โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

[บทความ] ปี 2568 เลือกทำประกันรถไฟฟ้ายังไงให้คุ้ม ต่างจากรถน้ำมันหรือเปล่า ?

BT Beartai

อัพเดต 23 พ.ค. 2568 เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 08.34 น.
[บทความ] ปี 2568 เลือกทำประกันรถไฟฟ้ายังไงให้คุ้ม ต่างจากรถน้ำมันหรือเปล่า ?

รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นเทรนด์แห่งอนาคตทั้งในไทยและต่างประเทศ เติบโตเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2568 บนท้องถนนเราเริ่มเห็นรถไฟฟ้าเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่หลายคนยังไม่มั่นใจในเทคโนโลยีนี้ แต่เมื่อได้พิสูจน์แล้วว่าการใช้งานจริงไม่ต่างจากรถยนต์น้ำมัน แถมราคารถไฟฟ้าหลายรุ่นเริ่มจับต้องได้

ทำให้ความนิยมในรถไฟฟ้าจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการสำรวจสถิติยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน ณ เดือนเมษายน 2567 พบว่ามียานยนต์ไฟฟ้าสะสมรวมทั้งสิ้น 167,344 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 200% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าใหม่กว่า 73,000 คัน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้รถชาวไทยหันมาให้ความสนใจรถพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้านั้น ได้นำมาซึ่งการปรับตัวหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟ พฤติกรรมการใช้รถ และที่สำคัญคือ การประกันภัยรถยนต์ บทความนี้จะมาอัปเดตข้อมูลปี 2568 มีอะไรต้องรู้ก่อนซื้อประกันภัยบ้าง

ทำไมค่าเบี้ยประกันรถไฟฟ้าแพงกว่ารถสันดาป

เหตุแรกเลยก็คือ มูลค่าอะไหล่รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาสูงกว่ารถทั่วไป โดยเฉพาะชิ้นส่วนหลักอย่างแบตเตอรี่คิดเป็น 40-50% ของราคารถเลยทีเดียว เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ความเสียหายที่กระทบชุดแบตเตอรี่แม้เพียงเล็กน้อยก็มักนำไปสู่การเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งชุดแทนการซ่อมเฉพาะจุด ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงมาก

ตัวอย่างเช่น รถไฟฟ้าคันหนึ่งราคาประมาณ 1 ล้านบาท แบตเตอรี่ใต้ท้องรถได้รับแรงกระแทกเสียหาย แม้ตัวรถแทบไม่มีรอย แต่ศูนย์แนะนำให้เปลี่ยนแบตฯ ใหม่ ด้วยค่าใช้จ่ายถึง 500,000 บาท กรณีไม่มีประกันภัย

การทำประกันชั้น 1 สำหรับรถไฟฟ้าจึงถือว่าจำเป็น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเสียหายที่แพงกว่าปกติ

โดยช่วงแรก ๆ ที่รถไฟฟ้าเข้ามาในไทย มีบริษัทประกันเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่กล้ารับประกันรถประเภทนี้ เนื่องจากกังวลเรื่องอะไหล่ที่ยังหาได้ยาก ราคาแพง และขาดข้อมูลสถิติการเคลม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น บริษัทประกันเริ่มเก็บข้อมูลความเสียหายและปรับปรุงกรมธรรม์ให้รองรับความเสี่ยงของรถไฟฟ้าได้ครอบคลุมมากกว่าเดิม

เหตุผลที่สอง เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาพร้อมกับความเสี่ยงใหม่ แม้รถไฟฟ้าจะหมดปัญหาแบบเดิม ๆ เพราะไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง, ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวใหม่ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจรภายในระบบแบตเตอรี่, ความเสี่ยงไฟไหม้จากแบตฯ ที่เสียหาย, หรือกรณีชาร์จไฟที่อาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน

เหตุผลที่สาม จำนวนศูนย์ซ่อมที่จำกัด ทำให้ต้นทุนการเคลมของประกันสูงขึ้น ด้วยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้บริษัทประกันจึงต้องกันวงเงินไว้รองรับความเสี่ยงมากกว่า ส่งผลให้ต้องคิดค่าเบี้ยแพงกว่ารถน้ำมันปกติอยู่พอสมควร เฉลี่ยประมาณ 10-20% อ้างอิงข้อมูลจากวิริยะประกันภัย

เกณฑ์ใหม่ปี 2568 จาก คปภ. มีอะไรบ้าง ?

