ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง
ข้อมูลเบื้องต้น
ชี้แจง
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อสถานที่ รวมถึงตัวบุคคลเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ
ด้วยรักและขอบคุณ
เฟยเทียน
ก่อนเข้าเรื่อง
ในบ้านที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความลำบาก
เด็กสาววัย 13 อย่าง “หานซูอวี้” รู้ดีว่า
การเป็นแค่ “ลูกสาวของครอบครัวที่มีพ่อไม่เอาไหน”
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอยู่รอด
แต่หัวใจของเธอเต็มไปด้วยฝัน
ฝันที่จะพาแม่ออกจากความทุกข์ และสร้างชีวิตใหม่ด้วยมือของตัวเอง
แม้ตอนนี้เธอยังเด็ก แต่เธอเชื่อมั่นว่า
การเรียนรู้และความพยายาม จะเป็นกุญแจไขไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
ในโลกที่ผู้หญิงต้องสู้กับโชคชะตาอย่างหนัก
หานซูอวี้จะกลายเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ
ที่เปลี่ยนชีวิตทั้งของตัวเองและแม่ไปตลอดกาล ได้หรือไม่โปรดติดตามได้ใน
“ชีวิตนี้…ฉันขอลิขิตเอง”
ลิขิตเองก้าวแรก
ท่ามกลางไอเย็นระลอกแรกของฤดูหนาวที่คืบคลานเข้าปกคลุมมหานครปักกิ่ง ท้องถนนยามค่ำคืนกลับคึกคักมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด แสงไฟนีออนหลากสีจากร้านรวงสาดส่องตัดกับความมืดมิดของรัตติกาล
ทั่วทุกหนทุกแห่งล้วนมีเสียงพูดคุยจอแจและเสียงหัวเราะของฝูงชน ทั้งหนุ่มสาวในวัยนักศึกษา คนทำงานในชุดสูทเรียบร้อย หรือแม้แต่ครอบครัวที่จูงมือกันออกมาเดินเล่น
พวกเขาหรือเธอเหล่านี้ ต่างมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสใจกลางเมือง ที่ซึ่งแสงไฟจากต้นคริสต์มาสขนาดมหึมากำลังส่องประกายระยิบระยับเชื้อเชิญผู้คนให้มาชื่นชมเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่อึดใจ
หานซูอวี้ที่เพิ่งก้าวเท้าออกจากประตูโรงแรมหรู สถานที่จัดงานเลี้ยงหลังการประชุมวิชาการทางการแพทย์ประจำปี หยุดยืนนิ่งอยู่ริมทางเท้า ปล่อยให้สายลมเย็นเฉียบปะทะใบหน้า
ดวงตาคู่สวยทอดมองภาพผู้คนเหล่านั้นด้วยแววตาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ในใจพลันรู้สึกถึงความอ้างว้างที่จับขั้วหัวใจ แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองก็ตาม
ความเย็นยะเยือกเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนเธอต้องกระชับเสื้อโค้ตตัวหนาให้แน่นขึ้น ทันใดนั้นเอง เกล็ดสีขาวละเอียดอ่อนก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีน้ำหมึกที่แผ่กว้างอยู่เบื้องบน
"หิมะแรกของปี" เธอพึมพำเสียงเบา ก่อนจะยื่นฝ่ามือขาวซีด ที่มองเห็นร่องรอยความหยาบกร้านจากการทำงานหนักตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนจะได้มาเป็นแพทย์เทคนิคในโรงพยาบาลซือฝู่ออกไปรองรับปุยหิมะอย่างเผลอไผล
สัมผัสเย็นเยียบที่แตะลงบนผิวทำให้ความคิดของหานซูอวี้ ล่องลอยไปไกล…หวนระลึกถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นของมารดาผู้ล่วงลับ
"ถ้าอธิษฐานกับหิมะแรก…มันจะเป็นจริงได้ไหมนะ" เสียงแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปากบาง หญิงสาวในวัยสามสิบสองปีที่ยังคงสถานะโสด หลับตาลง ปล่อยให้ความปรารถนาที่ซุกซ่อนอยู่ลึกสุดใจเอ่อล้นออกมา
"หากเรื่องย้อนเวลามีอยู่จริงบนโลกใบนี้…ฉันขอโอกาสได้กลับไปได้ไหม…กลับไปในตอนที่แม่ของฉัน…ยังมีชีวิตอยู่"
แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเหลวไหล แต่เศษเสี้ยวแห่งความหวังเล็ก ๆ ก็ยังคงอยากจะลองดูสักครั้ง ในระหว่างที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่นั้น
"เมี๊ยว…"
เสียงร้องเล็กแหลมของลูกแมวดังแทรกขึ้นมา ท่ามกลางเสียงจอแจรอบด้าน ไม่ไกลจากจุดที่เธอยืนอยู่เท่าใดนัก หานซูอวี้ลืมตาขึ้นทันที สัญชาตญาณบางอย่างทำให้เธอหันไปมองตามต้นเสียง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบ!
