไปขยายผลแล้ว ผมยังอยากให้ทุกหมู่บ้านเป็นหนึ่งโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อผลิตสินค้าที่ดี ดีไซน์จากส่วนกลางและเป็นทักษะของท้องถิ่นผสมผสานกับแนวคิดครีเอทีฟของคนท้องถิ่นและปรับไปมา เหมือนเราฟังแนวคิดและดีไซน์ของเขามาปรับให้เป็นสากลแล้วไปออกแบบในการสร้างต่อไป
ขณะนี้ต้องรีบทำให้สินค้าหรือดีไซน์แบบของไทยทำเงินได้ เด็กรุ่นใหม่แน่นอนว่าโดยเฉพาะเจน Z จะห่วงเรื่องสถานะการเงินของเขามาก ถ้าเขาไม่มีช่องทางหารายได้ เขาก็ทิ้ง แต่ถ้าหากพ่อแม่สอนมา เขาทำเป็นแต่เขาไม่อยากทำเพราะการเงินไม่ได้ แต่ถ้าเขาทำเงินกับมันได้เขาก็ทำ ไม่มีใครทิ้งสิ่งที่ทำเงินได้ แต่ขึ้นกับเศรษฐกิจ เราจะต้องทำเศรษฐกิจฟื้นตัวให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวทำอะไรก็ขายได้
"วันนี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจยากกว่าสมัยก่อนเพราะหมักหมมมานาน แต่ก็ต้องแก้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวและงานไทยเวิร์คหรือโอทอปของเราขับเคลื่อนได้ วันนั้นคนรุ่นใหม่จะหันกลับเป็นช่องทางทำมาหากินอีกช่องทางหนึ่งวันนี้มันอยู่ที่การเอาจริงเอาจัง หากรัฐเอาจริงเอาจัง ข้าราชการก็ร่วมมือ เมื่อข้าราชการร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ให้ความร่วมมือ วันนี้กระทรวงมหาดไทยต้องร่วมมือเต็มที่ เป็นกระทรวงสำคัญที่จะนำนโยบายไปสู่ประชาชน นั่นคือผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาอยู่ติดชาวบ้านที่สุด ถ้าเขาร่วมมือปุ๊บทุกอย่างจะขับเคลื่อนได้ คนที่ช่วยขับเคลื่อนคือกระทรวงมหาดไทยต้องมูฟ" นายทักษิณ กล่าว
วันที่ 10 กรกฎาคม ผมจะเอาแนวคิดที่จะทำไทยเวิร์คมาคุยกับปีเตอร์ โดยจะดูว่าอะไรที่จะนำไปลงหมู่บ้านชุมชน ก็จะฝากให้ "รมว.มหาดไทย" และ "รมว.อุตสาหกรรม" ไปช่วยกัน วันนี้เอสเอ็มอีเรามีปัญหาเพราะโดนเอาของจีนราคาถูกมาขาย ซึ่งผมจะเชิญเอสเอ็มอีมาฟังเรื่องราวทั้งหมด ดังนั้นการขับเคลื่อนของไทยเวิร์คจะลงไปในสองระดับ ส่วนระดับสู่ตลาดโลกนั้นเราจะใช้ทีมของปีเตอร์ซึ่งมีความกว้างขวางในวงการตลาดโลกพอสมควร รู้จักแบรนด์ต่าง ๆ ว่าเราจะผลิตป้อนแบรนด์หรือจะดีไซน์ร่วมอย่างไร หรือจะทำแบรนด์ของเราต่างหาก เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำต่อไป รอให้ท่านนายกฯ ได้กลับไปทำงานก่อน ผมเป็นคนใจร้อนตอนนี้ 76 ปีแล้ว ไม่รู้จะอยู่ได้นานแค่ไหน รีบ ๆ ทำเถอะ
