โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 ต.ค. 2568 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 09.00 น. • เฟยเทียน
“ชาติก่อนสิ้นหวัง…หานซูอวี้ย้อนวัยตามคำอธิษฐาน! พร้อม 'ซูเซิน' AI อัจฉริยะข้างกาย เธอจะพลิกชะตา ปกป้องแม่สุดที่รัก และลิขิตชีวิตใหม่บนเส้นทางแพทย์ ได้หรือไม่ ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง เธอจะเป็นตัวกำหนด

ข้อมูลเบื้องต้น

ชี้แจง

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อสถานที่ รวมถึงตัวบุคคลเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ

ด้วยรักและขอบคุณ

เฟยเทียน

ก่อนเข้าเรื่อง

ในบ้านที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความลำบาก
เด็กสาววัย 13 อย่าง “หานซูอวี้” รู้ดีว่า
การเป็นแค่ “ลูกสาวของครอบครัวที่มีพ่อไม่เอาไหน”
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอยู่รอด

แต่หัวใจของเธอเต็มไปด้วยฝัน
ฝันที่จะพาแม่ออกจากความทุกข์ และสร้างชีวิตใหม่ด้วยมือของตัวเอง
แม้ตอนนี้เธอยังเด็ก แต่เธอเชื่อมั่นว่า
การเรียนรู้และความพยายาม จะเป็นกุญแจไขไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ในโลกที่ผู้หญิงต้องสู้กับโชคชะตาอย่างหนัก
หานซูอวี้จะกลายเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ
ที่เปลี่ยนชีวิตทั้งของตัวเองและแม่ไปตลอดกาล ได้หรือไม่โปรดติดตามได้ใน

“ชีวิตนี้…ฉันขอลิขิตเอง”

ลิขิตเองก้าวแรก

ท่ามกลางไอเย็นระลอกแรกของฤดูหนาวที่คืบคลานเข้าปกคลุมมหานครปักกิ่ง ท้องถนนยามค่ำคืนกลับคึกคักมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด แสงไฟนีออนหลากสีจากร้านรวงสาดส่องตัดกับความมืดมิดของรัตติกาล

ทั่วทุกหนทุกแห่งล้วนมีเสียงพูดคุยจอแจและเสียงหัวเราะของฝูงชน ทั้งหนุ่มสาวในวัยนักศึกษา คนทำงานในชุดสูทเรียบร้อย หรือแม้แต่ครอบครัวที่จูงมือกันออกมาเดินเล่น

พวกเขาหรือเธอเหล่านี้ ต่างมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสใจกลางเมือง ที่ซึ่งแสงไฟจากต้นคริสต์มาสขนาดมหึมากำลังส่องประกายระยิบระยับเชื้อเชิญผู้คนให้มาชื่นชมเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่อึดใจ

หานซูอวี้ที่เพิ่งก้าวเท้าออกจากประตูโรงแรมหรู สถานที่จัดงานเลี้ยงหลังการประชุมวิชาการทางการแพทย์ประจำปี หยุดยืนนิ่งอยู่ริมทางเท้า ปล่อยให้สายลมเย็นเฉียบปะทะใบหน้า

ดวงตาคู่สวยทอดมองภาพผู้คนเหล่านั้นด้วยแววตาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ในใจพลันรู้สึกถึงความอ้างว้างที่จับขั้วหัวใจ แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองก็ตาม

ความเย็นยะเยือกเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนเธอต้องกระชับเสื้อโค้ตตัวหนาให้แน่นขึ้น ทันใดนั้นเอง เกล็ดสีขาวละเอียดอ่อนก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีน้ำหมึกที่แผ่กว้างอยู่เบื้องบน

"หิมะแรกของปี" เธอพึมพำเสียงเบา ก่อนจะยื่นฝ่ามือขาวซีด ที่มองเห็นร่องรอยความหยาบกร้านจากการทำงานหนักตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนจะได้มาเป็นแพทย์เทคนิคในโรงพยาบาลซือฝู่ออกไปรองรับปุยหิมะอย่างเผลอไผล