ลูกแมวสีขาวตัวเล็กกระจ้อยร่อยกำลังยืนตัวสั่นงันงกอยู่กลางถนนใหญ่ที่พลุกพล่าน แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งสวนไปมาสาดส่องร่างเล็ก ๆ นั้นเป็นระยะ ดวงตากลมโตของมันเบิกกว้างอย่างหวาดผวาและสิ้นหวัง
ถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนรักสัตว์ชนิดที่ต้องเข้าไปคลอเคลียเล่นด้วยทุกตัว แต่ภาพลูกแมวน้อยที่กำลังจะเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายอยู่ตรงหน้า ก็ทำให้หานซูอวี้ไม่อาจทนดูอยู่เฉยได้
ไวเท่าความคิด! ร่างของหญิงสาวก็ทะยานออกไปจากริมทางเท้า มุ่งตรงไปยังลูกแมวตัวนั้นทันที หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและหวาดเสียว
ทว่า…เธอกลับคำนวณความเร็วของรถยนต์คันหนึ่งที่กำลังพุ่งตรงมาผิดพลาดไป! ใครเลยจะคาดคิด…แพทย์เทคนิคผู้ขยันขันแข็งจากโรงพยาบาลซือฝู่ ชีวิตของเธอกำลังจะจบสิ้นลงในสภาพเช่นนี้ แต่ในห้วงสุดท้ายของความคิด
มันก็ดีเหมือนกัน… แม่คะ…หนูกำลังจะไปหาแม่แล้วนะคะ…
เอี๊ยดดดดด! โครม!!!
เสียงเบรกแหลมยาวเสียดแทงแก้วหู ตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนรอบข้างดังระงม ร่างของหานซูอวี้ถูกกระแทกเข้ากับมวลแข็งกระด้างอย่างรุนแรงจนตัวลอยขึ้นจากพื้นถนน ก่อนจะร่วงหล่นลงมากระแทกซ้ำอย่างไร้เรี่ยวแรง โลกทั้งใบหมุนคว้าง ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นปราดไปทั่วทุกเส้นประสาท ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มด้านชา…แล้วดับวูบลง…
ในขณะที่สติสัมปชัญญะกำลังจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น ท่ามกลางเสียงหวีดร้องและโกลาหลรอบกาย หูของหญิงสาว กลับจับได้ถึงน้ำเสียงทุ้มลึกแฝงความห่วงใยสายหนึ่งที่ดังขึ้นไม่ไกล…
"คุณครับ! อย่าหลับนะครับ! อดทนไว้นะครับ!"
