โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘สหรัฐฯ‘ เตือน รัฐบาลอย่าแลกผลประโยชน์เกินจำเป็น ปม ‘ภาษีสหรัฐ’

The Reporters

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 05.52 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 05.52 น.

‘สหรัฐฯ‘ จ่อขึ้นภาษีนำเข้าไทย 36% 'ศิริกัญญา' เตือน รัฐบาลอย่าแลกผลประโยชน์เกินจำเป็น

วันนี้ (8 ก.ค. 68) ที่รัฐสภา นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาส่งจดหมายเพิ่มภาษี 36% ว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างช็อก เพราะตอนแรกมีการประกาศว่าจะส่งจดหมายถึงหลาย ๆ ประเทศในรอบแรก และก็ไม่คาดคิด ว่าประเทศไทยจะอยู่ในรอบเลย เนื่องจากเราเพิ่งเข้าสู่กระบวนการเจรจาไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 68 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าประเทศไทยมีรายชื่อปรากฏเป็น 1 ใน 14 ประเทศ จุดนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ ขณะเดียวกันอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ได้รับจดหมายพร้อมกับเราเช่นกันไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว พม่า และกัมพูชา ด้วยการที่จบลงที่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์

ตนเองมองว่าเป็นการบีบให้เราจนมุมด้วยเดดไลน์ และจำเป็นที่จะต้องคลายข้อเสนอที่ยังตกลงกันไม่ได้ให้มากกว่าเดิม เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการที่จะโดนภาษี 36% ดังนั้นภาษี 36% เป็นภาษีสูงสุดที่เราจะได้รับ และเชื่อว่าคงจะไม่ได้รับเพิ่มไปมากกว่านี้แล้ว

นางสาวศิริกัญญา กล่าวต่ออีกว่าหลายประเทศถูกปรับขึ้นภาษีจากเดือนเมษายน ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่นจากเดิม 24% เป็น 25% ส่วน ประเทศมาเลเซียก็เริ่มปรับเพิ่มขึ้น จุดนี้ตนเองถือว่ายังมีช่วงเวลาให้เราได้หายใจและปรับปรุงข้อเสนออีกรอบหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าข้อเสนอใหม่ก็ถูกเสนอไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 68 ที่ผ่านมา ชี้ว่าคงต้องรอดูท่าทีของสหรัฐอเมริกาว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่า ข้อเสนอเรื่องของการเกษตรที่มีการเสนอเข้าไป จะมีความคืบหน้าอย่างไรหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ทางการไทยโดย นายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการพูดถึงการที่จะเข้าไปลดภาษีสินค้าเกษตร และเปิดตัวสินค้าเกษตรในหลาย ๆ ตัว โดยขณะนี้ยังไม่เปิดเผยว่าเป็นตัวไหนบ้าง และมีการพูดถึงการลดภาษีลงเหลือ 0% ในประมาณ 90% ของสินค้าที่เรามีการเก็บจากทางสหรัฐอเมริกา หากเทียบกับมาตรฐานของทางเวียดนามที่ได้ประกาศไปแล้วว่าจะลดเหลือ 0% ทุกรายการ และได้ภาษี 20% มา ก็อาจจะเป็นข้อเสนอที่ไม่ได้น่าดึงดูดนักสำหรับสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้คงต้องรอดูทั้ง 90% ของรายการว่ามีรายการอะไรบ้าง อาจจะมีการบอกว่า ทุกรายการเป็นรายการที่เราไม่ได้ผลิตเองอยู่แล้ว จุดนี้ยังไม่ค่อยไว้วางใจเท่าไหร่เพราะสินค้าหลาย ๆ ตัวเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ เช่น ผลไม้หรือพืชอื่น ๆ ที่อาจมาใช้ทดแทนกันได้ในหลาย ๆ กรณี ดังนั้นโอกาสที่จะมีผลกระทบกับทางเกษตรกรไทยที่มีจำนวนมากก็มีโอกาสสูงเช่นเดียวกัน