สัมผัสเย็นเยียบที่แตะลงบนผิวทำให้ความคิดของหานซูอวี้ ล่องลอยไปไกล…หวนระลึกถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นของมารดาผู้ล่วงลับ

"ถ้าอธิษฐานกับหิมะแรก…มันจะเป็นจริงได้ไหมนะ" เสียงแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปากบาง หญิงสาวในวัยสามสิบสองปีที่ยังคงสถานะโสด หลับตาลง ปล่อยให้ความปรารถนาที่ซุกซ่อนอยู่ลึกสุดใจเอ่อล้นออกมา

"หากเรื่องย้อนเวลามีอยู่จริงบนโลกใบนี้…ฉันขอโอกาสได้กลับไปได้ไหม…กลับไปในตอนที่แม่ของฉัน…ยังมีชีวิตอยู่"

แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเหลวไหล แต่เศษเสี้ยวแห่งความหวังเล็ก ๆ ก็ยังคงอยากจะลองดูสักครั้ง ในระหว่างที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่นั้น

"เมี๊ยว…"

เสียงร้องเล็กแหลมของลูกแมวดังแทรกขึ้นมา ท่ามกลางเสียงจอแจรอบด้าน ไม่ไกลจากจุดที่เธอยืนอยู่เท่าใดนัก หานซูอวี้ลืมตาขึ้นทันที สัญชาตญาณบางอย่างทำให้เธอหันไปมองตามต้นเสียง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบ!

ลูกแมวสีขาวตัวเล็กกระจ้อยร่อยกำลังยืนตัวสั่นงันงกอยู่กลางถนนใหญ่ที่พลุกพล่าน แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งสวนไปมาสาดส่องร่างเล็ก ๆ นั้นเป็นระยะ ดวงตากลมโตของมันเบิกกว้างอย่างหวาดผวาและสิ้นหวัง

ถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนรักสัตว์ชนิดที่ต้องเข้าไปคลอเคลียเล่นด้วยทุกตัว แต่ภาพลูกแมวน้อยที่กำลังจะเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายอยู่ตรงหน้า ก็ทำให้หานซูอวี้ไม่อาจทนดูอยู่เฉยได้

ไวเท่าความคิด! ร่างของหญิงสาวก็ทะยานออกไปจากริมทางเท้า มุ่งตรงไปยังลูกแมวตัวนั้นทันที หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและหวาดเสียว

ทว่า…เธอกลับคำนวณความเร็วของรถยนต์คันหนึ่งที่กำลังพุ่งตรงมาผิดพลาดไป! ใครเลยจะคาดคิด…แพทย์เทคนิคผู้ขยันขันแข็งจากโรงพยาบาลซือฝู่ ชีวิตของเธอกำลังจะจบสิ้นลงในสภาพเช่นนี้ แต่ในห้วงสุดท้ายของความคิด

มันก็ดีเหมือนกัน… แม่คะ…หนูกำลังจะไปหาแม่แล้วนะคะ…

เอี๊ยดดดดด! โครม!!!

เสียงเบรกแหลมยาวเสียดแทงแก้วหู ตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนรอบข้างดังระงม ร่างของหานซูอวี้ถูกกระแทกเข้ากับมวลแข็งกระด้างอย่างรุนแรงจนตัวลอยขึ้นจากพื้นถนน ก่อนจะร่วงหล่นลงมากระแทกซ้ำอย่างไร้เรี่ยวแรง โลกทั้งใบหมุนคว้าง ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นปราดไปทั่วทุกเส้นประสาท ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มด้านชา…แล้วดับวูบลง…

ในขณะที่สติสัมปชัญญะกำลังจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น ท่ามกลางเสียงหวีดร้องและโกลาหลรอบกาย หูของหญิงสาว กลับจับได้ถึงน้ำเสียงทุ้มลึกแฝงความห่วงใยสายหนึ่งที่ดังขึ้นไม่ไกล…

"คุณครับ! อย่าหลับนะครับ! อดทนไว้นะครับ!"