น้ำเสียงนั้น…มันช่างเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนที่เธอโหยหาและไม่เคยได้รับมานานแสนนาน…นับตั้งแต่แม่ผู้เป็นที่รักจากไป…
เปลือกตาของเธอหนักอึ้งเกินกว่าจะปรือขึ้นมองเจ้าของเสียง ทว่าในใจกลับรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง…ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีเล็ก ๆ ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต…ก่อนที่ม่านรัตติกาลอันมืดมิดและหนาวเหน็บ…จะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไปชั่วนิรันดร์
"แก! นังอ้วน นังอัปลักษณ์! เลี้ยงลูกยังไง ฉันใช้งานนิด ๆ หน่อยก็เป็นลม ไม่ได้เรื่องทั้งแม่ ทั้งลูก" เสียงด่าทออย่างรุนแรง ดังขึ้นปลุกให้หานซูอวี้ที่กำลังปิดเปลือกตาอยู่ได้ยิน
คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันมุ่น ฉันไม่ใช่ว่าโดนรถชนหรอกหรือ แล้วทำไมถึงไม่เจ็บเลยล่ะ เอ๊ะ! ไม่สิ เสียงที่กำลังด่าทอกับเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ข้างหูทำไมถึงชัดเจนหนัก ในขณะที่หานซูอวี้กำลังสับสน เธอก็ได้ยินน้ำเสียงคล้ายเด็กสายหนึ่งดังขึ้นในหัวของตน
ทำการเชื่อมต่อกับเจ้าของร่างเรียบร้อย หานซูอวี้รู้สึกมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะทันได้ถามไถ่กับเสียงที่ได้ยิน หัวของเธอก็เกิดอาการปวดอย่างมาก ปวดชนิดที่ว่าเธอถึงกับลืมตาโพลงและต้องเอามือกุมมันไว้ทั้งสองข้างพร้อมกับกรีดร้องออกมา
ซึ่งการกระทำของเธอได้ทำให้หญิงสาวอายุไม่น่าจะเกินสามสิบเอ็ดปี แต่ว่าด้วยรูปลักษณ์อ้วนฉุไม่ดูแลตัวเองจึงทำให้เธอดูแก่กว่าวัยเป็นอย่างมาก ถึงกับตกใจระคนเป็นห่วง
ส่วนผู้ชายที่กำลังด่าทอก็ชะงักการกระทำของตนไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะปาขวดเหล้าที่อยู่ในมือมาทางเธอสองแม่ลูกด้วยความเร็ว ซึ่งคนเป็นแม่กำลังเอาแขนโอบลูกสาวของตนเพื่อหวังปกป้อง
ฉับพลันในเวลาเดียวกันนั้นเอง หานซูอวี้ก็ลืมตาขึ้น เด็กหญิงยื่นมือไปจับขวดเหล้านั้นเอาไว้ได้ทัน อย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนที่เธอจะส่งมันกลับคืนไปยังผู้เป็นเจ้าของ เสียง "เพล้ง!" ดังขึ้น เศษแก้วแตกกระจายเฉียดปลายเท้าของชายคนนั้นซึ่งเป็นพ่อของเธอไปเพียงนิดเดียว
"นังเด็กบ้า! นังเด็กอกตัญญู คอยดูฉันจะตีแกให้ตาย" ชายคนนั้นตะเบ็งเสียงดัง พลางหยิบไม้กวาดแข็ง พุ่งตรงมาทางเด็กหญิงที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่ ผู้ที่ยังเรียบเรียงความคิดในสิ่งที่เห็นอยู่ในหัวไม่กระจ่าง
แม่ลุก!" เธอพูดพลางดึงแขนของมารดาให้พ้นจากด้ามไม้กวาดแข็งที่กำลังจะฟาดลงมา
วินาทีนั้น สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดจากประสบการณ์ในอดีตชาติผุดขึ้นมาในหัวของหานซูอวี้อย่างรวดเร็ว! ร่างกายเล็ก ๆ ของเด็กหญิงอายุสิบสามปีอาจจะยังอ่อนแอ แต่จิตใจและความคิดของเธอคือหญิงสาววัยสามสิบสองที่ผ่านโลกมาแล้ว
"หนีเร็วค่ะแม่!" เธอตะโกนสุดเสียง มือเล็ก ๆ แต่กำแขนผู้เป็นแม่ไว้แน่น ออกแรงลากจูงร่างอวบอ้วนที่ยังคงตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูกให้ถอยห่างจากรัศมีการทำร้ายของผู้เป็นพ่อ
"จะหนีไปไหน นังพวกตัวปัญหา!" เสียงหานจินตะคอกตามหลังมาอย่างเดือดดาล พร้อมกับเงื้อไม้กวาดไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ
บ้านหลังเล็กแคบที่เคยเป็นเหมือนกรงขัง บัดนี้กลับดูเหมือนมีทางหนีรอดน้อยเต็มที หานซูอวี้เหลือบมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบประเมินทุกสิ่งอย่างที่พอจะใช้เป็นอาวุธหรือเครื่องถ่วงเวลาได้
"ไปทางประตูหลังค่ะแม่!" เธอตัดสินใจเลือกเส้นทางที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด แม้จะต้องผ่านห้องครัวที่รกเรื้อก็ตาม
เมื่อเห็นพ่อวิ่งกระชั้นเข้ามา มือของหานซูอวี้ก็คว้าได้ตะกร้าหวายใส่ผักที่วางอยู่บนโต๊ะค่อนข้างเก่าปาใส่หน้าพ่ออย่างไม่ลังเล!
