โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

Business Today Thai Politics 30 พฤษภาคม 2568

Businesstoday

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 16.47 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 09.47 น. • Businesstoday

“ทักษิณ” เผยคุยฮุนเซนแล้ว ปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา เชื่อเคลียร์กันจบ

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถานการณ์ความตรึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ว่า คิดว่าน่าจะเคลียร์กันจบแล้ว เพราะผู้ใหญ่ทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีคุยกันรู้เรื่อง และทางทหารก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเรื่องดังกล่าวเป็นการกระทบกระทั่งกันในพื้นที่ ของทหารชั้นผู้น้อย

ซึ่งมีกติกาที่ว่า เขตแดนที่ไม่ชัดเจน ไม่มีการปักปัน ใครจะอ้างสิทธิ์อย่างไรก็ให้ถอยออกไปก่อน หรือเป็น No man’s land ไม่มีผู้ที่ครอบครองหรือใช้สิทธิ์ ซึ่งก็จะไม่เกิดเหตุกระทบกระทั่งกัน เพราะการปักปันแดนของแต่ละประเทศทั่วโลก บางครั้งต้องใช้เวลานานเป็น1000 ปี พูดคุยกันไม่จบ และบริเวณดังกล่าวก็ไม่มีอะไรเป็นพื้นที่ป่า

ส่วนได้มีการพูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภา และประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา แล้วหรือไม่นั้น นายทักษิณระบุว่า ทั้ง 2 รัฐบาลมีการพูดคุยกันตลอด

ส่วนนายทักษิณได้มีการพูดคุยกับสมเด็จฮุนเซนเป็นการส่วนตัวหรือไม่นั้น นายทักษิณ ระบุว่า ตนและสมเด็จฮุนเซนมีการพูดคุยกันเป็นประจำ เพียงแต่ขอทุกฝ่ายอย่าไปเติมเชื้อไฟ ให้เกิดการกระทบกระทั่งบริเวณชายแดนหรือที่จะเกิดเหตุยิงกันก็ขอให้กลายเป็นการเตะตะกร้อร่วมกัน
ส่วนท่าทีของสมเด็จฮุนเซน ที่จะส่งกำลังมาเพิ่มบริเวณชายแดน จะทำให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้นหรือไม่นั้น นายทักษิณ ยืนยันว่าไม่มี และขณะนี้มีการถอนกำลังหมดแล้ว

ส่วนเงื่อนไขข้อตกลงระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชาที่ยังไม่ตรงกันนั้น นายทักษิณ กล่าวว่า จะดีขึ้นบางครั้งก็คนละที แต่หลักการคือไม่มีการเพิ่มความตึงเครียด และจะต้องช่วยกันทั้งสองฝ่าย และพยายามสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ว่าทั้ง 2 ประเทศเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ควรมีความขัดแย้งใดๆ

ส่วนที่สมเด็จฮุนเซนมีการหยิบยกประเด็นประสาทของพระวิหารมาโพสต์เฟซบุ๊กด้วยนั้น นายทักษิณแล้วบอกว่าตนเองยังไม่ได้อ่าน

นายกฯ สั่ง 6 เดือนหลังจากนี้ ทำเที่ยวไทยเป็นไฮซีซั่นตลอดปี

วันที่ 30 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยว ครั้งที่ 2/2568 ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม โดยนายสรวงศ์ กล่าวว่า

ได้มีการรายงานความคืบหน้าจากทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต้องมีการทำงานบูรณาการ โดยนายกฯให้นโยบายทำให้นักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ความปลอดภัย และมีงบ 1.57 แสนล้านบาทในการประตุ้นเศรษฐกิจด้วย ตัวนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว ทั้งนี้มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงจริง

แต่รายได้ที่เข้าประเทศนั้นสูงขึ้น ประกอบกับนักท่องเที่ยวที่มาจากตลาดยุโรปและอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้นายกฯมีการติดตามงานเรื่องเมืองหลักและเมืองรอง ซึ่งในงบกระตุ้นเศรษฐกิจที่กระทรวงการท่องเที่ยฯขอไป ทั้งโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง การดึงตลาดจีนกลับมาให้เป็นตลาดที่มีคุณภาพมากขึ้น