น้ำเสียงนั้น…มันช่างเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนที่เธอโหยหาและไม่เคยได้รับมานานแสนนาน…นับตั้งแต่แม่ผู้เป็นที่รักจากไป…

เปลือกตาของเธอหนักอึ้งเกินกว่าจะปรือขึ้นมองเจ้าของเสียง ทว่าในใจกลับรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง…ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีเล็ก ๆ ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต…ก่อนที่ม่านรัตติกาลอันมืดมิดและหนาวเหน็บ…จะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไปชั่วนิรันดร์

"แก! นังอ้วน นังอัปลักษณ์! เลี้ยงลูกยังไง ฉันใช้งานนิด ๆ หน่อยก็เป็นลม ไม่ได้เรื่องทั้งแม่ ทั้งลูก" เสียงด่าทออย่างรุนแรง ดังขึ้นปลุกให้หานซูอวี้ที่กำลังปิดเปลือกตาอยู่ได้ยิน

คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันมุ่น ฉันไม่ใช่ว่าโดนรถชนหรอกหรือ แล้วทำไมถึงไม่เจ็บเลยล่ะ เอ๊ะ! ไม่สิ เสียงที่กำลังด่าทอกับเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ข้างหูทำไมถึงชัดเจนหนัก ในขณะที่หานซูอวี้กำลังสับสน เธอก็ได้ยินน้ำเสียงคล้ายเด็กสายหนึ่งดังขึ้นในหัวของตน

ทำการเชื่อมต่อกับเจ้าของร่างเรียบร้อย หานซูอวี้รู้สึกมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะทันได้ถามไถ่กับเสียงที่ได้ยิน หัวของเธอก็เกิดอาการปวดอย่างมาก ปวดชนิดที่ว่าเธอถึงกับลืมตาโพลงและต้องเอามือกุมมันไว้ทั้งสองข้างพร้อมกับกรีดร้องออกมา

ซึ่งการกระทำของเธอได้ทำให้หญิงสาวอายุไม่น่าจะเกินสามสิบเอ็ดปี แต่ว่าด้วยรูปลักษณ์อ้วนฉุไม่ดูแลตัวเองจึงทำให้เธอดูแก่กว่าวัยเป็นอย่างมาก ถึงกับตกใจระคนเป็นห่วง

ส่วนผู้ชายที่กำลังด่าทอก็ชะงักการกระทำของตนไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะปาขวดเหล้าที่อยู่ในมือมาทางเธอสองแม่ลูกด้วยความเร็ว ซึ่งคนเป็นแม่กำลังเอาแขนโอบลูกสาวของตนเพื่อหวังปกป้อง

ฉับพลันในเวลาเดียวกันนั้นเอง หานซูอวี้ก็ลืมตาขึ้น เด็กหญิงยื่นมือไปจับขวดเหล้านั้นเอาไว้ได้ทัน อย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนที่เธอจะส่งมันกลับคืนไปยังผู้เป็นเจ้าของ เสียง "เพล้ง!" ดังขึ้น เศษแก้วแตกกระจายเฉียดปลายเท้าของชายคนนั้นซึ่งเป็นพ่อของเธอไปเพียงนิดเดียว

"นังเด็กบ้า! นังเด็กอกตัญญู คอยดูฉันจะตีแกให้ตาย" ชายคนนั้นตะเบ็งเสียงดัง พลางหยิบไม้กวาดแข็ง พุ่งตรงมาทางเด็กหญิงที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่ ผู้ที่ยังเรียบเรียงความคิดในสิ่งที่เห็นอยู่ในหัวไม่กระจ่าง

แม่ลุก!" เธอพูดพลางดึงแขนของมารดาให้พ้นจากด้ามไม้กวาดแข็งที่กำลังจะฟาดลงมา

วินาทีนั้น สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดจากประสบการณ์ในอดีตชาติผุดขึ้นมาในหัวของหานซูอวี้อย่างรวดเร็ว! ร่างกายเล็ก ๆ ของเด็กหญิงอายุสิบสามปีอาจจะยังอ่อนแอ แต่จิตใจและความคิดของเธอคือหญิงสาววัยสามสิบสองที่ผ่านโลกมาแล้ว