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกประกาศหลักกรมธรรม์รูปแบบใหม่เกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้ความคุ้มครองของประกันรถยนต์ไฟฟ้า ครอบคลุมประเด็นเฉพาะทางมากขึ้นกว่าสมัยก่อน (เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา และยังคงใช้เกณฑ์ดังกล่าวในปี 2568 เพื่อส่งเสริมให้ทั้งผู้ใช้รถและบริษัทประกันปรับตัวเท่าทันยุครถไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นที่สำคัญดังนี้ :

คุ้มครองแบตเตอรี่แยกจากตัวรถ

เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญและแพงที่สุดของรถไฟฟ้า กรมธรรม์รถไฟฟ้าจะแยกความคุ้มครองแบตเตอรี่ออกจากตัวรถชัดเจน กรณีแบตเตอรี่เสียหาย บริษัทประกันจะชดใช้ตามมูลค่าแบตเตอรี่เต็มจำนวน หากรถยังใหม่ (ปีแรก) ได้รับค่าสินไหม 100% ของราคาแบตเตอรี่ และหลังจากนั้นค่าคุ้มครองแบตฯ จะลดลงปีละ 10% ตามค่าเสื่อม โดยกำหนดขั้นต่ำที่ 50% สำหรับรถที่อายุเกิน 5 ปีขึ้นไป

บังคับระบุชื่อผู้ขับขี่

ประกันรถไฟฟ้าจำเป็นต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ในกรมธรรม์เท่านั้น (ปัจจุบันเพิ่มเพดานสูงสุดเป็น 5 คน จากเดิมที่จำกัด 2 คน) เพื่อให้สามารถตรวจสอบประวัติและมอบส่วนลดให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยได้เต็มที่

หากเกิดอุบัติเหตุแล้วคนขับไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ระบุไว้ ผู้เอาประกันต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกสูงสุด 8,000 บาท ก่อนที่ประกันจะเข้ามารับผิดชอบส่วนที่เหลือ

ความคุ้มครองเครื่องชาร์จไฟฟ้าส่วนบุคคล

ผู้ใช้รถไฟฟ้าหลายคนติดตั้งเครื่องชาร์จประจำบ้าน (Wall Charger) ซึ่งตามเกณฑ์ใหม่สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับเครื่องชาร์จนี้ได้ เบี้ยประกันคิดในอัตราประมาณ 3% ของมูลค่าเครื่องชาร์จเท่านั้น โดยคุ้มครองกรณีเครื่องชาร์จไฟฟ้าเสียหายหรือสูญหาย เช่น ไฟไหม้หรือถูกขโมย เป็นต้น

เกณฑ์ใหม่เหล่านี้ทำให้กรมธรรม์รถยนต์ไฟฟ้าในปี 2568 มีความครอบคลุมครบถ้วนยิ่งขึ้น ผู้ใช้รถไฟฟ้าจึงอุ่นใจได้มากกว่าเดิมเมื่อถือประกันภัยที่ออกมาตามหลักเกณฑ์ใหม่นี้

เลือกประกันรถไฟฟ้ายังไงให้คุ้ม

การจะเลือกประกันรถไฟฟ้าให้คุ้มค่านั้น หัวใจสำคัญคือ เลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับความเสี่ยงของรถไฟฟ้าของเรา โดยพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ :

