โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

4 เหตุผลเบื้องหลัง เศรษฐกิจสหรัฐไม่แย่ แม้เจอภาษีทรัมป์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 23.07 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 06.30 น.

เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศนโยบายภาษีนำเข้าในวัน "Liberation Day" เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2025 ที่ผ่านมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังก้องทั่วแวดวงเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พากันคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะตกต่ำ ตลาดหุ้นจะพังทลาย และอัตราเงินเฟ้อจะทะยาน

แต่เมื่อเวลาผ่านมาสามเดือน ภาพที่เกิดขึ้นกลับตรงข้ามกับการคาดการณ์ ดัชนี S&P 500 กลับขึ้นมาทำสถิติใหม่อีกครั้ง ราคาสินค้าในร้านค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง และอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น จริงๆ แล้วทรัมป์คิดถูกใช่ไหม? หรือสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุผลอื่นรองรับ?

บทวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ระในบทความ “How America’s economy is dodging disaster” เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่า เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังไม่ใช่เพราะนโยบายดี แต่เพราะมี “เครื่องกันกระแทก” ทั้งหมด 4 ประการด้วยกัน

1. ธุรกิจปรับตัว สต็อกของ

สิ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจอเมริกาผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้คือการเตรียมตัวล่วงหน้าของภาคธุรกิจ บริษัทต่างๆ ได้เก็บสต็อกสินค้านำเข้าไว้เป็นจำนวนมหาศาลก่อนที่ภาษีนำเข้าจะมีผลบังคับใช้จริง การนำเข้าในปริมาณมากนี้ทำให้ตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ แต่กลับกลายเป็นเครื่องกันกระแทกในช่วงหลัง

ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ ยังคงใช้สต็อกเก่าอยู่ ยังไม่จำเป็นต้องรับผลกระทบจากภาษีนำเข้าอย่างเต็มที่ แต่เมื่อสต็อกเหล่านี้หมดลง ธุรกิจจะต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าต้องจ่ายภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น

2. ธุรกิจรับภาระเอง-ไม่ผลักให้ผู้บริโภค

อีกเหตุผลสำคัญคือธุรกิจส่วนใหญ่เลือกที่จะรับภาระภาษีนำเข้าเอง แทนที่จะขยายต้นทุนไปให้ผู้บริโภค ทั้งนี้เพราะผู้บริหารหลายคนคิดว่าทรัมป์อาจเปลี่ยนใจ หากยกราคาแล้วต้องลดราคาทีหลัง จะเสียลูกค้า

ผลลัพธ์คือราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเพียง 1-2% ทั้งที่ภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 12% ซึ่งต้องใช้ "กล้องจุลทรรศน์ทางเศรษฐกิจ" ถึงจะสามารถมองเห็นผลกระทบได้

3. นโยบายพักภาษีชั่วคราว-ซื้อเวลาได้

การที่ทรัมป์ประกาศพักการเก็บภาษีนำเข้า 90 วันหลังจากวันประกาศ และขยายเวลาออกไปอีกจากวันที่ 9 ก.ค. เป็น 1 ส.ค. ทำให้ทุกฝ่ายเข้าสู่โหมด "รอดู" ความไม่แน่นอนนี้กลับช่วยทำให้ตลาดสงบลงได้

4. เศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นพื้นฐาน

อีกหนึ่งปัจจัยคือเศรษฐกิจอเมริกาเติบโตอย่างต่อเนื่อง 2-3% ต่อปีตั้งแต่ปี 2022 ความแข็งแกร่งพื้นฐานนี้ทำให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกจากภาษีนำเข้าได้ในระยะสั้น โดยไม่ตกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

บทวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ยังระบุอีกว่า สิ่งที่น่าสนใจคือภาษีนำเข้ากลับสร้างผลกระทบที่ไม่คาดคิด โดยทำให้ราคาสินค้าบางอย่างถูกลง เนื่องจากการประกาศนโยบายทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้ความต้องการซื้อสินค้าลดลง และราคาสินค้าถูกลงตามไปด้วย

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายของครัวเรือนในเดือนพ.ค.ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนต่ำกว่าที่คาดการณ์

อนาคตยังไม่แน่นอน: ดีเดย์ 1 ส.ค.

สิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้เป็นเพียงการ "หลบหลีก" ชั่วคราวเท่านั้น ความจริงคือการจับตาดูวันที่ 1 ส.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากทรัมป์ตัดสินใจเก็บภาษีนำเข้าเต็มรูปแบบ หรือเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบที่แท้จริงจะเริ่มปรากฏ

การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกรณี Brexit แสดงให้เห็นว่าความไม่แน่นอนเพียงอย่างเดียวก็สามารถกดดันการลงทุนได้เป็นเวลาหลายปี และข้อมูลล่าสุดของ Goldman Sachs บ่งชี้ว่าการชะลอตัวปัจจุบันมีรูปแบบคล้ายคลึงกับวิกฤตที่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอดีต

ไม่ใช่ชัยชนะ แต่ก็ไม่ใช่หายนะ

บทวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ระบุว่า หากจะให้สรุปสถานการณ์ครั้งนี้สั้นๆ อาจสรุปได้ว่า “ไม่ใช่ชัยชนะของทรัมป์ แต่เศรษฐกิจก็ไม่ถึงกับหายนะ” เศรษฐกิจอเมริกาหลีกเลี่ยงวิกฤตได้ในระยะสั้น ไม่ใช่เพราะนโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ดี แต่เพราะเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับนโยบายที่ไม่เหมาะสม ธุรกิจมีการเตรียมตัว และมีมาตรการพักชั่วคราวที่ช่วยซื้อเวลา

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในระยะยาวยังคงไม่แน่นอน หากภาษีนำเข้าดำเนินต่อไป ผลกระทบที่แท้จริงจะตามมา และอาจทำให้คนอเมริกัน “ยากจนลง” โดยที่แทบจะไม่รู้สึกตัว

สำหรับทรัมป์ สถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ชัยชนะยิ่งใหญ่ที่เขาอาจอ้างได้ แต่ก็ไม่ใช่หายนะที่ฝ่ายค้านคาดการณ์ไว้ มันเป็นเพียงการที่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งสามารถ "หลบหลีก" ผลกระทบจากนโยบายที่ไม่เหมาะสมได้ชั่วคราวเท่านั้น

อ้างอิง: The Economist

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...