"หนีเร็วค่ะแม่!" เธอตะโกนสุดเสียง มือเล็ก ๆ แต่กำแขนผู้เป็นแม่ไว้แน่น ออกแรงลากจูงร่างอวบอ้วนที่ยังคงตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูกให้ถอยห่างจากรัศมีการทำร้ายของผู้เป็นพ่อ

"จะหนีไปไหน นังพวกตัวปัญหา!" เสียงหานจินตะคอกตามหลังมาอย่างเดือดดาล พร้อมกับเงื้อไม้กวาดไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ

บ้านหลังเล็กแคบที่เคยเป็นเหมือนกรงขัง บัดนี้กลับดูเหมือนมีทางหนีรอดน้อยเต็มที หานซูอวี้เหลือบมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบประเมินทุกสิ่งอย่างที่พอจะใช้เป็นอาวุธหรือเครื่องถ่วงเวลาได้

"ไปทางประตูหลังค่ะแม่!" เธอตัดสินใจเลือกเส้นทางที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด แม้จะต้องผ่านห้องครัวที่รกเรื้อก็ตาม

เมื่อเห็นพ่อวิ่งกระชั้นเข้ามา มือของหานซูอวี้ก็คว้าได้ตะกร้าหวายใส่ผักที่วางอยู่บนโต๊ะค่อนข้างเก่าปาใส่หน้าพ่ออย่างไม่ลังเล!

"โอ๊ย! นังเด็กเปรต!" หานจินร้องลั่น เซถอยหลังไปเล็กน้อย เปิดโอกาสให้สองแม่ลูกวิ่งเข้าห้องครัวได้สำเร็จ

แต่เขาก็ยังไม่ย่อท้อ ก่อนจะตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในครัวมีข้าวของวางระเกะระกะ ทั้งหม้อ ไห จาน ชาม หานซูอวี้ไม่รอช้า คว้าอะไรได้ก็ปาใส่พ่อเป็นว่าเล่น เสียงข้าวของแตกกระจายดังเพล้งพล้าง! สลับกับเสียงด่าทออย่างเกรี้ยวกราดของคนเป็นพ่อที่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อเลยสักครั้งเท่าที่เธอจำความได้

"ระวังค่ะแม่!" หานซูอวี้ทั้งปัดป้อง ทั้งผลักดันแม่ให้เคลื่อนตัวไปยังประตูหลังที่ใกล้เข้ามาทุกที หลิวซินผู้เป็นแม่ แม้จะยังหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งของลูกสาว เธอก็พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีหมายจะปกป้องลูกเช่นกัน ก่อนที่เธอจะหยิบมีดปังตออันใหญ่มาถือไว้ในมือเป็นมั่นเหมาะ

"หากวันนี้แกทำอะไร เราสองคนแม่ลูกอีกล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน" น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวจน หานจินรู้สึกหนาวสันหลัง

หานจิน มองมีดปังตอในมือหลิวซินสลับกับใบหน้าแน่วแน่ของภรรยาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แววตาของเขาฉายความตื่นตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ ผู้หญิงที่เคยยอมก้มหัวให้เขาทุกอย่าง วันนี้กลับกล้าลุกขึ้นมาต่อกร!

ชายหนุ่มทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสบถออกมาอย่างหัวเสีย แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงเข้าปะทะกับคนที่ไม่กลัวตายอีกต่อไป เขาโยนไม้กวาดในมือทิ้งอย่างกระแทกกระทั้น แล้วเดินกระทืบเท้าปึงปังออกจากบ้านไป ทิ้งท้ายด้วยคำอาฆาตที่ฟังไม่ได้ศัพท์

#### ฝากเป็นกำลังใจให้น้องซูอวี้ของเราด้วยนะคะ

เทพซู คือระบบ

สิ้นเสียงปิดประตูดังปัง! ร่างอวบอ้วนของหลิวซินก็ทรุดฮวบนั่งลงไปกองกับพื้นทันที มีดปังตอในมือหล่นกระทบพื้นเสียงดังเคร้ง! ใบหน้าซีดเผือด