เมื่อถามว่า เที่ยวคนละครึ่งจะใช้ได้ เดือน ก.ค.นี้เลยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในงบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก และเดี๋ยวทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้มีการทำแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการและคนไทยที่สนใจลงทะเบียนควบคู่กันไป คาดว่าจะใช้ได้วันที่ 1 ก.ค.นี้

ด้าน นายจิรายุ กล่าวว่า ในที่ประชุมนายกฯสั่งการนับจากครึ่งปีหลังเป็นต้นไป นักท่องเที่ยวในประเทศทั้งชาวไทยและต่างชาติ ไม่ว่าจะเดินทางไปจุดไหนของประเทศไทยต้องมีความปลอดภัย ต้องมีความพร้อมในเรื่องความสะอาด ทั้งห้องน้ำ ที่จอดรถ และการอำนวยความสะดวก รวมทั้งระบบความปลอดภัยสมัยใหม่ เช่น ระบบเอไอ ที่ตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานต่างๆจะประสานดูแลในทุกๆจุด

ขณะที่เรื่องความสะอาดเราได้รับการร้องเรียนว่าต้องปรับปรุง ทั้งจุดรอ จุดนั่งพัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีหลายวัย ซึ่งนายกฯกำชับแม้ว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจะลดลงแต่มูลค่าสูงขึ้น ฉะนั้น 6 เดือนหลังนับจากนี้ไฮซีซั่นตลอดทั้งปี ไม่มีโลว์ซีซั่น จะมีกิจกรรมที่หลากหลาย

“อนุทิน“ ปัดเอี่ยว สว. ตั้ง กมธ.แจมปมมติแพทยสภา

ทำเนียบ วันนี้ ( 30 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ สว. มีการตั้งกรรมาธิการร่วม 2 คณะ เพื่อตรวจสอบกรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวกับการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า สีน้ำเงินเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่อง ตอนนี้ไม่กล้าเดินเข้าไปตึก สว.แล้ว ก่อนหน้านี้ยังไปขอข้าวเขากิน ไปหา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 บ้าง แต่ตอนนี้ถูกผูกจนไม่ไปแล้ว รอให้เรื่องเรียบร้อยก่อนค่อยไปหากันใหม่

เมื่อถามว่าสังคมมองกันว่า สว.คือ สีน้ำเงิน นายอนุทิน กล่าวว่า “สีน้ำเงินคือ สีที่ดี เป็นสีประเสริฐ สีมงคล เป็นสีแห่งความจงรักภักดี” เมื่อถามย้ำว่า แต่ถูกโยงกลายมาเป็นความขัดแย้งทางการเมือง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้ใครโยง อย่าวันนี้เนชั่นตนก็ไป มีประชุมเรื่องยาเสพติดที่กระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เชิญมาตนก็ไป แม้มีคนโยงว่า กระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงมหาดไทยไม่ถูกกัน แต่เรื่องงานสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด พอตนไปทำไมไม่มาบอกว่า สามัคคีกัน ทำไมยังบอกว่า ขัดแย้งอยู่ วันนี้ไม่รู้ว่า คนที่เสี้ยมเป็นใครกันแน่ ถ้าไม่ถูกกันจะไปทุกงานอย่างนี้ได้อย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุขมีความวุ่นวาย หลังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วีโตมติแพทยสภา นายอนุทิน กล่าวว่า วุ่นวายอย่างไร ไม่วุ่นวาย เมื่อสักครู่ได้ประชุมร่วมกับนายสมศักดิ์ที่ทำเนียบฯ ต่างสนับสนุนข้อมูลต่างๆ กันด้วยดี เมื่อถามว่า คิดว่า นายสมศักดิ์เอาอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายสมศักดิ์เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ตนยังไม่จบชั้นมัธยมศึกษาเลย

“สรวงศ์” เตรียมชงเราเที่ยวคนละครึ่งเข้า ครม.หนุนเริ่มใช้ 1 ก.ค.