"โอ๊ย! นังเด็กเปรต!" หานจินร้องลั่น เซถอยหลังไปเล็กน้อย เปิดโอกาสให้สองแม่ลูกวิ่งเข้าห้องครัวได้สำเร็จ
แต่เขาก็ยังไม่ย่อท้อ ก่อนจะตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในครัวมีข้าวของวางระเกะระกะ ทั้งหม้อ ไห จาน ชาม หานซูอวี้ไม่รอช้า คว้าอะไรได้ก็ปาใส่พ่อเป็นว่าเล่น เสียงข้าวของแตกกระจายดังเพล้งพล้าง! สลับกับเสียงด่าทออย่างเกรี้ยวกราดของคนเป็นพ่อที่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อเลยสักครั้งเท่าที่เธอจำความได้
"ระวังค่ะแม่!" หานซูอวี้ทั้งปัดป้อง ทั้งผลักดันแม่ให้เคลื่อนตัวไปยังประตูหลังที่ใกล้เข้ามาทุกที หลิวซินผู้เป็นแม่ แม้จะยังหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งของลูกสาว เธอก็พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีหมายจะปกป้องลูกเช่นกัน ก่อนที่เธอจะหยิบมีดปังตออันใหญ่มาถือไว้ในมือเป็นมั่นเหมาะ
"หากวันนี้แกทำอะไร เราสองคนแม่ลูกอีกล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน" น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวจน หานจินรู้สึกหนาวสันหลัง
หานจิน มองมีดปังตอในมือหลิวซินสลับกับใบหน้าแน่วแน่ของภรรยาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แววตาของเขาฉายความตื่นตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ ผู้หญิงที่เคยยอมก้มหัวให้เขาทุกอย่าง วันนี้กลับกล้าลุกขึ้นมาต่อกร!