เหงื่อกาฬแตกพลั่ก หัวเข่าอ่อนเปลี้ยจนแทบยืนไม่อยู่ ไม่ใช่ว่าเธอไม่หวาดกลัวคมมีดหรือท่าทีคุกคามของสามี แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ต้องการปกป้องลูกสาวสุดที่รัก ทำให้เธอต้องฝืนทำใจกล้าลุกขึ้นสู้

"แม่คะ!" หานซูอวี้รีบถลาเข้าไปประคองร่างของมารดา สัมผัสได้ถึงอาการสั่นเทาไปทั้งตัวของผู้เป็นแม่ "แม่ ไม่เป็นไรแล้วนะคะ พ่อไปแล้ว" เธอพูดปลอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้หนักแน่นที่สุด เท่าที่เด็กวัยสิบสามจะทำได้

พลางออกแรงพยุงร่างท้วมของมารดาให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ซึ่งน่าแปลกที่ตัวเธอเองกลับรู้สึกว่าไม่ได้ใช้เรี่ยวแรงมากอย่างที่คิด เด็กหญิงช่วยประคองมารดาเข้าไปในห้องนอนขนาดเล็กเท่าแมวดิ้นตายของตน

ซึ่งเป็นหนึ่งในสองห้องนอนของบ้านหลังนี้ บ้านที่ไม่มีแม้แต่ห้องน้ำหรือห้องอาบน้ำในตัว เวลาจะปลดทุกข์หรือชำระร่างกาย พวกเธอต้องเดินออกไปใช้ห้องสุขาและห้องอาบน้ำรวมที่ทางการจัดสรรไว้ให้ในอีกมุมหนึ่งของชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของบ้านเรือนส่วนใหญ่ในยุคนี้

ภายในห้องแคบ ๆ มีเพียงเตียงไม้แทบจะผุพังกับโต๊ะตัวเล็กที่ใช้วางหนังสือ หานซูอวี้ค่อย ๆ ให้แม่นั่งลงบนเตียง แล้วรีบรินน้ำเปล่าในแก้วที่พอจะหาได้ส่งให้

"ดื่มน้ำก่อนนะคะแม่ เดี๋ยวหนูไปปิดประตูบ้านก่อน"

เมื่อเห็นว่าแม่เริ่มสงบลงบ้างแล้ว และยอมเอนตัวลงนอนพักผ่อนตามคำเกลี้ยกล่อมของตน หานซูอวี้จึงค่อย ๆ ถอยออกมา ปล่อยให้มารดาได้พักจากความตึงเครียดที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ทันทีที่อยู่ตามลำพัง โลกในหัวของหานซูอวี้ก็หมุนวนกลับไปสู่ภาพแปลกประหลาดที่เธอเห็นตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพโครงสร้างสามมิติ แสงหลากสีมากมาย รวมถึงข้อมูลจำนวนมากที่ไหลผ่านเข้ามาในสมองราวกับคลื่นยักษ์ ความปวดหัวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เริ่มทุเลาลง แต่ความสับสนยังคงอยู่

ขอยินดีต้อนรับสหายเหอซูอวี้ เข้าสู่โลกแห่งระบบการแพทย์ล้ำหน้าและการช่วยเหลือฉุกเฉิน กระผม ซูเซิน หรือสหายจะเรียกว่าเทพซู ก็ได้ เพราะผมเป็น เอไออัจฉริยะ ยินดีที่ได้รู้จัก

น้ำเสียงใสแจ๋ว คล้ายเด็กที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง คราวนี้มันทั้งชัดเจนและเป็นมิตรแฝงความเย่อหยิ่งหน่อย ๆ

"ซูเซิน…เทพซู…" หานซูอวี้ทวนชื่อที่ปรากฏขึ้นในหัวซ้ำ ๆ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้างขึ้น มองไปยังผนังห้องที่ว่างเปล่าราวกับกำลังมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? หลังจากที่เธอถูกรถชน…แล้วตื่นขึ้นมาในร่างตัวเองตอนเด็ก…ตอนนี้ยังมีเสียงเด็กผู้ชายที่อ้างตัวว่าเป็นระบบ AI อัจฉริยะดังอยู่ในหัวอีก หรือว่า…อาการปวดหัวอย่างรุนแรงเมื่อครู่ได้ทำลายสมองของเธอไปแล้ว?