ส่วนควรจะเทหมดหน้าตักเขาหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า จุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนัก ว่าเราควรจะต้องเทหมดหน้าตักหรือไม่ เพราะถึงเทจนหมดหน้าตักก็คงได้ไม่สูงไปกว่า 20% ซึ่ง 20% ก็ต้องมาดูอีกทีไม่ใช่ว่าการที่ได้เท่า ๆ กับประเทศคู่แข่งแล้วจะเท่ากับว่าเราได้เปรียบ เพราะเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการหากนึกภาพเวียดนามสามารถทำมาร์จิ้นหรือทำกำไรในการผลิตสินค้าได้ราว 20% ในส่วนของภาษีที่เพิ่มขึ้นมานั้นเขาสามารถที่จะลดราคาให้กับทางผู้นำเข้าได้ทันทีในราคาที่ลดลง 20% เท่ากับจุดนี้ไม่มีผลของภาษีเลย

ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยก็อาจจะเสียเปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิตสินค้าที่อาจจะสูงกว่าประเทศคู่แข่งทั้งในเรื่องของค่าไฟฟ้าหรือแม้กระทั่งในเรื่องของราคาวัตถุดิบอื่น ๆ ที่อาจจะสูงกว่าก็อาจจะทำให้เราไม่มีความสามารถที่จะไปตัดราคากับคู่แข่งได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจุดนี้ต้องมาดูกันในละเอียดในรายการสินค้าอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่า พื้นฐานการผลิตกังวลหรือไม่ เนื่องจากพอมีต้นทุนที่สูงขึ้นและยังโดนภาษีเพิ่มสูงซ้ำเข้าไปอีก มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า เรื่องของ FDI จุดนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ตนเองมองว่ามีความกังวลเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ฝุ่นยังตลบค่อนข้างมากทำให้ยังไม่รู้ว่าภาษีสุดท้ายจะเป็นเท่าไหร่ และความสามารถในการย้ายฐานของนักลงทุนก็ไม่เท่ากัน ส่วนประเด็นการตัดสินใจที่จะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นนั้นท้ายที่สุดคงจะต้องรอการเจรจาของหลาย ๆ ประเทศให้เสร็จสิ้นลงก่อน ตนเองมองว่าองค์กรคู่แข่งที่สำคัญอาจไม่ใช่ในภูมิภาคเดียวกัน แต่อาจจะเป็นประเทศอินเดียที่อาจจะเป็นจุดหมายใหม่ของนักลงทุนที่จะเบนเข็มไปตรงนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในประเภทอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อถามต่อว่า เรายังพอมีหวังกับการเจรจาขอลดภาษีกับทางสหรัฐฯ หรือไม่ และทางรัฐบาลควรจะไปคุยอย่างไรบ้าง นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ตอนนี้ต้องบอกว่ายังมีความหวังอยู่ เพราะว่าการขยับเดดไลน์ครั้งนี้ เป็นการขยับเดดไลน์การจัดเก็บภาษี จากที่ตอนแรกเป็นวันที่ 9 ก.ค. 68 ไปเป็นวันที่ 1 ส.ค. 68 แทน แต่ตนเองเข้าใจว่าเดดไลน์ของการเจรจาจะยังคงอยู่ที่ 9 ก.ค. 68 เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าเราจะได้เจรจาไปแค่ครั้งเดียว แต่ว่าเราก็เสนอข้อเสนอใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น โอกาสที่เราจะได้ภาษีต่ำลงกว่า 30% ก็ต้องตอบว่ายังมีอยู่ก็ต้องลุ้นกันว่าจะสามารถส่งข้อเสนอไปในแบบที่ทางสหรัฐฯ พึงพอใจหรือไม่ ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงด้วยว่าสิ่งที่เราได้เสียสละไปเพื่อขึ้นไปอยู่บนโต๊ะเจรจา ทั้งการภาษี 0% และการเปิดตลาดจะไปโดนสินค้าตัวไหนบ้างที่จะได้รับผลกระทบก็ต้องเตรียมมาตรการที่เยียวยา