ชายหนุ่มทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสบถออกมาอย่างหัวเสีย แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงเข้าปะทะกับคนที่ไม่กลัวตายอีกต่อไป เขาโยนไม้กวาดในมือทิ้งอย่างกระแทกกระทั้น แล้วเดินกระทืบเท้าปึงปังออกจากบ้านไป ทิ้งท้ายด้วยคำอาฆาตที่ฟังไม่ได้ศัพท์
#### ฝากเป็นกำลังใจให้น้องซูอวี้ของเราด้วยนะคะ
เทพซู คือระบบ
สิ้นเสียงปิดประตูดังปัง! ร่างอวบอ้วนของหลิวซินก็ทรุดฮวบนั่งลงไปกองกับพื้นทันที มีดปังตอในมือหล่นกระทบพื้นเสียงดังเคร้ง! ใบหน้าซีดเผือด
เหงื่อกาฬแตกพลั่ก หัวเข่าอ่อนเปลี้ยจนแทบยืนไม่อยู่ ไม่ใช่ว่าเธอไม่หวาดกลัวคมมีดหรือท่าทีคุกคามของสามี แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ต้องการปกป้องลูกสาวสุดที่รัก ทำให้เธอต้องฝืนทำใจกล้าลุกขึ้นสู้
"แม่คะ!" หานซูอวี้รีบถลาเข้าไปประคองร่างของมารดา สัมผัสได้ถึงอาการสั่นเทาไปทั้งตัวของผู้เป็นแม่ "แม่ ไม่เป็นไรแล้วนะคะ พ่อไปแล้ว" เธอพูดปลอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้หนักแน่นที่สุด เท่าที่เด็กวัยสิบสามจะทำได้
พลางออกแรงพยุงร่างท้วมของมารดาให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ซึ่งน่าแปลกที่ตัวเธอเองกลับรู้สึกว่าไม่ได้ใช้เรี่ยวแรงมากอย่างที่คิด เด็กหญิงช่วยประคองมารดาเข้าไปในห้องนอนขนาดเล็กเท่าแมวดิ้นตายของตน
ซึ่งเป็นหนึ่งในสองห้องนอนของบ้านหลังนี้ บ้านที่ไม่มีแม้แต่ห้องน้ำหรือห้องอาบน้ำในตัว เวลาจะปลดทุกข์หรือชำระร่างกาย พวกเธอต้องเดินออกไปใช้ห้องสุขาและห้องอาบน้ำรวมที่ทางการจัดสรรไว้ให้ในอีกมุมหนึ่งของชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของบ้านเรือนส่วนใหญ่ในยุคนี้
ภายในห้องแคบ ๆ มีเพียงเตียงไม้แทบจะผุพังกับโต๊ะตัวเล็กที่ใช้วางหนังสือ หานซูอวี้ค่อย ๆ ให้แม่นั่งลงบนเตียง แล้วรีบรินน้ำเปล่าในแก้วที่พอจะหาได้ส่งให้
"ดื่มน้ำก่อนนะคะแม่ เดี๋ยวหนูไปปิดประตูบ้านก่อน"
เมื่อเห็นว่าแม่เริ่มสงบลงบ้างแล้ว และยอมเอนตัวลงนอนพักผ่อนตามคำเกลี้ยกล่อมของตน หานซูอวี้จึงค่อย ๆ ถอยออกมา ปล่อยให้มารดาได้พักจากความตึงเครียดที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ทันทีที่อยู่ตามลำพัง โลกในหัวของหานซูอวี้ก็หมุนวนกลับไปสู่ภาพแปลกประหลาดที่เธอเห็นตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพโครงสร้างสามมิติ แสงหลากสีมากมาย รวมถึงข้อมูลจำนวนมากที่ไหลผ่านเข้ามาในสมองราวกับคลื่นยักษ์ ความปวดหัวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เริ่มทุเลาลง แต่ความสับสนยังคงอยู่
ขอยินดีต้อนรับสหายเหอซูอวี้ เข้าสู่โลกแห่งระบบการแพทย์ล้ำหน้าและการช่วยเหลือฉุกเฉิน กระผม ซูเซิน หรือสหายจะเรียกว่าเทพซู ก็ได้ เพราะผมเป็น เอไออัจฉริยะ ยินดีที่ได้รู้จัก
น้ำเสียงใสแจ๋ว คล้ายเด็กที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง คราวนี้มันทั้งชัดเจนและเป็นมิตรแฝงความเย่อหยิ่งหน่อย ๆ
"ซูเซิน…เทพซู…" หานซูอวี้ทวนชื่อที่ปรากฏขึ้นในหัวซ้ำ ๆ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้างขึ้น มองไปยังผนังห้องที่ว่างเปล่าราวกับกำลังมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? หลังจากที่เธอถูกรถชน…แล้วตื่นขึ้นมาในร่างตัวเองตอนเด็ก…ตอนนี้ยังมีเสียงเด็กผู้ชายที่อ้างตัวว่าเป็นระบบ AI อัจฉริยะดังอยู่ในหัวอีก หรือว่า…อาการปวดหัวอย่างรุนแรงเมื่อครู่ได้ทำลายสมองของเธอไปแล้ว?