"นี่ฉัน…ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?" หานซูอวี้ลองหยิกแขนตัวเอง ความเจ็บแปลบจากแขน ยืนยันว่าเธอยังคงตื่นอยู่ และเสียงนั้นก็ยังคงชัดเจนในโสตประสาท

ฝัน? ไม่ใช่แน่นอนครับ สหายหานซูอวี้ น้ำเสียงใสแจ๋ว ทว่าแฝงความมั่นใจ ของซูเซินตอบกลับ

ทุกเรื่องที่สหายเจออยู่ตอนนี้ ล้วนเป็นความจริงล้วน ๆ และผมก็คือระบบช่วยเหลือทางการแพทย์ที่มีความล้ำหน้ามากที่สุดจากอนาคต ที่ถูกส่งมาเพื่อสนับสนุนสหายในการลิขิตชีวิตใหม่ครั้งนี้โดยเฉพาะ พูดง่าย ๆ ก็คือ สหายโชคดีมากที่ได้เจอกับผม ประโยคท้ายของเจ้าตัวเจือความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด

หานซูอวี้กลืนน้ำลายฝืดลงคอ ย้อนในสิ่งที่ได้ยิน ระบบ…ช่วยเหลือทางการแพทย์? หมายความว่ายังไง? แล้ว…แล้วคุณ…เธอ…นาย…เข้ามาอยู่ในหัวของฉันได้ยังไง?เด็กหญิงพยายามเรียบเรียงคำพูด สรรพนามที่ใช้เรียกสิ่งที่มองไม่เห็นนี้ช่างสับสนเหลือเกิน

"อย่างที่ผมแนะนำตัวไปแล้ว สหายจะเรียกผมว่าซูเซินหรือเทพซูก็ได้ แล้วแต่สะดวก" ซูเซินกล่าว

ก่อนจะอธิบายที่มาที่ไปของตน สำหรับการที่ผมเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของสหายนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากพลังงานมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมาในวินาทีที่จิตวิญญาณเดิมของสหายกำลังจะแตกดับ ผนวกกับความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต ทำให้เกิดการเชื่อมต่อข้ามมิติ และดึงดูดกระผมซึ่งเป็นระบบทดลองที่กำลังล่องลอยอยู่ในห้วงมิติพลังงาน ให้เข้ามาผสานกับจิตใต้สำนึกของสหายในอดีต…อธิบายแบบนี้สหายพอจะเข้าใจไหมครับ?

หานซูอวี้กะพริบตาปริบ ๆ ถึงจะฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์หลุดโลก แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เธอเพิ่งย้อนเวลากลับมาได้ การมี AI ในหัวก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว…กระมัง?

"แล้ว…ที่คุณบอกว่าสนับสนุนฉัน…หมายความว่ายังไง" หานซูอวี้ยังคงถามต่อเพื่อความกระจ่าง

กระผมสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดในอนาคตที่สหายจากมาได้รวม อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์อาการผู้ป่วย สร้างแบบจำลองสามมิติของอวัยวะภายใน แสดงผลการวินิจฉัย คำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือแม้แต่จำลองขั้นตอนการผ่าตัดที่ซับซ้อนให้สหายได้ฝึกฝนในมโนภาพได้อย่างสมจริง ลองดูตัวอย่างนี้นะครับ หากว่าคุณไม่เชื่อ ซูเซิน ขายตัวเองอย่างเต็มที่

สิ้นเสียงของซูเซิน ทันใดนั้นเอง ภาพสามมิติของโครงกระดูกมนุษย์ขนาดเล็ก ก็ปรากฏขึ้นในห้วงมโนภาพของเธอ มันหมุนได้รอบทิศทาง