นางสาวศิริกัญญา กล่าวอีกว่า การบีบ การขู่ ด้วยจดหมายแบบนี้ เอาเดดไลน์มาบีบให้เราจนมุมขนาดนี้ มันก็ทำให้การเจรจามันมีแรงกดดันสูงมาก ๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราได้ไปให้อะไรที่เราไม่สมควรจะให้ไว้หรือเปล่า ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการกับสาธารณะ ถ้าเกิดขึ้นจริง ๆ คงจะต้องเตรียมแผนการในการรับมือ เยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย ทั้งภาคส่งออกเอง อย่างที่บอกว่าตัว 20% ไม่ใช่ว่าจะแข่งได้หรือว่าจะโดนเกิน 20% เพราะว่าเราก็ไม่ได้ให้ข้อเสนอที่ดีเท่า ๆ กับทางเวียดนาม ก็ยิ่งต้องเตรียมตัวรับผลกระทบหนัก แล้วก็ไม่รู้ว่าสินค้าที่เอาขึ้นโต๊ะเจรจา จะเป็นสินค้าที่ใครบ้างที่จะได้รับผลกระทบ ในแง่ผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกร SME หรือผู้ส่งออก หรือผู้ผลิตในประเทศไทยอันนี้ก็ต้องมีการเตรียมการ

นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่ผ่านการประกาศมาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เรายังไม่ค่อยเห็นรัฐบาลเตรียมการเรื่องการเยียวยาผลกระทบให้กับทางผู้ส่งออก และเกษตรที่ได้รับผลกระทบเท่าไร ที่ผ่านมามีการออกมาตรการผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจไป ราวหมื่นล้านเศษ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า แต่ก็ต้องบอกว่ามันน้อยนิดเหลือเกิน มีเพียงแค่โครงการใหญ่ที่สุดคือให้ประกันสังคมปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ เพื่อพยุงการจ้างงาน หนึ่งหมื่นล้านบาท ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะพยุงได้กี่ตำแหน่งงาน อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะว่าในหน้าตักทางการคลังของเราก็มีลดน้อยลงไปบ้างแล้วเหมือนกัน

ส่วนเรื่องที่ถูกวิจารณ์อย่างมากเพราะไทยเราใช้บริษัทล็อบบี้ยิสต์ค่อนข้างแพงนั้น นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่เริ่มเปิดเรื่องล็อบบี้ยิสต์ ก็ยังคิดว่าไม่แน่ใจว่าได้ทำสัญญาไปอย่างครบถ้วน ทั้งของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ คาดว่าคงจะยังทำสัญญากันได้ไม่เสร็จสิ้น เพราะว่าถ้าทำสัญญาอย่างเสร็จสิ้น จ่ายเงินไปราว ๆ สองร้อยล้าน น่าจะได้ผลการเจรจาที่ดีกว่านี้ ได้เข้าพบคนสำคัญ ๆ มากกว่านี้

“ก็ต้องบอกว่า ภาวนาว่ายังใช้เงินไม่หมด ยังไม่สามารถทำสัญญาได้ ก็ใช้เงินน้อยว่า สองร้อยล้านที่ได้มีคำของบกลางไปเพราะว่าผลที่ได้ไม่ค่อยเป็นที่น่าพึงพอใจเท่าไหร่“ นางสาวศิริกัญญา กล่าว

เมื่อถามถามย้ำว่า นี่คือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ก็ยังพูดได้ยาก ตอนนี้ตนเองขอเอกสารที่เป็นสัญญาการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ว่าเราได้มีการทำสัญญาไปลุล่วงหรือเปล่า ถ้ายังไม่มีการทำสัญญาก็ยังไม่ได้เป็นการละลายแม่น้ำ แต่ถ้าทำสัญญาไปแล้วทั้งสองหน่วยงาน จ่ายไปเดือนหนึ่งประมาณ สี่แสนยูเอสดอลล่าร์ ก็ถือว่าสูงมากเหมือนกัน