"นี่ฉัน…ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?" หานซูอวี้ลองหยิกแขนตัวเอง ความเจ็บแปลบจากแขน ยืนยันว่าเธอยังคงตื่นอยู่ และเสียงนั้นก็ยังคงชัดเจนในโสตประสาท
ฝัน? ไม่ใช่แน่นอนครับ สหายหานซูอวี้ น้ำเสียงใสแจ๋ว ทว่าแฝงความมั่นใจ ของซูเซินตอบกลับ
ทุกเรื่องที่สหายเจออยู่ตอนนี้ ล้วนเป็นความจริงล้วน ๆ และผมก็คือระบบช่วยเหลือทางการแพทย์ที่มีความล้ำหน้ามากที่สุดจากอนาคต ที่ถูกส่งมาเพื่อสนับสนุนสหายในการลิขิตชีวิตใหม่ครั้งนี้โดยเฉพาะ พูดง่าย ๆ ก็คือ สหายโชคดีมากที่ได้เจอกับผม ประโยคท้ายของเจ้าตัวเจือความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
หานซูอวี้กลืนน้ำลายฝืดลงคอ ย้อนในสิ่งที่ได้ยิน ระบบ…ช่วยเหลือทางการแพทย์? หมายความว่ายังไง? แล้ว…แล้วคุณ…เธอ…นาย…เข้ามาอยู่ในหัวของฉันได้ยังไง?เด็กหญิงพยายามเรียบเรียงคำพูด สรรพนามที่ใช้เรียกสิ่งที่มองไม่เห็นนี้ช่างสับสนเหลือเกิน
"อย่างที่ผมแนะนำตัวไปแล้ว สหายจะเรียกผมว่าซูเซินหรือเทพซูก็ได้ แล้วแต่สะดวก" ซูเซินกล่าว
ก่อนจะอธิบายที่มาที่ไปของตน สำหรับการที่ผมเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของสหายนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากพลังงานมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมาในวินาทีที่จิตวิญญาณเดิมของสหายกำลังจะแตกดับ ผนวกกับความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต ทำให้เกิดการเชื่อมต่อข้ามมิติ และดึงดูดกระผมซึ่งเป็นระบบทดลองที่กำลังล่องลอยอยู่ในห้วงมิติพลังงาน ให้เข้ามาผสานกับจิตใต้สำนึกของสหายในอดีต…อธิบายแบบนี้สหายพอจะเข้าใจไหมครับ?
หานซูอวี้กะพริบตาปริบ ๆ ถึงจะฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์หลุดโลก แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เธอเพิ่งย้อนเวลากลับมาได้ การมี AI ในหัวก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว…กระมัง?
"แล้ว…ที่คุณบอกว่าสนับสนุนฉัน…หมายความว่ายังไง" หานซูอวี้ยังคงถามต่อเพื่อความกระจ่าง
กระผมสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดในอนาคตที่สหายจากมาได้รวม อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์อาการผู้ป่วย สร้างแบบจำลองสามมิติของอวัยวะภายใน แสดงผลการวินิจฉัย คำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือแม้แต่จำลองขั้นตอนการผ่าตัดที่ซับซ้อนให้สหายได้ฝึกฝนในมโนภาพได้อย่างสมจริง ลองดูตัวอย่างนี้นะครับ หากว่าคุณไม่เชื่อ ซูเซิน ขายตัวเองอย่างเต็มที่
สิ้นเสียงของซูเซิน ทันใดนั้นเอง ภาพสามมิติของโครงกระดูกมนุษย์ขนาดเล็ก ก็ปรากฏขึ้นในห้วงมโนภาพของเธอ มันหมุนได้รอบทิศทาง
และเมื่อซูเซินสั่ง โครงกระดูกนั้นก็ซูมเข้าไปยังส่วนของกระดูกสันหลัง แสดงให้เห็นถึงความโค้งงอที่ผิดปกติเล็กน้อย พร้อมกับมีตัวอักษรและข้อมูลทางการแพทย์ประกอบปรากฏขึ้นเป็นภาษาที่เธออ่านเข้าใจ
นี่คือ…ภาพจำลองสามมิติของสภาวะกระดูกสันหลังคดในระยะเริ่มต้น กระผมสามารถแสดงผลแบบนี้กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย รวมถึงจำลองการไหลเวียนของเลือด หรือการทำงานของระบบประสาทได้ด้วยนะครับสหาย คุณเห็นหรือยังว่าผมเทพมากแค่ไหน ซูเซินอธิบายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในความสามารถของตน
หานซูอวี้จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง นี่มัน…ล้ำหน้าเกินไปแล้ว! ถ้าเธอมีสิ่งนี้อยู่ในหัวจริง ๆ…ชีวิตใหม่ของเธอ…การช่วยเหลือแม่…การเป็นแพทย์อย่างที่เคยนึกฝัน…ทุกอย่างอาจจะไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป!
