โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจเคาะงบล็อตแรก 1.1 แสนล้านบาท คาดดัน GDP ได้ 0.4%

THE STANDARD

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 11.03 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 11.03 น. • thestandard.co
บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจเคาะงบล็อตแรก 1.1 แสนล้านบาท คาดดัน GDP ได้ 0.4%

บอร์ดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจล็อตแรก รวมวงเงินประมาณ 1.1 แสนล้านบาท (จาก 1.57 แสนล้านบาท) คาดกระตุ้น GDP ได้ 0.4% จ้างงานเพิ่ม 6-7 ล้านคน งบส่วนใหญ่ไปลงทุนด้านน้ำ-คมนาคม 70% ท่องเที่ยว 10% ด้าน SCB EIC ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการอาจมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่จากการเร่งเสนอ คัดเลือก และดำเนินการ

วันนี้ (18 มิถุนายน) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยหลัง การประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 มีแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจล็อตแรก รวมวงเงินประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ที่จะใช้จากงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท และจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้าพิจารณาอนุมัติต่อไป

พิชัย เปิดเผยอีกว่า หลังจากหน่วยงานต่างๆ ได้ส่งยอดคำขอมาสูงถึง 3 แสนกว่าล้านบาท อย่างไรก็ตาม ประธานอนุกรรมการฯ ได้วางหลักเกณฑ์ไว้แล้วอยู่ 8 ข้อ โดยโครงการที่รัฐบาลได้รับมาอย่างรวดเร็วนี้ เพราะไม่ใช่เป็นโครงการที่เพิ่งคิดขึ้น แต่เป็นโครงการที่คิดมานานแล้ว กล่าวคือ แต่ละหน่วยงานก็อยากจะทำโครงการพวกนี้ แต่ยังไม่ได้เวลาหรือจังหวะที่ควรจะทำ เราจึงได้โครงการเหล่านี้มาอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น หลังจากการผ่านการกลั่นกรองโดยคณะอนุกรรมการฯ จึงเหลือโครงการที่เข้าตามหลักเกณฑ์อยู่เพียง 1.1 แสนล้านบาท เนื่องจากบอร์ดฯ ต้องการใช้เงินงบประมาณให้เกิด ‘ความคุ้มค่า’ อย่างแท้จริง

โดยงบประมาณส่วนใหญ่ไปลงกับโครงการด้านการบริหารจัดการน้ำและคมนาคม 70% และท่องเที่ยว 10% ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้กับเรื่องอื่นๆ เช่น การศึกษา และมาตรการทางการเงินเพื่อเยียวยาวิกฤตทรัมป์

พิชัยกล่าวอีกว่า หน้าตาโครงการที่ออกมา มีลักษณะเกิดการกระจายการลงทุนไปทั่วประเทศ และครอบคลุมไปเกือบทุกจังหวัดและอำเภอ นอกจากนี้ ยังพบว่า จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ ก็จะได้แบ่งเงินไปในอัตราที่สูงกว่าจังหวัดที่มีรายได้สูงอย่าง กรุงเทพฯ และระยอง ซึ่งได้สัดส่วนงบไปน้อยมาก

พิชัยกล่าวอีกว่า ส่วนเงินงบประมาณที่เหลืออีก 4 หมื่นกว่าล้าน (จากงบ 1.57 แสนล้านบาท) จะมีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง จากคำขอที่เหลืออีก 6 หมื่นล้านบาท โดยส่วนที่เหลือนี้เป็นโครงการที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนที่เสนอขึ้นมา เป็นโครงการที่ตรวจเบื้องต้นแล้ว ไม่ได้ผ่านรัฐมนตรีต้นสังกัด โดยบางโครงการก็อาจไปซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นที่เคยทำอยู่แล้ว จึงจะมีการขอเอาขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่งว่ามีอะไรบ้างที่ตกหล่น และสมควรให้มีการลงทุน

อย่างไรก็ตาม หากมีการพิจารณาอีกรอบแล้ว แล้วมีการอนุมัติไม่หมด และหากว่า งบประมาณเหลือจริงๆ ก็ไม่เป็นไร เนื่องจาก ในกรณีที่ไม่ได้ใช้ ก็แปลว่า จะทำให้รัฐบาลจะกู้หนี้ได้น้อยลง

พิชัยกล่าวว่า งบประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ส่วนนี้คาดว่า จะกระตุ้น GDP ได้ 0.4% และเพิ่มการจ้างงาน 6-7 ล้านคน แต่หากมีการใช้งบประมาณทั้งก้อนที่ 1.57 แสนล้านบาท ก็คาดว่าจะช่วยดัน GDP ให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.5-0.6% พร้อมทั้งมั่นใจว่า โครงการนี้จะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้

พิชัยกล่าวอีกว่า แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำไว้ว่า โครงการนี้ต้องให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งขัด โดยอยากให้เจ้ากระทรวงต้นสังกัด ซึ่งมีหน่วยงานที่ขอรับงบประมาณอยู่ ต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด โดยหากว่า พบการใช้งบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ สามารถระงับได้เลย นอกจากนี้ยังอยากให้มีการกำกับติดตามและประเมินผล เพื่อต้องการให้โครงการนี้บรรลุผลจริงๆ

พิชัยกล่าวว่า โครงการทั้งหมดนี้ต้องผูกพันให้ได้ภายในกันยายน 2568 หรือก่อนสิ้นงบประมาณปี 2568 และต้องใช้ให้เสร็จไม่เกิน 1 ปี สำหรับรายละเอียดเต็มๆ จะเปิดเผยในวันอังคารหน้า 24 มิถุนายน

SCB EIC ห่วงโครงการการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่

ในงานแถลงข่าว ‘มุมมองเศรษฐกิจไทย ประจำไตรมาส 2 ปี 2568’ ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน และ SCB EIC กล่าวว่า การที่รัฐบาลชะลอดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 ปรับเป็นแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาทนี้ คุ้มค่ากว่าการแจกเงินโดยตรง และช่วยลดความเสี่ยงเครดิตเรตติ้งลงบ้าง แม้จะเห็นผลต่อเศรษฐกิจช้ากว่า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโครงการอาจมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่จากการเร่งเสนอ คัดเลือก และดำเนินการ

SCB EIC ยังรวบรวมผลศึกษาตัวทวีทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ของไทย พบว่า จากการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อปี 2015 การก่อสร้างภาครัฐจะสร้างตัวทวีทางการคลัง 1.13 เท่า ส่วนมาตรการเงินโอน จะสร้างตัวทวีทางการคลัง 0.5 เท่า ส่วนการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อปี 2023 พบว่า การก่อสร้างภาครัฐจะสร้างตัวทวีทางการคลัง 0.8 เท่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...