และเมื่อซูเซินสั่ง โครงกระดูกนั้นก็ซูมเข้าไปยังส่วนของกระดูกสันหลัง แสดงให้เห็นถึงความโค้งงอที่ผิดปกติเล็กน้อย พร้อมกับมีตัวอักษรและข้อมูลทางการแพทย์ประกอบปรากฏขึ้นเป็นภาษาที่เธออ่านเข้าใจ

นี่คือ…ภาพจำลองสามมิติของสภาวะกระดูกสันหลังคดในระยะเริ่มต้น กระผมสามารถแสดงผลแบบนี้กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย รวมถึงจำลองการไหลเวียนของเลือด หรือการทำงานของระบบประสาทได้ด้วยนะครับสหาย คุณเห็นหรือยังว่าผมเทพมากแค่ไหน ซูเซินอธิบายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในความสามารถของตน

หานซูอวี้จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง นี่มัน…ล้ำหน้าเกินไปแล้ว! ถ้าเธอมีสิ่งนี้อยู่ในหัวจริง ๆ…ชีวิตใหม่ของเธอ…การช่วยเหลือแม่…การเป็นแพทย์อย่างที่เคยนึกฝัน…ทุกอย่างอาจจะไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป!

ในระหว่างที่ เธอกำลังเรียนรู้อยู่กับระบบ เด็กหญิงก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องนอนของตัวเอง

แม่น่าจะตื่นแล้ว เทพซูเอาไว้พวกเราค่อยคุยกันใหม่นะ

ได้เลยครับ เสียงของเทพซูกล่าว ก่อนจะตัดจบลง

และเมื่อหานซูอวี้เปิดประตูเข้าไปในห้องของเธอ เด็กหญิงมองร่างของแม่ที่กำลังนั่งห้อยขาอยู่ข้างเตียงด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปะ ทั้งดีใจ โหยหา และคิดถึง

หานซูอวี้ไม่รอช้า เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปกอดร่างอวบอิ่มของมารดาไว้เนิ่นนาน ปล่อยให้ความรู้สึกโหยหาและคิดถึงที่อัดอั้นอยู่เต็มอกได้ปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ น้ำตาอุ่น ๆ ไหลซึมอาบแก้มอย่างสุดจะกลั้น แต่ถึงอย่างนั้นแววตาของเธอกลับฉายประกายมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"เกิดอะไรขึ้น ใครรังแกลูกหรือว่าไอ้เลวนั้นกลับมาตีลูกกัน" หลิวซินถามขึ้นด้วยความตกใจ และกล่าวโทษตัวเองที่ไม่น่าแต่งงานกับคนแบบนี้ หล่อนไม่น่าหลงเชื่อคำพูดของแม่สื่อคนนั้นเลยจริง ๆ

"ไม่มีอะไรค่ะ แม่ หนูแค่คิดถึงแม่เท่านั้นเอง" น้ำเสียงเจือเสียงสะอื้นของลูกสาวทำให้หลิวซินรู้สึกมึนงง

"คิดถึงอะไรกัน ไม่ใช่ว่าเราก็อยู่ด้วยกันทุกวันหรอกหรือ" คนเป็นแม่ตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างเอ็นดู

หานซูอวี้ เงยหน้ามองใบหน้าที่คล้ำแดดจากการทำงานหนักด้วยดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจพูดในสิ่งที่ต้องทำให้ผู้ให้กำเนิดต้องตกใจออกมาอีกคำรบ

"แม่คะ…ฟังหนูนะ" น้ำเสียงของเธอจริงจังเกินวัย "เราอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้วค่ะ…แม่ต้องหย่ากับพ่อนะคะ"

"ซู…ซูอวี้? ลู…ลูกพูดอะไรน่ะ หย่าหรือ? ทำไม…พ่อเขาแค่…แค่โมโหไปหน่อยเท่านั้นเอง เดี๋ยวเขาก็หาย" น้ำเสียงของหลิวซินสั่นเครือ

หล่อน พยายามหาเหตุผลเข้าข้างสามีอย่างที่เคยทำมาตลอดชีวิตเนื่องจากเธอเองก็รู้ดี ว่าการเป็นแม่หม้ายในยุคสมัยนี้จะมีแต่คำครหา อีกทั้งลูกสาวของเธอล่ะ จะเป็นอย่างไร

"ไม่ค่ะแม่!" หานซูอวี้ส่ายหน้าจนผมของเธอไหวสั่น แววตาของเธอฉายชัดถึงความเจ็บปวดที่เคยประสบพบเจอมาในอดีตชาติ

"พ่อเขาไม่ได้แค่โมโหค่ะแม่ ที่ผ่านมาแม่ยังเจ็บปวดไม่พออีกหรือคะ? ที่พ่อเขาทำร้ายแม่ ด่าทอแม่เหมือนไม่ใช่คน…มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยนะคะ!"