สำหรับความเห็นเรื่อง อุตสาหกรรม ภาพยนตร์ไทยนั้น นายทักษิณ กล่าวว่า ผมทำมาทุกอย่างผ่านมาเยอะ สมัยก่อนหนังไทยสร้างหยาบ ๆ แต่เรื่องไหนได้ตุ๊กตาทอง ไม่ได้เงิน เพราะสร้างดีไป หนังหยาบ ๆ ได้ตังค์ สมัยก่อนผมเดินสายหนังภาคเหนือซื้อลิขสิทธิ์หนังมาเดิน ล้มลุกคลุกคลาน เพราะเมื่อก่อนวงการหนังกู้แบงค์ไม่ได้ ต้องแลกเช็ค เพราะแบงค์ไม่เชื่อถือ เนื่องจากเป็นธุรกิจ 50/50 เจ๊งได้รวยได้ ถือเป็นปัญหาวงการหนังไทย และต้องยอมรับว่าวงการหนังบ้านเรา มีระบบมากขึ้น เมื่อมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาแล้ว มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ทำให้หนังไทยประสบความสำเร็จมากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนเป็นมวยวัด แต่วันนี้การสร้างมีระบบขึ้น ทั้งนี้หากสามารถมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ภาพยนตร์ไทยจะสำเร็จมากขึ้น
ตอนนี้คนใน Hollywood เริ่มซื้อสคริปต์หนังไทยไปแปลแล้ว เพราะคนไทยเขียนนิยายเก่งโดยเฉพาะการเมือง นิยายน้ำเน่าเยอะ ดังนั้นหากเราทำหนังดี ๆ มีคุณภาพและเปิดตลาดให้กว้างขึ้นแล้วรัฐช่วยสนับสนุน โดยคุยกับสถาบันการเงิน ว่าต้องไฟแนนซ์กัน จะทำให้หนังไทยโตได้ ตลาดจะกว้างขึ้น ส่วนเรื่องการคืนภาษี ทำให้ต่างประเทศได้ก็ทำให้ คนไทยได้เช่นกัน สำหรับผู้สร้างภาพยนตร์ วันนี้ต้องทำสมองให้พัฒนาในการทำงาน อย่าไปพัฒนาการทำร้ายซึ่งกันและกันประเทศมันอยู่ไม่ได้
นพ.สุรพงษ์ ยังถามด้วยว่า มองอนาคตซอฟต์พาวเวอร์ของไทย มีอนาคตแค่ไหน ต้องขับเคลื่อนอย่างไร และจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ก่อนอื่นเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนั่นคือความไม่สามัคคีมีความอิจฉา ริษยา ถ้าเราอยู่ด้วยความอยู่ด้วยความสามัคคีไม่อิจฉาริษยาเกื้อกูลกัน ซอฟต์พาวเวอร์จะมีพลังมหาศาล ถ้าคนไทยมีสิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วจะสามารถสร้างพลังซอฟต์พาวเวอร์ได้หลากหลายสาขาหลากหลายช่องทางนั่นคือช่องทางทำมาหากินทั้งนั้น แม้โลกจะมีเทคโนโลยีใหม่ ทันสมัยแค่ไหนก็หนีคำว่าซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้ ความคิดสร้างสรรค์ยังใช้ได้ในโลกใบนี้ ทุกอย่างต้องไม่ทิ้งแกนเดิม เรามีของดีอยู่แล้ว เรามีคนไทยถึงมีสายเลือดใน ต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แต่สำคัญคือพอสร้างขึ้นพอคนนั้นเริ่มโตคนนี้มาอิจฉากันตรงนี้ต้องทิ้งไปบ้างเข้าวัดหน่อย
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘เอม-อุ๊งอิ๊ง’ ตบเท้าให้กำลังใจ ‘ทักษิณ’ โชว์วิสัยทัศน์งาน SPLASH-Soft Power Forum 2025
- ‘ทนายวิญญัติ’ หอบประวัติการรักษา ‘ทักษิณ ชินวัตร’ สู้คดีชั้น 14
- ‘ทักษิณ’ ขึ้นศาล! สืบพยานโจทก์นัดสุดท้าย ‘ทนาย’ ไม่หนักใจ ชี้เป็นเหยื่อทางการเมือง
ติดตามเราได้ที่