  • ตรวจสอบว่ากรมธรรม์คุ้มครองแบตเตอรี่ครอบคลุมกรณีใดบ้าง (อุบัติเหตุ, น้ำท่วม, ไฟไหม้, ถูกขโมย) และมีเงื่อนไขค่าเสื่อมอย่างไร บริษัทที่คุ้มครองแบตฯ 100% หลายปีอาจได้เปรียบในด้านความคุ้มค่า แต่ก็มักมีเบี้ยสูงกว่าเล็กน้อย
  • เลือกบริษัทที่มีอู่หรือศูนย์บริการคู่สัญญาที่สามารถซ่อมรถไฟฟ้าได้ หรือมีนโยบายส่งซ่อมศูนย์บริการมาตรฐานของรถยี่ห้อนั้น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่ารถของคุณจะได้รับการซ่อมแซมอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
  • เปรียบเทียบเบี้ยประกันจากหลายบริษัทสำหรับทุนประกันรถรุ่นของคุณ เพราะแต่ละเจ้าจะคำนวณไม่เท่ากัน บางเจ้ามีส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ขับขี่ปลอดภัย ซึ่งการเปรียบเทียบออนไลน์สามารถช่วยหาดีลที่คุ้มที่สุดได้
  • ดูในเรื่องบริการเสริมและของแถม เช่น บริการรถยก/ชาร์จแบตฯ ฉุกเฉิน, รถสำรองระหว่างซ่อม, ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลของผู้ขับขี่ ฯลฯ บางบริษัทมีให้รวมในกรมธรรม์หรือมีแพ็กเกจเสริม เลือกตามไลฟ์สไตล์การใช้รถของคุณ
  • ช่องทางการซื้อที่สะดวก ปัจจุบันมีเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาประกันออนไลน์ที่ใช้งานง่าย ช่วยให้เห็นเบี้ยจากหลายบริษัทได้ทันที เช่น heygoody.com และเจ้าอื่น ๆ การใช้ช่องทางเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกประกันรถไฟฟ้าที่คุ้มค่าที่สุดได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ระดับการคุ้มครองสำหรับรถไฟฟ้า

การเลือกประกันรถยนต์ไฟฟ้า ควรพิจารณาความคุ้มครองหลัก ๆ ไม่ต่างจากประกันรถทั่วไป แต่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษว่ากรมธรรม์รองรับความเสี่ยงเฉพาะของรถไฟฟ้าแค่ไหน โดยทั่วไปประกันรถยนต์มีอยู่หลายระดับ ดังนี้ :

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองครอบคลุมมากที่สุด ทั้งความเสียหายต่อรถของเรา (ไม่ว่าจะชนกับอะไรหรือไม่มีคู่กรณีก็คุ้มครอง) รวมถึงคุ้มครองความเสียหายต่อรถคู่กรณี ทรัพย์สิน บุคคลภายนอก รถสูญหาย ไฟไหม้ และภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วม รวมถึงครอบคลุมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วย หากเกิดเหตุชนหรืออุบัติเหตุที่แบตเตอรี่เสียหาย ประกันชั้น 1 จะดูแลค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ตามวงเงินคุ้มครองที่กำหนด

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ / ชั้น 2 คุ้มครองเฉพาะความเสียหายของรถคันเอาประกันในกรณีถูกโจรกรรมหรือไฟไหม้ และคุ้มครองความเสียหายต่อคู่กรณี (ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก) แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายจากอุบัติเหตุรถชน สำหรับรถไฟฟ้าหากทำประกันชั้น 2 จะได้รับความคุ้มครองแบตเตอรี่เฉพาะกรณีรถไฟไหม้หรือรถถูกขโมยเท่านั้น และกรณีประกัน 2+ ก็จะคุ้มครองอุบัติเหตุรถชนคล้ายชั้น 1 แต่ยังจำกัดเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะด้วยกัน ดังนั้นประกันชั้น 2 หรือ 2+ อาจเหมาะกับรถไฟฟ้าที่ใช้งานน้อย มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุต่ำ และยอมรับความเสี่ยงบางส่วนเองได้ เพื่อประหยัดค่าเบี้ยต่อปี

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ / ชั้น 3 คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ไม่ครอบคลุมความเสียหายใด ๆ ต่อรถของผู้เอาประกัน (ส่วนแบบ 3+ จะเพิ่มคุ้มครองรถผู้เอาประกันในกรณีชนกับยานพาหนะทางบกเช่นกัน) แต่หากรถเราเสียหายจากอุบัติเหตุโดยไม่มีคู่กรณี เราต้องซ่อมรถเองทั้งหมด รวมถึงค่าแบตเตอรี่ ที่อาจเสียหายด้วย ซึ่งกรมธรรม์ชั้น 3 จะไม่คุ้มครองแบตเตอรี่รถไฟฟ้าเลย

รวม Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันรถไฟฟ้า

ถาม : รถไฮบริดควรเลือกทำประกันแบบไหน ?
ตอบ : รถยนต์ไฮบริด (ที่ใช้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า) โดยทั่วไปสามารถทำประกันภัยรถยนต์แบบเดียวกับรถน้ำมันได้เลย เพราะโครงสร้างและความเสี่ยงใกล้เคียงกัน บริษัทประกันส่วนใหญ่ยังจัดประกันรถไฮบริดอยู่ในหมวดเดียวกับรถเครื่องยนต์สันดาป เบี้ยประกันจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันหรือแพงกว่าเล็กน้อยตามมูลค่ารถ