ในระหว่างที่ เธอกำลังเรียนรู้อยู่กับระบบ เด็กหญิงก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องนอนของตัวเอง
แม่น่าจะตื่นแล้ว เทพซูเอาไว้พวกเราค่อยคุยกันใหม่นะ
ได้เลยครับ เสียงของเทพซูกล่าว ก่อนจะตัดจบลง
และเมื่อหานซูอวี้เปิดประตูเข้าไปในห้องของเธอ เด็กหญิงมองร่างของแม่ที่กำลังนั่งห้อยขาอยู่ข้างเตียงด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปะ ทั้งดีใจ โหยหา และคิดถึง
หานซูอวี้ไม่รอช้า เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปกอดร่างอวบอิ่มของมารดาไว้เนิ่นนาน ปล่อยให้ความรู้สึกโหยหาและคิดถึงที่อัดอั้นอยู่เต็มอกได้ปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ น้ำตาอุ่น ๆ ไหลซึมอาบแก้มอย่างสุดจะกลั้น แต่ถึงอย่างนั้นแววตาของเธอกลับฉายประกายมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"เกิดอะไรขึ้น ใครรังแกลูกหรือว่าไอ้เลวนั้นกลับมาตีลูกกัน" หลิวซินถามขึ้นด้วยความตกใจ และกล่าวโทษตัวเองที่ไม่น่าแต่งงานกับคนแบบนี้ หล่อนไม่น่าหลงเชื่อคำพูดของแม่สื่อคนนั้นเลยจริง ๆ
"ไม่มีอะไรค่ะ แม่ หนูแค่คิดถึงแม่เท่านั้นเอง" น้ำเสียงเจือเสียงสะอื้นของลูกสาวทำให้หลิวซินรู้สึกมึนงง
"คิดถึงอะไรกัน ไม่ใช่ว่าเราก็อยู่ด้วยกันทุกวันหรอกหรือ" คนเป็นแม่ตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างเอ็นดู
หานซูอวี้ เงยหน้ามองใบหน้าที่คล้ำแดดจากการทำงานหนักด้วยดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจพูดในสิ่งที่ต้องทำให้ผู้ให้กำเนิดต้องตกใจออกมาอีกคำรบ
"แม่คะ…ฟังหนูนะ" น้ำเสียงของเธอจริงจังเกินวัย "เราอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้วค่ะ…แม่ต้องหย่ากับพ่อนะคะ"
"ซู…ซูอวี้? ลู…ลูกพูดอะไรน่ะ หย่าหรือ? ทำไม…พ่อเขาแค่…แค่โมโหไปหน่อยเท่านั้นเอง เดี๋ยวเขาก็หาย" น้ำเสียงของหลิวซินสั่นเครือ
หล่อน พยายามหาเหตุผลเข้าข้างสามีอย่างที่เคยทำมาตลอดชีวิตเนื่องจากเธอเองก็รู้ดี ว่าการเป็นแม่หม้ายในยุคสมัยนี้จะมีแต่คำครหา อีกทั้งลูกสาวของเธอล่ะ จะเป็นอย่างไร
"ไม่ค่ะแม่!" หานซูอวี้ส่ายหน้าจนผมของเธอไหวสั่น แววตาของเธอฉายชัดถึงความเจ็บปวดที่เคยประสบพบเจอมาในอดีตชาติ
"พ่อเขาไม่ได้แค่โมโหค่ะแม่ ที่ผ่านมาแม่ยังเจ็บปวดไม่พออีกหรือคะ? ที่พ่อเขาทำร้ายแม่ ด่าทอแม่เหมือนไม่ใช่คน…มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยนะคะ!"