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 2/2568 ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ว่า ได้รายงานความคืบหน้าของทุกกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ที่ต้องทำงานบูรณาการร่วมกัน

เพราะมีเรื่องของภาพลักษณ์ ความปลอดภัย ความสะอาด ความสะดวกสบาย ให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ช่วงโลซีซั่น โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายในหลายด้าน ทั้ง การทำให้นักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงความปลอดภัย และมีงบที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 แสน 5 หมื่น 7 พัน ล้านบาท มาช่วย

สร้างความเชื่อมั่น รวมถึงได้รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนลดลง แต่รายได้เข้าประเทศยังสูงขึ้น ประกอบกับนักท่องเที่ยวที่มาจากทางไกล ทั้ง ตลาดยุโรป ตลาดอเมริกา เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามงานของเมืองหลัก และเมืองรอง ที่ของบกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ขอไป ทั้งโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง หรือ การนำตลาดจีนกลับมาพร้อมกับตลาดที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งโครงการเที่ยวคนละครึ่ง จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ในเรื่องงบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ทำแพลตฟอร์มที่จะให้ผู้ประกอบการ และคนไทยทุกคนที่สนใจได้ลงทะเบียนควบคู่กันไป น่าจะใช้ได้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ 2 – 3 ประเด็น ว่า ในครึ่งปีหลังจากนี้ไป นักท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเดินทางไปจุดใดของประเทศไทย ต้องมีความปลอดภัย ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของความสะอาด ทั้ง สุขา ที่จอดรถ การอำนวยความสะดวก ระบบความปลอดภัยใหม่ใหม่สมัยใหม่ เช่น ระบบ AI ซึ่งตำรวจท่องเที่ยว หรือตำรวจท้องที่ และหน่วยงานอื่น ๆ จะประสานบูรณาการกัน

เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวในทุกจุด จะต้องดูและเรื่องความสะอาด เพราะได้รับการร้องเรียนมา ว่า มีหลายจุดไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง เนื่องจากคนไปเที่ยวมีหลากหลายวัย นายกรัฐมนตรีจึงกำชับว่า แม้นักท่องเที่ยวจะลดลง แต่รายได้ยังสูงขึ้น ดังนั้น ครึ่งปีหลังจะมีกิจกรรมที่หลากหลาย

“เชาวฤทธิ์”สบันสนุนงบประมาณปี 69 กระทรวงเกษตรฯ

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.เวลา 11.10 น.นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญ (เป็นพิเศษ) วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทว่า ตนขอสนับสนุนงบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยเฉพาะกรมการข้าว ที่วันนี้ข้าวไทยกำลังแข่งขันบนเวทีโลกในเรื่องราคาและคุณภาพ รวมไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม นาข้าวคือแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของภาคการเกษตรคิดเป็น 49% ของภาคการเกษตรทั้งหมดและส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน ที่มีอันตรายกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นายเชาวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า คำถามคือเราจะปลูกข้าวอย่างไรให้ชาวนาได้ประโยชน์ประเทศได้เครดิต คำตอบก็คือ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำในนาตลอดฤดู แต่จะปล่อยให้นาแห้งเป็นช่วงๆ ทำให้ลดการใช้น้ำปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และที่สำคัญคือ การลดก๊าซมีเทนได้กว่า 30 เปอร์เซ็นต์ โดยยังได้ข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกกันว่าข้าวคาร์บอนต่ำ

อีกทั้งชาวนายังสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปขายให้กับบริษัทที่รับซื้อทำให้มีรายได้เสริมเพิ่มขึันด้วย ตนจึงขอขอให้จัดสรรงบประมาณปี 69 ไปดูแลเรื่องนี้ด้วย
“การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯที่ผ่านมา เป็นที่น่าชื่นชมรัฐมนตรีทััง 2 ท่าน

โดยเมื่อปี 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ออกนโยบายเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และในปี 2568 และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ออกนโยบายโฉนดต้นยางพารา และโฉนดต้นไม้ เพิ่มสินทรัพย์บนดิน ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชาวสวนให้เติบโตและยั่งยืน ซึ่งผมเชื่อว่า 2 นโยบายดังกล่าวที่เกิดขึ้นจะให้ชีวิตของเกษตรกรกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศดีขึ้น”นายเชาวฤทธิ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...