ถาม : รถไฟฟ้าเจอน้ำท่วมสามารถเคลมประกันได้ไหม ?
ตอบ : ได้ หากผู้เอาประกันทำประกันภัยรถยนต์ประเภทที่คุ้มครองภัยธรรมชาติ (ซึ่งประกันชั้น 1 และประกันชั้น 2+ ส่วนใหญ่คุ้มครองอยู่แล้ว) บริษัทประกันจะรับผิดชอบค่าซ่อมแซมตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งรวมถึงค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ หากแบตเตอรี่เสียหายจากน้ำท่วมด้วย แต่ทั้งนี้ต้องเป็นกรณีที่ไม่ได้จงใจขับรถลุยน้ำที่มีการประกาศเตือนภัยแล้ว เพราะถือเป็นการจงใจรับความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ บริษัทประกันอาจปฏิเสธความคุ้มครอง

ถาม : ถ้ารถเสียหายจากการชาร์จไฟ ประกันคุ้มครองหรือไม่ ?
ตอบ : กรณีรถไฟฟ้าเสียหายจากเหตุการณ์ระหว่างชาร์จไฟ เช่น เกิดไฟฟ้าลัดวงจรที่สถานีชาร์จแล้วทำให้แบตเตอรี่รถเสีย หรือไฟไหม้ขณะชาร์จ ฯลฯ เหล่านี้ถือเป็นความเสียหายที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่การเสื่อมตามปกติ ซึ่งประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 จะคุ้มครองอยู่แล้ว

แต่หากผู้เอาประกันซื้อความคุ้มครองเครื่องชาร์จไฟฟ้าภายในบ้านเพิ่มเติมไว้ด้วย กรณีเครื่องชาร์จเกิดไฟไหม้หรือเสียหายระหว่างชาร์จ รถและเครื่องชาร์จจะได้รับความคุ้มครองทั้งหมดตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์

ถาม : รถไฟฟ้าราคาต่ำลง เบี้ยประกันจะถูกลงตามไหม ?
ตอบ : ใช่ครับ เพราะเบี้ยประกันภัยรถยนต์จะพิจารณาจากทุนประกัน ซึ่งสัมพันธ์กับมูลค่าตลาดของรถคันนั้น หากราคารถ EV รุ่นใดลดลง เบี้ยประกันภัยของรถรุ่นนั้นก็มีแนวโน้มจะลดลงตามไปด้วย

ตัวอย่างเช่น รถ EV รุ่นที่มีราคาตลาดใหม่เหลือเพียง 500,000 บาทจากเดิม 1,000,000 บาท เบี้ยประกันชั้น 1 ในปี 2568 ก็ปรับลงเหลือเพียงประมาณ 10,000 บาทต้น ๆ จากเดิมอาจจะ 20,000 บาท

นอกจากนี้ บริษัทยังปรับราคาเบี้ยตามต้นทุนซ่อมเฉลี่ยและความถี่ในการเคลมของแต่ละรุ่นด้วย หากรุ่นนั้นมีข้อมูลสถิติที่ดี ซ่อมง่าย เคลมน้อย เบี้ยก็จะยิ่งถูกลง

ดังนั้นการเช็กทุนประกันให้สอดคล้องกับราคาตลาดและความต้องการจริงจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการประหยัดเบี้ยและได้ความคุ้มครองที่พอดีครับ เพราะหากทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าตลาดจริงมาก อาจได้รับค่าสินไหมไม่พอหากเกิดเหตุเสียหายทั้งหมด ในขณะเดียวกัน หากทุนประกันสูงเกินความจำเป็น ก็จะต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้นโดยไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง

ในท้ายที่สุดนี้ รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีความเสี่ยงและข้อควรระวังเฉพาะ แต่การทำประกันภัยจะช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ตลอดการใช้งาน ไม่ว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันใด ๆ ประกันที่คุ้มครองครอบคลุมย่อมช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายและการจัดการซ่อมแซม ก็จะได้ทั้งความคุ้มค่าและความสบายใจตลอดเส้นทางของการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าในยุคนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...