ส่วนข้อเสนอที่ให้งบที่กำลังพิจารณาอยู่ มาทุ่มให้กับการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ให้เยอะขึ้นนั้น นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า แน่นอน นี่เป็นข้อเสนอที่ทางฝ่ายค้านได้เสนอกับทางฝ่ายค้านและรัฐบาลตั้งแต่เริ่มต้น แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าใดใดที่จะตอบรับ แต่เราก็จะเสนอกันอีกรอบหนึ่ง จริง ๆ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ และ นายอัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ได้พูดถึงประเด็นนี้ ในกลุ่มที่เราใช้ในการสื่อสารกันแล้วว่าหลังจากที่การเจรจายังไม่บรรลุผล เราอยากให้ นายพิชัย ออกมาชี้แถลงกับกรรมาธิการงบประมาณเช่นเดียวกันว่าเราจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแผนสำหรับงบประมาณ ปี 2569 เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสงครามการค้านี้หรือไม่ ได้ติดต่อไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

เมื่อถามว่าประเทศที่ถูกเปรียบเทียบอย่างมากคือกัมพูชาที่ได้ลดภาษีจาก 49% เหลือ 36% อะไรที่ทำให้สหรัฐฯ ยอมลดให้กัมพูชาขนาดนี้ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า รอบนี้ที่ลดลงมาไม่มีประเทศไหนสูงเกินกว่า 40% กัมพูชาเองก่อนหน้านี้มีการแถลงด้วยซ้ำไปว่าบรรลุข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว กำลังจะแถลงในอีกไม่กี่วัน แต่ก็โดนจดหมายนี้ไปด้วย ที่ 36% ถ้าดูเทอมของวอลุม ปริมาณการค้าก็ถือว่าเบาบางมากกับทางสหรัฐอเมริกา ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ได้เปรียบเสียเปรียบอะไร แต่ทางกัมพูชาเองก็ได้เจรจาก่อนประเทศไทย แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามีการคืบหน้าในการเจรจาก้าวหน้ากว่าประเทศไทยหรือเปล่า

เมื่อถามต่อว่า เป็นเพราะไทยเริ่มช้าทำให้ผลการเจรจาออกมาแบบนี้หรือไม่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ตนเองคิดว่ามีผลมาก ในความล่าช้าในการเจรจา ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แม้แต่มาเลเซียเอง ดิฉันคิดว่าเหลือรายละเอียดเพียงแค่ไม่กี่อย่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ แล้วก็ด้วยความที่พูดคุยกันมาหลายรอบก็คงมีการปรับเปลี่ยนกันหลายครั้ง ในท้ายที่สุด ถ้ามีการปรับแก้อีกเพียงเล็กน้อยก็คงบรรลุข้อตกลงไปได้ในเดดไลน์ที่กำหนด แต่ว่าของประเทศไทยมันกลายเป็นว่าเพิ่งพูดคุยไปได้ครั้งเดียวแล้วโดนบีบให้จนมุมด้วยเดดไลน์ที่กำหนดจะถึง ก็เลยทำให้ต้องยื่นข้อเสนออะไรบางอย่างที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อจะได้ให้ผลตอบแทนสูง หรือ high risk high return เช่นเดียวกัน อันนี้ก็คงต้องรอให้รัฐบาลออกมาเปิดเผยจริง ๆ จัง ๆ ว่าสรุปแล้วการแก้ไขครั้งล่าสุดได้มีอะไรเอาไปแลกกับเขาบ้าง แล้วก็จะส่งผลกระทบอย่างไร และเตรียมแผนการที่จะเยียวยาผลกระทบนี้ในอนาคตไว้อย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...