หลิวซินน้ำตาคลอหน่วย "แต่…แต่ถ้าเราหย่ากัน…แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะลูก? แม่…แม่จะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงหนู…" ความกังวลฉายชัดในแววตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยชินกับการพึ่งพาสามีมาตลอด แม้ว่าการพึ่งพานั้นจะแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานก็ตาม

"พ่อเขา…เขาอาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้นะลูก บางที…ถ้าแม่พยายามอีกหน่อย…"

"แม่คะ!" หานซูอวี้จับมือที่เย็นชืดของมารดามากุมไว้แน่น "แม่ยังไม่เข้าใจอีกหรือคะ? ที่พ่อทำกับเราแบบนี้…ที่เขาโทษแม่ทุกอย่าง…ก็เพราะเขามีคนอื่น! เขามีผู้หญิงคนใหม่ของเขาแล้วค่ะแม่!"

"ไม่จริง!" หลิวซินร้องออกมาเสียงหลง "พ่อเขาไม่ทำแบบนั้นหรอก! เขา…เขารักแม่กับลูกนะ"

"รักหรือคะแม่?" หานซูอวี้เค้นเสียงถาม ดวงตาแดงก่ำ "รักแบบไหนที่วัน ๆ เอาแต่กินเหล้า เล่นการพนัน ไม่เคยดูแลครอบครัว แถมยังโทษว่าแม่ผิดที่ไม่มีลูกชายให้เขา! แม่รู้ไหมคะว่านั่นคือเหตุผลที่เขาอ้างเพื่อไปมีคนอื่น! ผู้หญิงคนนั้น…หนูรู้ว่าเขาซ่อนผู้หญิงคนนั้นไว้ที่ไหน"

คำพูดของลูกสาวเหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจของหลิวซิน เธอส่ายหน้าไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่ลึก ๆ แล้ว…บางทีเธออาจจะเคยระแคะระคายมาบ้าง เพียงแต่ไม่กล้ายอมรับความจริง

หานซูอวี้เห็นแม่ยังคงลังเลและสับสน เธอจึงตัดสินใจใช้ไพ่ใบสุดท้าย แม้รู้ว่ามันอาจจะทำให้แม่ตกใจและยากจะทำใจก็ตาม

"แม่คะ…ฟังหนูให้ดีนะ…ถ้าแม่ยังทนอยู่กับพ่อต่อไป…ชีวิตของแม่จะยิ่งเลวร้ายกว่านี้อีก หนูรู้…หนูเห็นมันมาแล้ว…" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น

"อีกไม่นาน…ประมาณปีหน้า…แม่จะป่วยหนักเพราะท้องนอกมดลูกจากการทำงานหนักและความเครียดสะสม แล้วพ่อ…พ่อเขาก็จะทุบตีแม่จนปางตาย…หนูจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับแม่อีกเด็ดขาด! ไม่ยอมเด็ดขาด!"

เด็กหญิงวัยสิบสามปีประกาศกร้าว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเจ็บปวดจากอดีตชาติที่ฉายชัดออกมา จนหลิวซินสัมผัสได้ถึงความจริงจังและความตั้งใจอันแรงกล้าของลูกสาวคนนี้…ลูกสาวที่ดูเหมือนจะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปจนเธอแทบจำไม่ได้ภายในชั่วเวลาไม่นาน

(นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน) หลิวซิน ถามตัวเองอย่างไม่อาจหาคำตอบได้

#### ฝากน้องไว้ในชั้นด้วยนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...