หลิวซินน้ำตาคลอหน่วย "แต่…แต่ถ้าเราหย่ากัน…แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะลูก? แม่…แม่จะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงหนู…" ความกังวลฉายชัดในแววตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยชินกับการพึ่งพาสามีมาตลอด แม้ว่าการพึ่งพานั้นจะแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานก็ตาม
"พ่อเขา…เขาอาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้นะลูก บางที…ถ้าแม่พยายามอีกหน่อย…"
"แม่คะ!" หานซูอวี้จับมือที่เย็นชืดของมารดามากุมไว้แน่น "แม่ยังไม่เข้าใจอีกหรือคะ? ที่พ่อทำกับเราแบบนี้…ที่เขาโทษแม่ทุกอย่าง…ก็เพราะเขามีคนอื่น! เขามีผู้หญิงคนใหม่ของเขาแล้วค่ะแม่!"
"ไม่จริง!" หลิวซินร้องออกมาเสียงหลง "พ่อเขาไม่ทำแบบนั้นหรอก! เขา…เขารักแม่กับลูกนะ"
"รักหรือคะแม่?" หานซูอวี้เค้นเสียงถาม ดวงตาแดงก่ำ "รักแบบไหนที่วัน ๆ เอาแต่กินเหล้า เล่นการพนัน ไม่เคยดูแลครอบครัว แถมยังโทษว่าแม่ผิดที่ไม่มีลูกชายให้เขา! แม่รู้ไหมคะว่านั่นคือเหตุผลที่เขาอ้างเพื่อไปมีคนอื่น! ผู้หญิงคนนั้น…หนูรู้ว่าเขาซ่อนผู้หญิงคนนั้นไว้ที่ไหน"
คำพูดของลูกสาวเหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจของหลิวซิน เธอส่ายหน้าไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่ลึก ๆ แล้ว…บางทีเธออาจจะเคยระแคะระคายมาบ้าง เพียงแต่ไม่กล้ายอมรับความจริง
หานซูอวี้เห็นแม่ยังคงลังเลและสับสน เธอจึงตัดสินใจใช้ไพ่ใบสุดท้าย แม้รู้ว่ามันอาจจะทำให้แม่ตกใจและยากจะทำใจก็ตาม
"แม่คะ…ฟังหนูให้ดีนะ…ถ้าแม่ยังทนอยู่กับพ่อต่อไป…ชีวิตของแม่จะยิ่งเลวร้ายกว่านี้อีก หนูรู้…หนูเห็นมันมาแล้ว…" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น
"อีกไม่นาน…ประมาณปีหน้า…แม่จะป่วยหนักเพราะท้องนอกมดลูกจากการทำงานหนักและความเครียดสะสม แล้วพ่อ…พ่อเขาก็จะทุบตีแม่จนปางตาย…หนูจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับแม่อีกเด็ดขาด! ไม่ยอมเด็ดขาด!"
เด็กหญิงวัยสิบสามปีประกาศกร้าว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเจ็บปวดจากอดีตชาติที่ฉายชัดออกมา จนหลิวซินสัมผัสได้ถึงความจริงจังและความตั้งใจอันแรงกล้าของลูกสาวคนนี้…ลูกสาวที่ดูเหมือนจะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปจนเธอแทบจำไม่ได้ภายในชั่วเวลาไม่นาน
(นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน) หลิวซิน ถามตัวเองอย่างไม่อาจหาคำตอบได้
#### ฝากน้องไว้ในชั้นด้วยนะคะ